แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความมุสลีมะห์ แสดงบทความทั้งหมด

การครองชีวิตคู่



ดร.อะมีน บิน อับดุลลอฮฺ อัช-ชะกอวีย์

 

       มวลการสรรเสริญทั้งหลายเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ขอความศานติและความจำเริญจงประสบแด่ท่านเราะสูลุลลอฮฺข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีภาคีใด ๆ สำหรับพระองค์ และข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่ามุหัมมัดเป็นบ่าวและเราะสูลของพระองค์

 
        สิ่งหนึ่งที่ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญเป็นอย่างมากคือครอบครัว ทั้งยามที่อยู่ในบ้านและอยู่นอกบ้าน พื้นฐานของครอบครัวนั้นประกอบจากสามีและภรรยา ซึ่งศาสนาอิสลามได้กำหนดบทบัญญัติและขอบเขตต่าง ๆ ที่คู่สามีภรรยาจะต้องดำรงไว้ ทั้งนี้ เพื่อให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งจะนำไปสู่ความสงบสุขในสังคมนั่นเอง ดังนี้ ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงสิ่งสำคัญบางประการที่จะนำคู่สามีภรรยาไปสู่การครองชีวิต คู่ให้เติบโตอยู่อย่างมั่นคง

 
ประการแรก อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงสร้างสตรีมาจากบุรุษเพื่อให้เขาเคียงคู่กับนาง พระองค์ตรัสว่า
 
“มนุษยชาติทั้งหลาย จงยำเกรงพระเจ้าของพวกเจ้าผู้ทรงบังเกิดพวกเจ้ามาจากชีวิตหนึ่ง (อาดัม) และได้ทรงบังเกิดจากชีวิตนั้นซึ่งคู่ครองของเขา” 
 
(อันนิสาอ์: 1)

 
       อิบนุกะษีร กล่าวว่า “และ พระองค์อัลลอฮฺได้ทรงสร้างคู่ครองของชีวิตนั้น คือหะวา อะลัยฮัสสลาม ขึ้นจากชีวิตนั้นเอง กล่าวคือ นางถูกสร้างจากกระดูกซี่โครงด้านซ้ายส่วนหลังของอาดัมในขณะที่ท่านนอนหลับ ครั้นเมื่อท่านตื่นขึ้นมาพบนาง ท่านก็แปลกใจในตัวนาง จากนั้นไม่นานท่านก็มีใจให้นาง และนางก็มีใจให้ท่านเช่นกัน” 
 
(ตัฟสีรอิบนุกะษีร เล่ม 3 หน้า 333)

 
มีรายงานจากอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า 
 
         “ท่านทั้งหลายจงปฏิบัติตามคำสั่งเสียของฉันเกี่ยวกับบรรดาสตรี แท้จริงสตรีนั้นถูกสร้างมาจากกระดูกซี่โครง และส่วนที่คดงอที่สุดของซี่โครงนั้นคือส่วนบนของมัน" 
 
(บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่ 3331 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 1468)


 
ประการที่สอง คือ พระองค์อัลลอฮฺทรงทำให้สตรีนั้นเป็นที่พักพิงของบุรุษ พระองค์ตรัสว่า
 
        “พระองค์นั้นคือผู้ที่ได้ทรงบังเกิดพวกเจ้าจากชีวิตเดียว และได้ทรงให้มีขึ้นจากชีวิตนั้นซึ่งคู่ครองของชีวิตนั้นเพื่อชีวิตนั้นจะได้ มีความสงบสุขกับนาง” 
(อัลอะอฺรอฟ: 189)
       หากมนุษย์เราใช้บ้านหรือที่พักอาศัยเพื่อปกปิดร่างกาย และเพื่อป้องกันพวกเขาในยามร้อนและหนาว เช่นเดียวกันนี้ ภรรยาก็เป็นเหมือนที่พำนักของสามี เพื่อให้เขาเกิดความมั่นใจเมื่อมีนาง และรู้สึกอบอุ่นและสบายใจเมื่ออยู่ใกล้นาง


       ประการที่สาม  คือ สามีและภรรยานั้นปกปิดและ ป้องกันซึ่งกันและกัน ดังที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงกล่าวเปรียบเทียบสามีภรรยาไว้ โดยพระองค์ตรัสว่า
“นางทั้งหลายนั้นคือเครื่องนุ่มห่มของพวกเจ้า และพวกเจ้าก็คือเครื่องนุ่งห่มของพวกนาง” 
(อัลบะเกาะเราะฮฺ: 187) 

       ประการที่สี่  คือ สามีจะต้องให้เกียรติสตรี และไม่ดูถูกเหยียดหยามพวกนาง อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงสั่งใช้ให้สามีจัดหาที่พักอาศัย อาหาร และเครื่องนุ่งห่มแก่นางในลักษณะเดียวกับที่ตนมี พระองค์ตรัสว่า
 “จงให้พวกนางพำนักอยู่ ณ ที่พวกเจ้าพำนักอยู่ตามฐานะของพวกเจ้า”
 (อัฏเฏาะลาก : 6)
       เมื่อมุอาวิยะฮฺ อิบนฺ หัยดะฮฺ ได้ถามท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับสิทธิของภรรยาที่พึงได้รับจากสามี ท่านกล่าวว่า
        “ท่านจะต้องให้อาหารแก่นางเมื่อท่านรับประทานอาหาร ให้เครื่องนุ่มห่มแก่นางเมื่อท่านสวมใส่เครื่องนุ่งห่ม อย่าตบหน้านาง อย่าด่าทอนาง และอย่าทิ้งนางไว้ลำพังนอกบ้าน” 
(บันทึกโดยอบูดาวุด หะดีษเลขที่ 2142 )

ประการที่ห้า  คือ สามีภรรยาจะต้องมีความรักความเมตตาซึ่งกันและกัน อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า
          “และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ ทรงสร้างคู่ครองให้แก่พวกเจ้าจากตัวของพวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจะได้มีความสุขอยู่กับนาง และทรงให้มีความรักใคร่และความเมตตาระหว่างพวกเจ้า แท้จริงสิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นสัญญาณแก่หมู่ชนผู้ใคร่ครวญ” 
(อัรรูม : 21)

อบุล อัสวัด อัดดุอะลีย์ กล่าวว่า

  خُذِي العَفْـوَ مِنِّي تَسْتَـدِيْمِي مَوَدَّتِي وَلا تَنْطِقِي فِي سَوْرَتي حِينَ أَغْضَب
 
  فَإِنِّي رَأَيتُ الحُبَّ فِي الصَدْرِ وَالأذَى إِذَا اجْتَمَعَا لَمْ يَلْبَث الحُبُّ يَذْهَب   
 

เธอจงอภัยให้แก่ฉันเพื่อที่รักเราจะได้ยืนยาว   อย่าได้พูดในสิ่งที่ฉันไม่ชอบขณะที่ฉันกำลังโกรธ
 
เพราะความรักกับความขุ่นเคืองไม่พอใจนั้น   หากมีอยู่ด้วยกันไม่นานความรักก็คงจางหายไป

        ส่วนหนึ่งจากแนวทางการปฏิรูปชีวิตการแต่งงานคือ สิทธิและหน้าที่ที่สามีภรรยาพึงปฏิบัติต่อกันนั้นจะต้องมีพื้นฐานจากขนบ ธรรมเนียม มารยาทอันดีงาม และความชอบธรรม อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า
 “และจงอยู่ร่วมกับพวกนางด้วยดี” 
(อันนิสาอ์: 19)
ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวแก่ ฮินดฺ บินติ อุตบะฮฺ ว่า

“เธอจงนำสิ่งที่พอเพียงจะยังชีพเธอ และลูกของเธอไปด้วยความชอบธรรม” 

(บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่ 5264 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 1714)
        อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงระบุสิทธิที่ภรรยาพึงมีต่อสามีไว้ว่า นางจะได้รับการปฏิบัติจากสามี เช่นที่นางปฏิบัติต่อเขา โดยที่พระองค์ได้เจาะจงสิทธิของสามีซึ่งจะได้รับมากกว่าภรรยาขั้นหนึ่ง ดังที่พระองค์ตรัสไว้ในอายะฮฺที่ว่า

“และพวกนางนั้นจะได้รับการปฏิบัติ (จากสามี) เหมือนดังที่นางปฏิบัติ (ต่อสามี) โดยชอบธรรม และสำหรับบรรดาชายนั้นมีฐานะเหนือพวกนางขั้นหนึ่ง”
 (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 228) 
พระองค์ได้ทรงอธิบายหนึ่งขั้นดังกล่าวในอีกอายะฮฺหนึ่ง พระองค์ตรัสว่า

 “บรรดาชายนั้นคือผู้ที่ทำหน้าที่ปกครองเลี้ยงดูบรรดาหญิง
เนื่องด้วยการที่อัลลอฮฺได้ทรงให้บางคนของพวกเขาเหนือกว่าอีกบางคน และด้วยการที่พวกเขาได้จ่ายไปจากทรัพย์ของพวกเขา” 
(อันนิสาอฺ : 34)


แปลโดย : ฟารีด พุกมะหะหมัด

ความผิดที่มักเกิดขึ้นกับผู้หญิง


โดย... อ.อับดุลการีม (อรุณ)  วันแอเลาะ

 
        ความผิดที่เกิดขึ้นจากผู้หญิงนั้น บางครั้งเกิดจากความไม่รู้ หรือทำเป็นไม่รู้ บางครั้งเกิดจากการตามกระแสค่านิยม ซึ่งเมื่อทำเหมือนชนกลุ่มใดก็จะเป็นดังเช่นชนกลุ่มนั้น บางครั้งเกิดจากการดื้อดึง การทรยศ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นความผิด และไม่เป็นที่ต้องสงสัยเลยว่า ดังที่กล่าวมานั้น ล้วนเป็นสาเหตุก่อให้เกิดวิกฤติและความเสียหายนานัปการ เช่น ก่อให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันในครอบครัว การแตกแยกไม่สนใจซึ่งกันและกันในหมู่ญาติมิตร

 
ความผิดที่มักเกิดขึ้นกับผู้หญิง ได้แก่

 
          1) ความผิดที่เกิดจากความเชื่อ การไปหาหมอมายากล หมอคาถาอาคม หมอเวทมนต์ หมอทำนาย หมอดู ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย มักจะไปขอใช้บริการในตอนที่มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือต้องการให้สามีรัก ทั้งหมดเหล่านี้ เป็นสิ่งฮะรอม (เป็นสิ่งต้องห้าม) ทั้งสิ้น จนบางครั้งเลยเถิดถึงขั้น ชิริก(ตกศาสนา) นบี มุฮัมหมัด ได้กล่าวว่า
 
“ใครมาหาหมอดูแล้วถามสิ่งใดๆ จากหมอดู ละหมาดของเขาจะไม่ได้การยอมรับถึง 40 วัน”
 
(รายงานโดยมุสลิม)

          2) ไม่เชื่อฟังบิดามารดา ทรยศต่อบิดามารดา ด้วยการส่งเสียงดังต่อหน้าท่าน (ใส่หน้าท่าน) ตะคอกท่าน ด่าทอ หรือ ไม่เชื่อฟังคำแนะนำของท่าน อัลลอฮฺ ได้ตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า
“ท่านอย่าได้พูดกับท่านทั้งสองด้วยถ้อยคำที่ไม่ดี และอย่าได้ตะคอกท่านทั้งสอง แต่จงพูดจากับท่านทั้งสองด้วยคำพูดที่ดี”
(อัลอิสรออฺ: 23)

3) ไม่ตักเตือนกันให้ทำความดี และห้ามปรามความชั่วในหมู่พวกเธอ อัลลอฮฺ  ได้กล่าวไว้ในอัลกุรอานว่า
         “บรรดามุอฺมินชายและมุอฺมินหญิงนั้น บางส่วนของพวกเขาต่างเป็นผู้ช่วยเหลืออีกบางส่วน ซึ่งพวกเขาจะใช้ให้ปฏิบัติในสิ่งที่ดี และห้ามปรามในสิ่งที่ไม่ดี และพวกเขาจะดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และจ่ายซะกาต และภักดีต่ออัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ ชนเหล่านี้แหละ อัลลอฮฺทรงเอ็นดูเมตตาแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปริชาญาณ”
 
(อัตเตาบะฮฺ: 71)

4) นั่งพูดคุย นินทากัน ใส่ร้ายกัน บางครั้งพูดถึงอัลลอฮฺ  โดยไม่มีความรู้

5) ทอดสายตามองสิ่งต้องห้าม เช่น มองผู้ชาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเข้าใจกันว่า ห้ามผู้ชายเท่านั้นไปเกี่ยวกับผู้หญิง แท้จริง อัลลอฮฺ  ได้ตรัสความว่า
“และจงกล่าวเถิดมุฮัมหมัด แก่บรรดามุมินะฮฺให้เธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาอวัยวะเพศของพวกเธอ”
(อันนูร: 31)
หมายถึง การมองผู้ชายโดยตรง หรือมองผ่านโทรทัศน์ หรือนิตยสาร อันเป็นเหตุให้เกิดชะอฺวัต หรือก่อให้เกิดฟิตนะฮฺ

6) การมองผู้หญิงด้วยกันเอง แล้วนำไปบอก บรรยายคุณลักษณะรูปร่างหน้าตาให้กับผู้อื่นฟังจนเหมือนกับได้เห็นเอง

7) ผู้หญิงทำตัวเหมือนผู้ชาย ไม่ว่าด้วยเครื่องแต่งกายหรือท่าทาง หรือคำพูด ท่านรอซูล  กล่าวว่า
“อัล ลอฮฺทรงกริ้ว (สาปแช่ง) ผู้ชายที่สวมใส่เสื้อผ้าผู้หญิง และผู้หญิงที่สวมใส่เสื้อผ้าผู้ชาย และกล่าวว่า อัลลอฮฺทรงกริ้วผู้หญิงที่ทำตัวเหมือนผู้ชาย”
(รายงานโดยอบูดาวูด)

8) ทำสิ่งที่ต้องห้ามอันเป็นเหตุให้อัลลอฮฺกริ้ว ท่านรอซูล  กล่าวว่า
         “อัลลอฮฺทรงกริ้วผู้หญิงที่สักบนผิวหนัง และผู้ที่ทำการสัก และบรรดาผู้หญิงที่ถอนขนหรือกันผม และผู้ที่ทำการถอนขนคิ้ว และผู้หญิงที่แต่งฟัน (ผู้ที่ทำการจัดฟันเพื่อความสวยงาม) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอัลลอฮฺ และทรงกริ้วผู้หญิงที่ทำการเติมต่อผม ”
(มุนตะฟะกุนอะลัยฮิ)

9) กระทำในสิ่งที่เกิดริบา (ดอกเบี้ย) การปล่อยเงินกู้ หรือการกู้เงิน

         10) เสีย เวลาไปกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ซึ่งพบว่า สตรีบางคนเสียเวลาอยู่กับหน้ากระจก หรือพูดมากโดยไร้ประโยชน์ ไร้สาระ เช่น พูดโทรศัพท์กับเพื่อนๆ ของนาง อัลลอฮฺ  ตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า
“ไม่ มีความดีใดๆ ในการพูดซุบซิบอันมากมายของพวกเขา นอกจากผู้ที่ใช้ให้ทำทาน หรือให้ทำสิ่งที่ดีงาม หรือให้ประนีประนอมระหว่างผู้คนเท่านั้น”
(อันนิชาอฺ: 114)

11) นิยมทำตนเป็นหญิงไฮโซ อวดร่ำอวดรวย ใช้เสื้อผ้าราคาแพง หรือทะนงตนในความสวยงามที่อัลลอฮฺ  ได้มอบให้กับเธอ ท่านรอซูล  กล่าวว่า
“จะไม่ได้เข้าสวรรค์ สำหรับผู้ที่หัวใจของเขามีความยโสแม้เพียงนิดเดียว”
(รายงานโดยมุสลิม)

12) ดัดเสียงพูดกับผู้ชาย ซึ่งมักจะเกิดขึ้นมากในการพูดจาทางโทรศัพท์ อัลลอฮฺ  ตรัสความว่า
         “โอ้บรรดาภริยาของนบีเอ๋ย พวกเธอไม่เหมือนกับสตรีใดๆ ในเหล่าสตรีอื่น หากพวกเธอยำเกรงอัลลอฮฺ ก็ไม่ควรพูดจาเพราะพริ้งนัก เพราะจะทำให้ผู้ที่หัวใจของเขามีโรค เกิดความโลภ แต่จงพูดด้วยถ้อยคำที่พอเหมาะพอควร”
(อัลอะซาบ: 32)

          13) ไม่เตรียมเสบียงในการยำเกรง ซึ่งมีผู้หญิงจำนวนมากไม่สนใจอ่านอัลกุรอาน นอกจากเดือนรอมฎอนเท่านั้น และบางคนก็ไม่เคยละหมาดวิเตร ละหมาดดุฮา และไม่สนใจต่อการละหมาดรอวาติบ


14) ใส่ใจติดตามดูละคร ดูทีวี ดูนิตยสาร ดูวีดิโอ และเสียงเพลง เป็นประจำจนเป็นเรื่องปกติ

15) มีจำนวนไม่น้อยที่ย้อมผมให้เป็นสีต่างๆ เลียนแบบต่างศาสนิก

         16) ขัดขืน ไม่ทำของที่เป็น “ซุนานุนฟิตเราะฮฺ” เช่น ไม่ตัดเล็บ ผู้หญิงบางคนทาเล็บเป็นสี ซึ่งจะทำให้น้ำไม่สามารถเข้าสู่เล็บได้ เป็นเหตุให้อาบน้ำ หรือเอาน้ำละหมาดใช้ไม่ได้ เป็นเหตุให้การละหมาดใช้ไม่ได้


17) แสดงความรัก ความนิยมต่อเรื่องบางอย่างที่ขัดกับหลักคำสอนของอิสลาม

18) เลือกคบหาแต่เพื่อนเลวๆ นำพาให้เบาความในเรื่องของศาสนา ละเลยต่อการรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรี และเกียรติภูมิของตนเองและครอบครัว

19) เผยแพร่ข้อความ หรือรูปภาพที่ทำให้ผู้ชายเกิดอารมณ์ ลงในเฟสบุค หรือเว็บไซต์ หรือเครื่องมือสื่อสารอื่นๆ

20) สัมผัสมือกับผู้ชายที่ไม่ใช่มะหรอม(แต่งงานกันได้)

21) มีความอิจฉาริษยา ดูถูกดูแคลนต่อมุสลิมและมุสลิมะฮฺ โดยเฉพาะต่อผู้ที่เคร่งครัดในศาสนา

22) ผู้หญิงบางคนเชื่อในเรื่องโชคลาง เช่น เชื่อในเรื่องวัน เวลา สี หรือการกระทำของนก และสัตว์อื่นๆ

23) ผู้หญิงบางคนเฉลิมฉลองวันสำคัญที่เป็นอุตริกรรม เช่น วันเกิดลูก วันเกิดสามี วันเกิดภรรยา วันขึ้นปีใหม่ ฯลฯ




ที่มา : สมาคมคุรุสัมพันธ์อิสลามแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

สิทธิและหน้าที่ผู้เป็นภรรยา


ดร.อะมีน บิน อับดุลลอฮฺ อัช-ชะกอวีย์

 
         สิทธิและหน้าที่ที่สามีภรรยาพึงปฏิบัติต่อกันนั้นจะต้องมีพื้นฐานจากขนบ ธรรมเนียม มารยาทอันดีงาม และความชอบธรรม ทั้งนี้ศาสนาอิสลามยังได้บัญญัติหน้าที่ต่าง ๆ ที่ผู้เป็นภรรยาจำเป็นจะต้องเอาใจใส่และปฏิบัติตาม อาทิ


 
        ♥ หนึ่ง ภรรยาต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามสามีในสิ่งที่ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺ อัลลอฮฺ ตะอาลาตรัสว่า
 
“และบรรดากุลสตรีนั้นคือผู้จงรักภักดี ผู้รักษาความลับด้วยสิ่งที่อัลลอฮฺทรงรักษาไว้”
 
 “หากว่านางเชื่อฟังเชื่อฟังเจ้าแล้วก็จงอย่าหาทางเอาเรื่องแก่นาง”
 
 (อันนิสาอ์: 34) 

 
มีบันทึกจากรายงานโดยอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

          “เมื่อชายคนหนึ่งได้ชักชวนภรรยาของเขาให้ร่วมหลับนอนด้วยแล้วนางปฏิเสธ แล้วเขาก็หลับไปอย่างขุ่นเคือง บรรดา มลาอิกะฮฺจะสาปแช่งนางจนกระทั่งรุ่งเช้า” 
(บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่ 3237 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 1436)
และในอีกรายงานหนึ่งระบุว่า 
         “ขอสาบานต่อผู้ซึ่งชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า ไม่มีชายคนใดชักชวนภรรยาของเขาให้ร่วมหลับนอนกับเขาแล้วนางปฏิเสธเขา เว้นแต่ผู้ที่อยู่บนชั้นฟ้าจะโกรธกริ้วนางจนกว่าสามีของนางจะกลับมาพอใจ นาง” 
(บันทึกโดยมุสลิม หะดีษเลขที่ 1436)
มีบันทึกจากอับดุลลอฮฺ อิบนฺ อบีเอาฟา ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
“หากฉันสามารถสั่งให้คนหนึ่งสุญูดให้อีกคนหนึ่งได้ ฉันก็จะสั่งให้ภรรยาสุญูดให้สามีของนาง
และสตรีคนหนึ่งจะยังไม่ปฏิบัติหน้าที่ของนางต่ออัลลอฮฺอย่างสมบูรณ์ได้
จนกว่านางจะปฏิบัติหน้าที่ของนางต่อสามีของนางอย่างสมบูรณ์เสียก่อน
แม้หากว่าสามีของนางเรียกร้องที่จะร่วมหลับนอนกับนางในขณะที่นางกำลังคลอดบุตรอยู่ นางก็จะต้องปฏิบัติตามเขา”
 
 (บันทึกโดย อิมามอะหฺมัด หะดีษเลขที่ 19403) 
         อีกรายงานหนึ่งจากอับดุรเราะหฺมาน อิบนฺ เอาฟฺ ซึ่งบันทึกโดยอิมามอะหฺมัด ระบุว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

         “เมื่อสตรีคนหนึ่งทำการละหมาดครบห้าเวลา ถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน รักษาอวัยวะเพศของนาง และเชื่อฟังปฏิบัติตามสามีของนาง จะมีเสียงกล่าวแก่นางว่า เธอจงเข้าสวนสวรรค์ทางประตูใดก็ได้ที่เธอประสงค์” 
(มุสนัด อิมามอะหฺมัด หะดีษเลขที่ 1661)

          ♥ สอง ภรรยา จะต้องมีความรักความเสน่หาต่อสามี คอยสอดส่อง ปรนนิบัติรับใช้สามี และอบรมเลี้ยงดูลูก ๆ ดังมีหะดีษรายงานโดยอับดุลลอฮฺ อิบนฺ อัมรฺ ระบุว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

“ดุนยาคือความสุขชั่วคราว และความสุขชั่วคราวที่ดีที่สุดในดุนยาก็คือภรรยาที่เป็นกุลสตรี” 
(บันทึกโดยมุสลิม หะดีษเลขที่ 1467)
        คุณลักษณะของกุลสตรีนั้น ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ในอีกหะดีษหนึ่ง ซึ่งรายงานโดย อบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า 
มีคนถามท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า “สตรีใดถือว่าประเสริฐที่สุด ?”
       ท่านเราะสูล ตอบว่า “คือ สตรีที่ทำให้สามีสุขใจเมื่อได้มองนาง เมื่อสามีบอกกล่าวอะไรก็เชื่อฟังและปฏิบัติตาม และไม่ขัดใจสามี ทั้งด้วยตัวของนางและทรัพย์สินของนาง”
 (บันทึกโดยอันนะสาอีย์ หะดีษเลขที่ 1231)
และมีรายงานจากอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
“ไม่อนุญาตให้สตรีคนใดถือศีลอดในขณะที่สามีอยู่กับนาง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสามีเสียก่อน
และไม่อนุญาตให้สตรีอนุญาตให้ใครเข้าบ้านเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสามีเสียก่อน” 
 
(บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่ 5195 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 1026) 
อันนะวะวีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า 
        “เหตุที่ไม่อนุญาตแก่สตรีในเรื่องดังกล่าวนั้นคือ สามีมีสิทธิ์จะหาความสุขกับภรรยาได้ทุก ๆ วัน ซึ่งสิทธิ์ของสามีนั้นจำเป็น (วาญิบ) แก่ภรรยาจะต้องปฏิบัติตามโดยทันที ไม่สามารถปล่อยทิ้งไว้เพื่อไปทำสิ่งที่เป็นสุนัต หรือสิ่งจำเป็น (วาญิบ) อื่นที่สามารถกระทำในคราวหลังได้” 
(ชัรหฺ เศาะฮีหฺมุสลิม เล่ม 3 หน้า 115)
         อุมมุลมุอ์มินีน ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ก็เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องดังกล่าว เมื่อนางประวิงการถือศีลอดใช้ของเราะมะฎอนปีก่อน กระทั่งเวลาล่วงเลยถึงเดือนชะอฺบานปีถัดไป โดยนางให้เหตุผลว่า

 “ฉันต้องวุ่นอยู่กับการปรนนิบัติท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม” 
(บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่ 1950 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 1146)
         ♥ สาม ภรรยา จะต้องรักนวลสงวนตัว และพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้สามีเกิดความสงสัยในตัวของนาง ดังมีบันทึกรายงานจากอัมรฺ อิบนุลอะหฺวัศ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวในคุฏบะฮฺเมื่อตอนทำหัจญ์อำลา (หัจญะตุลวะดาอฺ) ว่า

         “สิทธิของภรรยาของพวกเจ้าพึงมีต่อพวกเจ้าคือ นางจะต้องไม่ให้ใครก็ตามที่พวกเจ้ารังเกียจขึ้นไปอยู่บนที่นอนของพวกเจ้า และจะต้องไม่อนุญาตให้ใครก็ตามที่เจ้ารังเกียจเข้าไปในบ้านของพวกเจ้า” 
(บันทึกโดยอัตติรมิซีย์ หะดีษเลขที่ 1163)

         ♥ สี่ ภรรยา นั้นจะไม่ออกนอกบ้านเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสามีแม้กระทั่งออกไปมัสญิด ดังมีรายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
“เมื่อภรรยาของพวกท่านขออนุญาตออกไปมัสญิดในยามกลางคืน พวกท่านก็จงอนุญาตเถิด” 
(บันทึกโดย อัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่ 865 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 442)
อิบนุ หะญัร ได้ถ่ายทอดคำพูดของอันนะวะวีย์ซึ่งให้คำอธิบายหะดีษบทนี้ว่า 
       “บางคนใช้หะดีษนี้เป็นหลักฐานว่า สตรีนั้นจะต้องไม่ออกนอกบ้านสามีของนาง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเขาเสียก่อน ตามที่ในหะดีษมีคำสั่งแก่บรรดาสามีว่าให้อนุญาตแก่ภรรยา ให้นางออกไปมัสยิดในยามกลางคืน” 
(ฟัตหุลบารีย์ เล่ม 2 หน้า 347-348)
จากหะดีษของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม
“ท่านทั้งหลายจงปฏิบัติตามคำสั่งเสียของฉันเกี่ยวกับบรรดาภรรยา เพราะนางทั้งหลายนั้นเปรียบเสมือนเชลยศึกสำหรับพวกท่าน” 
(อัตติรมีซีย์ หะดีษเลขที่ 1163)
ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมิยะฮฺ ได้อธิบายหะดีษดังกล่าวว่า 

       “สำหรับสามีนั้น ภรรยามีลักษณะบางส่วนคล้ายกับทาสหรือเชลยศึก คือนางไม่สามารถออกจากบ้านไปไหนได้เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเขาเสียก่อน แม้ว่าจะเป็นคำสั่งของบิดาหรือมารดาของนางหรือคนอื่น ๆ ก็ตาม ซึ่งในประเด็นนี้อุละมาอ์มีความเห็นตรงกันอย่างเป็นเอกฉันท์” 
(มัจมูอฺ อัลฟะตาวา เล่ม 32 หน้า 263) 



แปลโดย : ฟารีด พุกมะหะหมัด

7สิ่งที่มุสลิมจะไม่บอกคุณ/ท่านสามี

บทความนี้เรียบเรียงขึ้นมา นั้นไม่ได้หมายความว่ามันถูกต้องทั้งหมด ซึ่งคาดหวังรอยยิ้มจากบรรดาสตรี และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านชายจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม

1. หล่อนต้องการความรัก กล่าวได้ว่า เธอต้องการความรักและการเอาใจใส่อย่างมากจากสามีอันเป็นที่รักยิ่งของเธอ แต่บ่อยครั้ง เธอแสดงความรักต่อสามี แต่สามีเจ้ากรรม น้อยมากที่จะแสดงตอบกลับมา ซึ่งมันจะทำให้เธอรู้สึกเบื่อและเหนื่อยๆ ดังนั้นคุณสามีจะต้อง แสดงความเคารพภรรยา และทำให้เธอรู้สึก จับต้องได้ ถึงความรักที่สามีมอบให้ อย่างเป็นรูปธรรม “ฟันธง! หากเอาใจภรรยาเยอะๆ พวกเธอจะให้กลับ มากกว่าที่คุณคิดอย่างแน่นอน”

2. เธอมีอารมณ์เบื่อเยอะมาก การทำอะไรในสิ่งที่เหมือนเดิม ทุกๆวัน แน่นอนมนุษย์ต้องมีอาการเบื่อหน่าย โดยเฉพาะงานบ้าน ทำความสะอาด ดูลูก และทำอาหาร อย่าลืมว่า ภรรยามุสลิม จำนวนมากจะอยู่กับบ้านแทบทั้งวัน ลองคิดในทางกลับกัน หากผู้ชายอย่างเรา ทำงานบ้านทุกวัน เป็นเวลานาน จะเบื่อหรือไม่ ลองพาพวกเธอไปยังสถานที่พิเศษ โรแมนติก จะช่วยได้เยอะ แต่ทั้งนี้ มีสิ่งสำคัญกว่า คือ ช่วยแบ่งเบาภาระหรืองานประจำที่ภรรยาทำ ดังเช่นการสร้างประวัติศาสตร์ ให้ภรรยานั่งเฉยๆ แล้วคุณสามี กวาดบ้าน หุงอาหาร ทำกับข้าว จ่ายตลาด เลี้ยงลูก แทนพวกเธอสักวัน อย่าลืม “บีบนวด เธอด้วย”

3. เธออยากจะได้ยินคำชม การดูแลงานหลังบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย แสดงออกต่อภรรยาของคุณโดยการชื่นชม ชมเชย ใส่ใจกับสิ่งที่เธอทำ ง่ายๆ ที่สุดที่สามีควรเริ่มต้น คือ กล่าว “ขอบคุณ”

4. เธอเป็นคนขี้หึงมาก ถึงมากที่สุด แน่นอนว่าหากคุณไม่ใส่ใจอาจจะไม่รู้เลยว่า ผู้หญิงทุกคนขี้หึง มากๆๆ ดังนั้นต้องพึงระวัง อย่างเปรียบเทียบภรรยาคุณกับผู้หญิงคนใดในโลกนี้เป็นอันขาด “เธอดีกว่า เจ๋งกว่า เป็นที่หนึ่งแน่นอน” ดังนั้นการที่เธอแต่งตัวสวยๆ ด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ๆ “คุณควรจะพูดว่า สวยมาก ถูกใจผมอย่างที่สุด“ หรือแม้แต่ “สูตรใหม่รึ ไข่เจียว ถึงได้อร่อยขนาด” คงไม่เหนื่อยมากสำหรับผู้ชายอย่างคุณ โบราณเค้าสอนว่า “การโกหกภรรยาแบบนี้นะ เธอชอบ”

5. เธอต้องการให้คุณช่วยเหลือ ทำให้เธอเป็นมุสลิมะฮ์ที่ดี โปรดอย่าลืมหน้าที่ของสามี คือการสอนภรรยา มีไม่มากที่ผู้หญิงจะมีความรู้มากมาย และรอบรู้ในเรื่องต่างๆ หน้าที่ของสามีคือการเล่าเรื่องที่พบแต่ละวัน ตอบคำถาม แนะนำพวกเธอให้อยู่ในกรอบ ให้อยู่ในหลักการศาสนบัญญัติ นั้นหมายถึง คุณจะต้องเป็นผู้นำครอบครัว เป็นแบบอย่างที่ดี และช่วยให้เธอเป็นมุสลิมะฮ์ที่ดีขึ้น ปรากฏการณ์ที่เห็นชัดเจน อย่างเช่น ก่อนหน้าเธอไม่คลุมฮิญาบ คุณสามารถทำให้เธอคลุมฮิญาบได้ เธอละเลยเรื่องละหมาด คุณทำให้เธอละหมาดไม่ขาด เธออ่านกุรอานไม่คล่อง สอนให้เธออ่านกุรอานได้ เธออ่านแต่หนังสือนิยาย คุณอ่านฮาดิษ ให้เธอฟัง ทำซ่ะ บัดนาว

6. เธอไม่สนุกกับการด่าคุณ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ชายคิดว่าภรรยาบ่น จุกจิก จู๋จี้ แต่โปรดอย่าลืม พวกเธอไม่คิดอยากจะทำเลยแม้แต่น้อย แต่ตัวคุณนั้นแหละบีบบังคับให้พวกนางต้องทำ สำคัญอย่างยิ่ง หากเธอบ่นเกี่ยวกับเรื่องใด เรื่องหนึ่ง อย่างซ้ำๆ มันถึงเวลาที่คุณต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว และอย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อยเป็นอันขาด เอาใจเธอซ่ะ ทำตามใจปรารถนาของเธอ และเธอจะมีความสุข เธอสุข คุณก็สุขด้วย

7. อยากให้ชีวิตการแต่งงานมีความสุข ผู้หญิงทุกคนอยากมีชีวิตคู่ที่มีความสุข ต้องการความมั่นคง ต้องการลูกที่ซอเลาะห์ ต้องการสามีที่ดูแลเอาใจใส่ ยืนเคียงข้างเธอ ดังคำกล่าวที่ว่า “ของขวัญที่ดีที่สุดของผู้ชาย คือการมีภรรยาที่ดี” ผู้ชายจงศึกษา หาความรู้ เกี่ยวกับชีวิตคู่ สิ่งเหล่านี้ ท่านนบีได้ทำเป็นแบบอย่างมาแล้ว แต่กระนั้น เราเองยังคงต้องศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสือทั่วไปเพื่อมาประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตของมุสลิม และท้ายที่สุด ชีวิตการแต่งงานก็จะมีความสุขนั่นเอง

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงบาง ส่วนเท่านั้น สำหรับผู้ชายบางคน การใส่ใจในเรื่องเล็กน้อย อาจจะดูจุกจิก แต่โปรดรำลึกเถิดว่า สำหรับผู้หญิงบางคน มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก บางครั้งคุณเอง จะรู้ตัวเมื่อสายด้วยซ้ำไป

เน้นย้ำ สำหรับผู้ชาย ให้ใส่ใจใน คำพูด คำขอร้องของผู้หญิงให้มาก และมากที่สุด อย่าทำหูทวนลม คิดว่าสิ่งที่พวกเธอบ่น ไม่สำคัญ กำลังจะบอกว่า อันตราย กำลังจะทำลายชีวิตครอบครัวของคุณ

..........................................

สิ่งที่ผู้หญิงชอบโพสต์มากที่สุดคือ ?



ผลละบาป พันกว่าไลค์

ชอบได้ เป้นแฟนไม่ได้

การรอคอย '' คู่ครอง '' ของเรานั้น เป็นสิ่งที่ดี แต่.. จะต้องควบคู่ไปกับการขอ '' ดุอาอฺ ''+ " ความพยายาม " พร้อมกับ '' จงแก้ไขที่ " ตัวเอง " ก่อนแล้วเรา !!! ถึงจะได้เจอกับ '' คู่ครองที่ดีต่อไป... '' อามีน เพราะทุก '' ความหวัง '' ต้องเริ่มต้น !!!! ด้วย '' ดุอาอฺ '' ไม่ใช่ " แค่หวัง " แต่ไม่ทำอะไรเลย รออย่างเดียว ไม่ได้พยายามไปด้วย ก็ไม่ดีเสมอไป ... เราขอดุอาอ. แล้วเขาก็ดุอาอ. อินชาอัลลอฮสักวันคงได้เจอกันน่ะ رَبَّنَا هَبْ لَنَا مِنْ أَزْوَاجِنَا وَذُرِّيَّاتِنَا قُرَّةَ أَعْيُنٍ وَاجْعَلْنَالِلْمُتَّقِيْنَ إِمَامًا ความว่า : " โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ขอทรงโปรดประทานแก่เรา ซึ่งคู่ครองและลูกหลาน ให้เป็นที่รื่นรมแก่สายตาของเรา และขอทรงโปรดให้เรา เป็นแบบอย่างแก่บรรดาผู้ยำเกรง "
มื่อพูดถึงวิธีแก้ปัญหาเรื่องความรัก
หลายคนมักนึกไปถึง ก า ร แ ต่ ง ง า น
โดยลืมไปว่า วิธีที่ท่านนบีของเราแนะนำไว้หากหัวใจอ่อนแอมากๆ
การแต่งงาน เป็นวิธีสำหรับ ผู้ ที่ พ ร้ อ ม
สำหรับอีกหลายๆคนที่ยังไม่พร้อม
สิ่งที่ท่านนบีแนะนำก็คือ ถื อ ศี ล อ ด

หลายคนเรียกร้องคนจำนวนมากให้ แ ต่ ง ง า น
ทำไมเราไม่ลองเรียกร้องให้เขา ถื อ ศี ล อ ด ดูบ้าง?
มันเป็นสิ่งที่ทำได้โดยไม่ต้องรอใครอีกคนหรือหลายคนมาร่วมด้วย
มันเป็นเรื่องที่ดูคล้ายว่าจะง่ายกว่าการแต่งงานเสียอีก
วัลลอฮุอะอฺลัม ภาพจาก ปรับความคิด พลิกสู่ชีวิต สู่ความสำเร๊จ แบบอิสลาม

ข้อห้ามต่างๆ ของผู้หญิงมุสลิม มีอะไรบ้าง ลองอ่านกันดู!!!




ข้อห้ามของสตรีทั้ง 13 ข้อ
ข้อ 1 ห้ามสตรีออกจากบ้านโดยใส่ของหอม
ซัยนับ อัษษะก่อฟียะฮ์ (ร.ฏ.) รายงานจากท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ความว่า "เมื่อคนใดจากพวกเธอไปละหมาดอีชาอ์ -  
บางรายงาน กล่าวว่า ไปมัสยิด - ดังนั้น  นางอย่าใส่ของหอมในคืนดังกล่าว" รายงาน โดยมุสลิม
ท่า นอบูฮุรอยเราะฮ์ (ร.ฏ.) รายงานจากท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ความว่า "สตรีใดที่ได้สัมผัสกับควันไม้หอม  ดังนั้น เขาก็อย่ามาร่วมละหมาดอีชาอ์ในช่วงสุดท้าย(ของคืน)พร้อมกับเรา" รายงานโดย มุสลิม
ท่าน ร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "สตรีใดที่ใส่ของหอม แล้วเดินผ่านผู้คนกลุ่มหนึ่ง  เพื่อให้พวกเขาได้กลิ่นหอมของนาง  แน่นอนว่าเธอคนนั้นคือโสเภณี" รายงานโดย ท่านอะหฺมัด  ดู หนังสือ มุสนัด เล่ม 4 หน้า 444
หะ ดิษเหล่านี้  ได้บ่งชี้แก่เราว่า  ห้ามบรรดาสตรีออกจากบ้านโดยใส่ของหอม  เนื่องจากการที่พวกนางใส่ของหอมต่อหน้าบรรดาผู้ชายนั้น เป็นการกระตุ้นอารมณ์ของพวกเขา
ดัง นั้น  จึงจำเป็นต่อสตรีทุกคน  อย่าออกจากบ้านของนาง  นอกจากความเป็นจำเป็นตามหลักของศาสนา  และให้นางประดับประดาด้วยจรรยามารยาทของศาสนา โดยการคลุมฮิญาบ  สวมใส่อาภรณ์หลวม ๆ ไม่รัดรูป  ปราศภาพลักษณ์ที่ทำให้เกิดการยั่วยวน  ไม่ใส่น้ำหอมในขณะออกจากบ้าน  แต่ทว่า  เมื่อนางกลับถึงบ้าน  ก็อนุญาตให้ใส่น้ำหอมได้ตามที่ต้องการ  โดยมีเงื่อนไขว่า  ต้องไม่ให้ชายอื่นได้กลิ่นหอมนั้น
2 ห้ามภรรยาปฏิเสธการร่วมหลับนอนกับสามี เมื่อเขาร้องขอ
บท นี้เป็นเรื่องที่สำคัญ  ซึ่งสตรีส่วนมากต้องเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว  จนกระทั่งทำให้พวกนางต้องได้รับการสาปแช่งจากมะลาอิกะฮ์  ด้วยสาเหตุที่สามีมีความโกรธกับนาง
รายงาน จาก อบูฮุรอยเราะฮ์  ท่านนบีซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า "เมื่อสามีได้เรียกร้องให้ภรรยาของเขาไปยังที่หลับนอน  แล้วนางให้การปฏิเสธโดยค่ำคืนนั้นสามีความโกรธต่อนาง  ดังนั้น บรรดามะลาอิกะฮ์จะทำการสาปแช่งนางจนกระทั่งถึงยามเช้า"  รายงานโดย บุคคอรีย์และมุสลิม
หะ ดิษนี้  ชี้แนะแก่เราว่าภรรยานั้นต้องมีสิทธิพึงปฏิบัติต่อผู้เป็นสามี  และส่วนหนึ่งจากบรรดาสิทธิต่าง ๆ  ก็คือ  สิทธิในการแสวงหาความสุขจากนาง  และถือเป็นสิ่งต้องห้ามแก่ภรรยาที่ให้การปฏิเสธสิทธิดังกล่าวที่มีต่อสามี  ถ้าหากไม่เช่นนั้น  นางก็จะได้รับการสาปแช่งจากมวลมะลาอิกะฮ์ด้วยสาเหตุดังกล่าว  และการสาปแช่งนั้น  หมายถึง  บรรดามะลาอิกะฮ์ได้วอนขอดุอาอ์ให้นางห่างไกลจากความเมตตาของอัลเลาะฮ์ตะอา ลา  ดังนั้น  นางเป็นรู้สึกอย่างไรเล่า  ที่บรรดามะลาอิกะฮ์ได้ทำการขอดุอาอ์ให้นางห่างไกลจากความเมตตาของอัลเลาะฮ์  และต่อไปจะเป็นเช่นไรในขณะที่นางได้อยู่เบื้อหน้าอัลเลาะฮ์ตะอาลา  (หมายถึง รอรับการสอบสวน)  และการปฏิบัติต่าง ๆ ของนางนั้นได้ถูกนำเสนอ  ซึ่งส่วนหนึ่งในนั้น มีการประพฤติที่ชั่วจนเป็นเหตุให้นางต้องได้รับการลงโทษด้วยสาเหตุของบาป นั้น
แต่หากว่า  ภรรยาอยู่ในสภาวะที่ป่วย  มีประจำเดือน  และถือศีลอดในเดือนรอมะฏอน  ก็อนุญาตให้นางปฏิเสธในสิ่งดังกล่าวได้
ข้อ 3 ห้ามสตรีพรรณนาหญิงอื่นให้สามีของนางรับฟัง
รายงาน จากท่านอิบนุมัสอูด ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ  เขากล่าวว่าท่านนบีซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า "ผู้หญิงคนหนึ่งอย่าทำการสัมผัสกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง  แล้วนางทำการพรรณนาคุณลักษณะแก่สามีของนาง  ประหนึ่งเขาได้มองเห็นหญิงคนนั้น"  รายงานโดย อัลบุคอรีย์
ท่าน อิมามอิบนุอัลเญาซีย์ กล่าวว่า "ถูกห้ามจากสิ่งดังกล่าวนี้  เพราะผู้ชายคนหนึ่ง  เมื่อได้ยินคุณลักษณะของสตรี ปณิธานของเขาจะสั่นไหว (คือให้ความสนใจ) และหัวใจของเขาจะมุ่งปรารถนา  จิตใจจะคอยแสวงหาคุณลักษณะที่สวยงาม (ที่มีเหมือนกับสตรีคนนั้น)  ดังนั้นบางครั้งการพรรณนาคุณลักษณะ จะเรียกร้องไปสู่ความต้องการคุณลักษณะที่สวยงามนั้น  และบางครั้ง  การให้ความสนใจแสวงหาสิ่งดังกล่าวนั้น  ทำให้เกิดความคะนึงหา(สตรีคนนั้น)"  ดูอะหฺกาม อันนะซาอ์ หน้า 63
ข้อ 4 ห้ามสตรีทำการถือศีลอดสุนัต โดยที่สามีอยู่ นอกจาก ได้รับการอนุญาตจากเขา
เพราะมีหะดิษจากท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ รอฏิยัลลอฮุอันฮุ ว่า  ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
"ไม่ อนุญาตให้สตรีทำการถือศีลอด โดยที่สามีของนางอยู่ นอกจาก ได้รับอนุญาตจากเขา  และนางจะไม่อนุญาต(ให้ผู้อื่น)เข้ามาในบ้าน นอกจากได้รับอนุญาตจากเขา"  รายงาน โดย บุคคอรีย์ และ มุสลิม
ท่านอิมามอันนะวาวีย์  ร่อฮิมะฮุลลอฮ์  กล่าวว่า
"หะ ดิษนี้ถูกตีความว่ามันคือการถือศีลอดสุนัตโดยไม่เจาะจงเวลาที่เฉพาะ  และการห้ามนี้  คือ การห้ามแบบฮะรอมที่บรรดานักปราชญ์ของเราได้กล่าวชัดเจนไว้  และสาเหตุการห้าม คือ สามีนั้นมีสิทธิในการหาความสุขกับนางในทุก ๆ วัน  และสิทธิดังกล่าวเป็นสิ่งวายิบ(จำเป็น) อย่างรีบด่วน  ดังนั้นสิทธิดังกล่าวไม่สามารถละเลยด้วยเหตุของการกระทำสุนัตและสิ่งที่วา ยิบแบบล่าช้า  และหากกล่าวว่าสมควรอนุญาตให้นางทำการถือศีลอดโดยไม่ต้องขออนุญาตจากสามี  เพราะเมื่อสามีต้องการหาความสุขกับนางก็อนุญาตแก่ผู้เป็นสามีได้โดยที่การ ศีลอดของนางต้องเสียไป  ดังนั้นคำตอบก็คือตามปกติแล้วการถือศีลอดของนางจะมาหักห้ามเขาแสวงหาความ สุข   เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้การถือศีลอดของนางเสียไปและคำกล่าวของท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยอะลัยฮิวะซัลลัม ที่ว่า "โดยที่สามีของนางอยู่ด้วย" หมายถึง อยู่ในเขตเมือง(ที่เขาอาศัยอยู่)  แต่เมื่อสามีได้เดินทาง  ก็อนุญาตให้ภรรยาทำการถือศีลอดได้  เนื่องจากสามีไม่สามารถมาหาความสุขได้ หากนางไม่ได้อยู่พร้อมกับสามี" ดู ชัรฮ์ซอฮิหฺมุสลิม เล่ม 3 หน้า 65
ข้อ 5 ห้ามสตรีอวดความสวยงามต่อหน้าบรรดาบุรุษ
เพราะอัลเลาะฮ์ตะอาลาตรัสความว่า
"พวกเธอและอย่าได้โออวดความงาม  เช่น การอวดความงาม (ของพวกสตรี) แห่งสมัยงมงายในยุคก่อน" อัลอะหฺซาบ 33
รายงาน จากอบูฮุรอยเราะฮ์  ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ  ความว่า  ท่านนบีซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า "บุคคลสองประเภทที่อยู่ในนรก  ซึ่งฉันไม่เคยเห็นทั้งสองมาก่อนเลยคือ  กลุ่มชนที่ถือแซ่ที่เหมือนกับหางวัวซึ่งพวกเขาจะใช้ตีบรรดาผู้คนทั้งหลาย  บรรดาสตรีที่สวมใส่เสื้อผ้าคับทำให้มองเห็นเรือนร่าง  สตรีที่ปฏิบัติตนให้เป็นจุดเด่นชักจูงหญิงอื่นให้คล้อยตามด้วย สตรีที่ออกนอกลู่ทาง (ไม่ทำตามคำสั่งของอัลเลาะฮ์)  สตรีที่เกล้าผมไว้ด้านหลังดูเหมือนตระโหนกอูฐ  ซึ่งพวกนางเหล่านั้นจะไม่ได้เข้าสวรรค์  พวกนางจะไม่ได้พบแม้กลิ่นหอมของสวรรค์และกลิ่นหอมของสวรรค์นั้นมีระหว่างทาง เท่านี้เท่านั้น" รายงานโดย มุสลิม
บรรดา พี่น้องสตรีโปรดจงพิจารณาถึงสัญญาลงโทษที่รุนแรงและการลงโทษที่แสนเจ็บปวด นี้  สำหรับสตรีที่อวดความงามของตนต่อหน้าบรรดาชายอื่น  หากแม้นว่าพวกนางจะระเริง  ภูมิใจ  แต่โลกหน้านางจะมีความโศกเศร้าเสียใจซึ่งมันเป็นสาเหตุห้ามจากการเข้าสรวง สวรรค์และต้องลงในนรกอันลุกโพรง
ดัง นั้นเธอจงพึงระวังจากการอวดโฉมความสวยงามต่อหน้าชายอื่นไม่ว่าจะด้วยการคลุม ฮิญาบที่ถูกต้องตามหลักของศาสนาหรือใส่น้ำหอมโดยให้ผู้ชายได้รับกลิ่นหอม นั้น  เพราะทุก ๆ จากสิ่งดังกล่าวจะทำให้ได้รับโทษในวันกิยามะฮ์
ข้อ 6 ห้ามขอดุอาอ์ให้ประสบความวิบัติแก่บุตรหลาน
รายงานท่านญาบิร บิน อับดิลลาฮ์  ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ  เขากล่าวว่า  ท่านร่อซูลุเลาะฮ์  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
"พวก ท่านอย่าขอดุอาอ์ให้ประสบความหายนะแก่ตัวของพวกท่าน  และพวกท่านอย่าขอดุอาอ์ให้ประสบความหายนะแก่บรรดาบุตรของพวกท่าน และพวกท่านอย่าขอดุอาอ์ให้ประสบความหายนะแก่ทรัพย์สมบัติของพวกท่าน   โดยที่พวกท่านอย่าขอดุอาอ์จากให้ตรงกับเวลาหนึ่งจากอัลเลาะฮ์  ที่การมอบให้(ขอพระองค์)ได้ถูกขอให้เวลานั้น  แล้วพระองค์ก็จะทรงตอบรับให้กับพวกท่าน"  รายงานโดย มุสลิม
หะ ดิษอันมีเกียรตินี้ได้อธิบายแก่เราว่า  มีช่วงเวลาหนึ่งที่มีเกียรติซึ่งดุอาอ์จะถูกตอบรับ  ดังนั้น เราจึงถูกห้ามจากการขอดุอาอ์ให้ประสบความวิบัติแก่เรา , บรรดาบุตรของเรา  , และบรรดาทรัพย์สินของเรา  ,  เพื่อดุอาอ์ดังกล่าวของเราจะไม่ไปตรงกับช่วงเวลาที่ถูกตอบรับ   ดังนั้น  เมื่อดุอาอ์ดังกล่าวของเราถูกตอบรับ  ความวิบัติก็จะมาประสบแก่เราด้วยเหตุดังกล่าว
อาจ จะมีมารดาบางท่านอาจจะว่ากล่าวในเชิงขอดุอาอ์แก่บรรดาลูก ๆ ของนาง   โดยที่นางอ้างว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะให้เกิดความหายนะแก่บรรดาลูก ๆ ของนาง  แต่ลิ้นมันพลาดไปเท่านั้น   และกรณีเช่นนี้  นักปราชญ์กล่าวว่ามันเป็นคำแก้ตัวที่น่ารังเกียจมากกว่าทำ 1 บาปเสียอีก  เพราะว่ามีหะดิษห้ามจากการขอดุอาอ์ให้ตกแก่บรรดาลูก ๆ   ดังนั้นจึงจำเป็นแก่ผู้เป็นมารดาอย่ากล่าวถ้อยคำที่อยู่ในเชิงขอดุอาอ์ให้ ประสบแก่บุตรชายและหญิงของนาง   ไม่ว่านางจะมีเจตนาที่ไม่ดีหรือดีก็ตาม
ข้อ 7 ห้ามเปิดเผยความลับการร่วมสุขระหว่างสามีภรรยา
ท่านอบู สะอีดอัลคุดรีย์ได้รายงานว่าท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ซอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
"ผู้ ที่มีตำแหน่งชั่วช้าที่สุด ณ ที่อัลเลาะฮ์  ในวันกิยามะฮ์นั้น คือ  สามีได้สัมผัส(ร่วมเสพสุข)กับภรรยาของเขาและภรรยาของเขาได้สัมผัส(ร่วมเสพ สุข)กับเขา  หลังจากนั้นความลับของนางได้ถูกเปิดเผย" รายงานโดย มุสลิม
ท่านอิมามอันนะวาวีย์ กล่าวว่า
"ใน หะดิษนี้ห้ามสามีเปิดเผยการเสพสุขระหว่างเขาและภรรยาและพรรณนารายละเอียดดัง กล่าว  และห้ามเปิดเผยดังกล่าวที่เกี่ยวกับภรรยาไม่ว่าจะเป็นคำพูด  การกระทำ หรืออื่น ๆ"  ชัรหฺซอฮิหฺมุสลิม เล่ม 3 หน้า 610
ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า  การสัญญาลงโทษนี้  ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ผู้เป็นสามีเท่านั้น  แต่ยังครอบคลุมถึงภรรยาด้วยเช่นกั
ข้อ 8 ห้ามสตรีทำการใช้จ่ายทรัพย์สินของสามีนอกจากได้รับการอนุญาตเสียก่อน
รายงานอบูอุมามะฮ์  ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุว่า  ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
"ฉัน ได้ยินท่านร่อซูลุลเลาะฮ์  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้ให้สุนทรพจน์ในปีฮัจญ์อำลาว่า  สตรีจะไม่ทำการใช้จ่ายสิ่งใดจากบ้านของสามีของนาง  นอกจากได้รับการอนุญาตจากสามีของนางเสียก่อน" หะดิษนี้  หะซัน รายงานโดย อบูดาวูด หะดิษที่ 3565 , และท่านอัตติรมีซีย์  หะดิษที่ 670 
หะ ดิษนี้ชี้แนะให้เราทราบว่า   มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ภรรยาต้องขออนุญาตในการใช้จ่ายทรัพย์สินของผู้เป็น สามี  และเป้าหมายของการใช้จ่ายตรงนี้  หมายถึง  ใช้จ่ายทรัพย์ในหนทางที่ถูกต้องตามหลักศาสนา  เช่น  ซะกาต  บริจาคทาน  ใช้จ่ายเพื่อสนองความต้องการ  ช่วยผู้ที่เดินทางผ่านมา  หรือผู้ที่ขัดสน
ดัง นั้น  เมื่อนางได้ทำการใช้จ่ายไปตามหลักการที่ศาสนาส่งเสริมจากทรัพย์สินของสามี เหล่านี้  โดยได้ขออนุญาตแล้ว  แน่นอนนางก็จะได้รับผลบุญในการเฉกเช่นเดียวกันกับผู้เป็นสามี
ข้อ 9 ห้ามสตรีทำการ  สัก  ถอนขนที่ใบหน้า และถ่างฟัน 
ท่านอิบนุมัสอูด รายงานว่า ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า
لعن الله الواشمات والمستوشمات, والناصمات والمتنمصات, والمتفلجات للحسن, المغيرات خلق الله
"อัลเลาะฮ์ ทรงสาปแช่ง ผู้หญิงที่ทำการสัก และใช้ให้ทำการสัก ผู้หญิงที่ขจัดขนบนใบหน้าและผู้หญิงที่ขอให้ขจัดขนบนใบหน้า ผู้หญิงที่ถ่างช่วงระหว่างฟันเพื่อความสวยงาม ซึ่งพวกนางเป็นผู้ที่ทำการเปลี่ยนแปลงการสร้างของอัลเลาะฮ์..." รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
การ ขจัดขนบนใบหน้า ย่อมครอบคลุมถึง ขนคิ้วด้วยเช่นกัน ท่านอิมามอันนะวาวีย์กล่าวว่า "การกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่หะรอม นอกจาก ผู้หญิงที่มีเคราและหนวดงอกขึ้นมา ดังนั้น จึงไม่หะรอมที่จะขจัดมันออกไป ยิ่งกว่านั้น ยังถือว่าเป็นสุนัตให้ขจัด(เคราและหนวดของสตรี)ตามทัศนะของเรา(มัซฮับชาฟิอี ย์)...และแท้จริง การห้ามนั้นคือการขจัดขนคิ้วและบริเวณใบหน้า" ดู ชัรหฺซอฮิหฺมุสลิม เล่ม 7 หน้า 361 หะดิษที่ 2125
การ ถูตัดฟันและการถ่างช่องระหว่างฟัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หะรอม เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อัลเลาะฮ์ทรงประทานมาและท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ห้ามไว้
อัลเลาะฮ์ทรงตรัสว่า
وَلَآمُرَنَّهُمْ فَلَيُغَيِّرُنَّ خَلْقَ اللَّهِ
"แล้วแน่นอนพวกเขาก็จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสร้าง" อันนิซาอ์ 119
ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่าอัลเลาะฮ์ทรงแช่งสตรีต่อไปนี้
والمتفلجات للحسن المغيراتِ خلقَ الله
"บรรดา สตรีที่ทำการถ่างช่องระหว่างฟันเพื่อความสวยงาม คือผู้ที่ทำการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อัลเลาะฮ์ทรงสร้าง" รายงานโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม
แต่การตัดฟันหรือถ่างช่องฟันเพื่อการรักษาหรือปกปิดลักษณะที่น่าเกลียด  ย่อมไม่เป็นไรเนื่องจากการห้ามนั้นเพื่อความสวยงาม 
ท่านอิมามอันนะวาวีย์  กล่าวว่า
"ใน หะดิษนี้ชี้ถึงการห้ามนั้นคือสิ่งที่ถูกกระทำเพื่อความสวยงาม  ถ้าหากสตรีท่านหนึ่งมีความต้องการที่จะเยียวยาหรือปกปิดข้อตำหนิของตนและ อื่น ๆ  ก็ถือว่าไม่เป็นไร" ดู ชัรหฺซอฮิหฺมุสลิม เล่ม 7 หน้า 361

เราคือ“สตรีแห่งอิสลาม” หรือเปล่า?

บทบาท ของสตรีแห่งอิสลาม นั้นมีความสำคัญเทียบเท่ากับบทบาทของบุรุษ และหากมองดูตามสภาพความเป็นจริงแล้ว หน้าที่ความรับผิดชอบของพวกเธอนั้นยิ่งใหญ่กว่าบุรุษเสียอีก สถานะของเธอไม่ได้เป็นดั่งที่บรรดาสื่อตะวันตกกล่าวอ้างว่าพวกเธอนั้น “เป็นทาสที่ถูกล่ามโซ่” “ถูกกดขี่ทางจิตใจและความรู้สึก” หากแต่แท้จริงแล้ว สถานะของเธอนั้นมีเกียรติและมีความประเสริฐอย่างมาก

เป็น ที่ทราบกันดีในหมู่บรรดามุสลิมว่า “สังคมที่ดีงาม” และ “สังคมที่เลวทราม” นั้นมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตความประพฤติของบรรดาสตรีทั้งหลาย หากพวกเธอประพฤติดีมีศีลธรรม และดำเนินชีวิตตามคำสอนของอัลกุรอานและซุนนะฮฺแน่นอนว่า “สังคม” ย่อมสะท้อนให้เห็นถึง “ความดีงาม” ของเธอและหากว่าเธอประพฤติชั่วไร้ศีลธรรม และละทิ้งคำสอนของอัลกุรอานและซุนนะฮฺแน่นอนว่า “สังคม” ย่อมเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึง “ความชั่วร้าย” ในตัวเธอนั่นเป็นเพราะว่า “สตรี” มีอิทธิพลต่อการสร้าง “สังคม” ด้วยเพราะ “เธอ” คือ “ครู” คนแรกแห่งประชาชาติในอนาคต

สตรีแห่งอิสลาม คือผู้เป็นมารดา คุณครู ผู้รู้ พี่สาว ที่ปรึกษา เธอเปรียบเสมือน “มหาวิทยาลัยครบวงจร” และ “ผู้พัฒนาประชาชาติ”

ความ ลับแห่งความสำคัญนี้เกิดจากภาระและความรับผิดชอบอันน่าเหลือเชื่อที่วางอยู่ บนหน้าตักของเธอ อีกทั้งความยากลำบากมากมายที่เธอแบกรับไว้บนบ่า

ด้วย หลักการของศาสนาอันศักดิ์สิทธิ์นี้ “บรรดาสตรีแห่งอิสลามนั้น” มีความรับผิดชอบต่อการสั่งสอนอบรมบรรดาลูกๆ ของพวกเธอจนกระทั่งถึงวัยแรกรุ่น เธอมีหน้าที่ในการให้ความรู้ “นักเรียนของเธอ” (ลูกๆ) ในด้านฟิกฮฺ (บทบัญญัติศาสนา) หลักการศาสนา อัลกุรอาน จริยธรรม ศีลธรรม จรรยามารยาท เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ บรรดาสตรีจึงเป็นแบบอย่างสำคัญ และพวกเธอจำต้องปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องแนวคิด ทัศนคติ พฤติกรรม และการพูดจา

undefinedแทน ที่บรรดาสตรีเหล่านั้นจะมีความปรารถนาที่จะเป็นเช่น “ท่านหญิงมัรยัม ท่านหญิงคอดิยะฮฺ หรือท่านหญิงอาอิชะฮฺ (รอฎิยัลลอฮุ อันฮา)” หากแต่พวกเธอเหล่านั้นกลับปรารถนาที่จะเอาแบบอย่างจาก “บรรดาดารา นักร้อง ป็อบสตาร์” ที่ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นไม่มีความเคารพและเห็นคุณค่าของตัวเอง อีกทั้งยังกลายเป็น “ทรัพย์สินสาธารณะ” ให้ผู้คนได้มองดู หรือแม้แต่จับต้องได้ อย่างที่พวกเขาต้องการ

บรรดา พี่น้องมุสลิมะฮฺที่รัก เราลองถามตัวเราเองดูสิว่า ขณะนี้เรามีสภาพดังเช่น “มุสลิม” หรือเรามีสภาพดังเช่น “ผลผลิต” ของภาพยนตร์แห่งโลกตะวันตก/โลกตะวันออก??

แหล่งที่มา Are you a woman of Islam

ทางออกของมุสลิมที่ต้องการ มีเพศสัมพันธ์ (ทำซินา)


เมื่อ แต่งงานง่าย ซินาก็เกิดขึ้นยาก
โดย * อับดุลอะซีซ โสภณวสุ


สังคมยุคใหม่ของ เรานั้นถูกบ่มถูกฝังให้หวาดกลัวการแต่งงาน ไม่เพียงแต่พ่อแม่ผู้ปกครองเท่านั้นที่หวาดหวั่นว่าบุตรหลานจะยังไม่มี ประสบการณ์มากพอที่จะเผชิญกับการใช้ชีวิตคู่ แต่เยาวชนสมัยนี้ก็คิดได้เหมือนผู้ใหญ่เช่นกันว่า การแต่งงานนั้นจะนำมาซึ่งปัญหา นำมาซึ่งภาระ เพราะชีวิตคู่นั้นมักมีปัญหาและมีสิ่งที่ต้องแบกรับภาระรับผิดชอบมากมาย เหตุนี้จึงทำให้คนรุ่นใหม่ไม่นิยมแต่งงานหรือแต่งงานล่าช้า

มีตัวอย่างให้เห็นว่าคู่แต่งงานวัยรุ่นบางคู่ที่ต้องพบกับปัญหาการหย่าร้าง อันเนื่องจากการขาดความสามารถในการเลี้ยงดูครอบครัว หรือทะเลาะเบาะแว้งกันเนื่องจากใจร้อนและขาดประสบการณ์

ช่วง วัยรุ่นนี้โดยธรรมชาติของชายหญิงนั้นต่างฝ่ายต่างต้องการเรียกร้องให้ อีกฝ่ายเข้าใจตน แต่ปัญหาเหล่านี้มักไม่เกิดกับคนที่เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ เพราะมีอารมณ์ความคิดที่สุขุมกว่า มีความเข้าใจชีวิตมากกว่า แต่ว่าสิ่งนี้ก็จะนำมาเป็นข้ออ้างไม่ได้ว่าวัยรุ่นนั้นไม่ควรแต่งงานต้องรอ ให้อายุมากเสียก่อน เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์เรานั้นไม่สามารถที่จะไปกีดกันไม่ให้มีความรักและ ความใคร่ได้ ยังไงๆวัยรุ่นก็มีสิ่งเหล่านี้อยู่ดี ถึงแม้ไม่ให้เขาได้มีรักอย่างถูกต้อง เขาก็จะไปมีรักในแบบที่ผิดศีลธรรม

อิสลามจึงได้ส่งเสริมให้มีการแต่งงานกันตั้งแต่เป็นวัยรุ่น แต่ทว่าสังคมไม่ยอมเอาคำสอนนี้มาใช้ แล้วเราก็ลองมาดูผลซิว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสังคม ?

- โดยเฉลี่ยผู้หญิงวัย 16-18 ถือว่าเป็นวัยที่มีความต้องการในเรื่องความรักความใคร่อย่างสูงสุด แล้วทุกวันนี้สังคมสร้างให้เขาเป็นอย่างไร ? ได้แต่งงานมีคู่รักอย่างถูกต้อง

- หรือให้เขาสวมชุดนักเรียนแอบหิ้วกระเป๋าเข้าบ้านเพื่อนนักเรียนชาย ? ซึ่งวันนี้สังคมมันเป็นอย่างนี่แหละ ปฏิเสธไม่ได้

ถามว่านักเรียนมุสลิมวันๆหนึ่งครุ่นคิดแต่เรื่องอะไร ? คำตอบคือ ความรัก, บันเทิง, แฟชั่น, การดึงดูดทางเพศ แต่สังคมกลับป้อนให้เขาแต่เรื่องการหิ้วกระเป๋าไปเรียนหนังสือ แต่ในสมองของพวกเขาสิ่งที่สำคัญกว่าการเรียนคือเพศตรงข้าม นี่คือธรรมชาติที่เปลี่ยนมนุษย์ไม่ได้

แล้ว ถามว่าสังคมนักเรียนมุสลิมมีซินา เกิดขึ้นหรือไม่ ไม่ว่าจะซินาเล็กหรือซินาใหญ่ ? มันก็ต้องบอกว่าจะเป็นไปได้อย่างไรว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่มี ? เพราะพวกเขามีอิสลามกระนั้นหรือ ? ทุกวันนี้อิสลามในสังคมเรามันเข้มข้นพอที่จะป้องกันความชั่วร้ายได้กระนั้น หรือ ? เปล่าเลย คนในยุคนี้ต่างยึดอิสลามกันอย่างหย่อนยาน ครูบาอาจารย์ก็เช่นเดียวกัน

อย่าไปคำนึงว่าวัยรุ่นนั้นขาดประสบการณ์ ชีวิตคู่จะไปไม่รอด จริงๆแล้วตามสถิตินั้น ครอบครัวที่หย่าร้างเตียงหักนั้น

โดยมากเป็นคู่ที่แต่งงานกันตามสังคมแบบตะวันตกทั้งนั้น แต่เอาล่ะใช่ว่าการแต่งงานของวัยรุ่นนั้นจะไม่มีการหย่าร้างเกิดขึ้น

แต่ถามว่าแบบไหนดีกว่า ระหว่างการแต่งงานแล้วแยกทาง กับการทำซินาแล้วไม่แยกทาง ? (แต่โดยมากเมื่อซินาแล้วมักแยกทาง) การแยกทางนั้นไม่ได้เป็นปัญหาอะไรใหญ่โต ศาสนาอนุโลมให้กระทำได้ หากเทียบแล้วปัญหาซินานั้นหนักกว่า

ยิ่งแล้วถ้ามีลูกซินาเกิดขึ้นมาอีกก็วุ่นไปกันใหญ่ สู้ให้แต่งงานแล้วท้องอย่างถูกต้องถึงแม้จะเรียนอยู่ก็ตาม

ถึง กระนั้นกรณีการแยกทางนั้นไม่ใช่เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะทั่วไปผู้ใหญ่ก็ย่อมคอยประคับประครองช่วยเหลือ และถ้าคู่แต่งงานมีอิสลามที่เข้มแข็ง มันก็จะช่วยพัฒนาความคิดความอ่านและการครองตนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

จริงอยู่ว่าการแต่งงานที่ดี สุดคือเมื่อมีความพร้อมในทุกด้าน แต่วัยรุ่นวันนี้เราปล่อยรอช้าไม่ได้ สังคมของเราต้องจัดระบบระเบียบใหม่ ให้สามารถนำคำสอนอิสลามมาใช้ได้ ไม่ใช่แขวนเอาไว้ รอจนยุคไหนจะเปลี่ยนแปลงก็ไม่รู้
แหล่งข้อมูล http://www.thailandnewsdarussalam.com

คุยกับเธอ " สตรีชาวอิตาลี " เข้ารับอิสลามทำไม?

เธอเข้ารับอิสลามทำไม ?


โดย...ญีฮาน อัลบัดรียฺ อัสไซยยิด อะหฺมัด กรุงไคโร

ใน หลายบรรทัดต่อไปนี้ ข้าพเจ้าจะเขียนเกี่ยวกับการเข้ารับอิสลาม ของสตรีชาวอิตาลีที่เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะในสถานศึกษาแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นได้กลายเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงในอิตาลีที่มีความสวยงามโดด เด่น ชีวิตของเธอหลังจากที่ได้เป็นศิลปิน(นักแสดง)แล้ว ได้โลดแล่นไปในสิ่งที่เสียหายทางกิริยามารยาท วันแล้ววันเล่า ในรูปแบบศิลปะ และในทุกสังคมได้มอบให้กับเธอ ในขณะที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ ให้เธอหันหน้าเข้าหาพระผู้เป็นเจ้าแห่งสกลโลก และเปลี่ยนสภาพของเธอ จากดำเป็นขาว เธอ คือ มาร์เซลลา อันญโล

ซึ่งเหมือนกับที่อันญโล กล่าว เธอกล่าวว่า

" ฉันเกิดที่เมืองเญนัว จากพ่อ และแม่ชาวอิตาลี คริสเตียน ที่มีทิฐิ มานะมาก ฉันได้รับการศึกษาเบื้องต้น จากโรงเรียนในเมืองเญนัว หลังจากนั้น ฉันได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองหลวงอิตาลี กรุงโรม กับครอบครัวของฉัน เพื่อไปเรียนต่อในสถานศึกสอนศิลปะต่างๆ "

มาร์เซียลลา ได้กล่าวต่อไปว่า

"ฉัน เป็นสาวสวย ที่ทำให้หลายคนเหลียวหันมามอง จนกระทั่งในขณะที่ฉันเป็นนักศึกษา อยู่ในสถานศึกษา ได้รับข้อเสนอ ให้ไปทำงานเป็นนางแบบ แก่พวกนักวาดเขียน ฉันได้ทำงานไปพร้อมกับการเรียน ฉันได้รับชื่อเสียงมาก ในเวทีแห่งนี้ หลังจากนั้น ในขณะที่ฉันมีความสวยงามอันมากมาย ฉันได้ทำงานเป็นนางแบบ เพื่อแสดงเสื้อผ้า ฉันได้รับชื่อเสียง เงินทองมากมาย จบการศึกษาจากสถานศึกษาศิลปะด้วยดี "

มาร์เซียลลา ได้เล่าต่อไปว่า

"เธอ มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าที่ผ่านมา มีความฝันที่จะได้ไปแสดงภาพยนตร์ในอิตาลี แล้วมีโอกาสได้ไปพบกับผู้สร้างภาพยนตร์เบตโร ญไรยสฺ ที่เสนอให้ฉันได้แสดงภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง และฉันได้รับความสำเร็จอย่างมาก ในภาพยนตร์เรื่องนี้ หลังจากนั้น ก็มีภาพยนตร์เข้ามากมาย และได้รับความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง "

เธอได้กล่าวต่อว่า

"ฉัน ได้แต่งงานกับชาวอิตาลี ที่มีฐานะดีคนหนึ่ง ชีวิตของฉันดำเนินไปกับภาพยนตร์ ความรุ่งโรจน์ เชื่อเสียง เงินทอง และอื่นๆ จากถ้อยคำสวยงามต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้ในโลกนี้ "

ภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง

ในช่วงนี้ มาร์เซลลา ไม่มีความคิดในสิ่งหนึ่งสิ่งใด นอกจากการทำงานด้านศิลปะ และในวันหนึ่งมีคำสั่งให้ฉันเดินทางไปยังมัรซามัต-รู้หฺของอียิปต์ กับบรรดานักแสดงทั้งหญิง และชาย เพื่อแสดงภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง

"ตรง นั้น ฉันได้เห็นกลุ่มชนจำนวนมาก มุ่งหน้ามายังอาคารเล็กๆ พวกเขาจะถอดรองเท้าของพวกเขาไว้ตรงประตูของมัน แล้วเดินเท้าเปล่าเข้าไป เมื่อนั้นเองฉันเดินไปด้านหน้าอาคาร ฉันได้เห็นผู้คนทั้งหลายในห้องของอาคาร โดยมีความนอบน้อม สงบเงียบ แล้วเข้าแถวเพื่อปฏิบัติพิธีกรรมที่ถูกกำหนด มีการก้มกราบ และโค้งลง ขณะนั้นเองฉันได้ถามผู้คนและรู้เรื่องราวต่างๆ และครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นมัสญิด และเป็นครั้งแรก ที่ฉันได้เห็นบรรดามุสลิมทำการละหมาด โดยมีอายุ เสื่อผ้าที่แตกต่างกันไป ทำการละหมาด ในขณะที่พวกเขามีความเท่าเทียมกัน เท้าเปล่า ทำการละหมาดด้วยความนอบน้อม และสงบเงียบ "

มาร์เซลลา ได้อธิบายเรื่องราวต่างๆ ต่อไป โดยกล่าวว่า

"ใน วันต่อมา ฉันได้มุ่งหน้าไปยังมัสญิดเดียวกันนั้น ได้ไปยืนดูบรรดามุสลิม ได้พูดจาทักทายกับบางคน หลังจากที่พวกเขาละหมาดเสร็จแล้ว พวกเขาเป็นคนดี มีความยำเกรง พูดตรงไปตรงมา ฉันรู้สึกว่าสิ่งที่มีอยู่ในหัวใจของพวกเขา ตรงกับสิ่งที่พวกเขาพูดออกมา ช่วงการแสดงภาพยนตร์ได้เสร็จลง ทุกคนตลอดจนตัวฉันได้กลับไปยังอิตาลี และที่นั่น ที่อิตาลีฉันได้พบการเปลี่ยนแปลงของสามีของฉัน แล้วเกิดความขัดแย้งกับเขา ความขัดแย้งได้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น และขยายวงไป มีคนบางคนเข้ามาไกล่เกลี่ย เพื่อขจัดปัญหา และเรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆได้ดำเนินไปตรงตามความต้องการอีกอย่างหนึ่ง เราได้ตกลงแยกทางกัน และเราก็ได้แยกทางกันจริง "

หลัง จากนั้น มาร์เซลลา ได้เริ่มขอตัวในการแสดงภาพยนตร์บางเรื่อง โดยที่เธอนั่งคิดอยู่หลายชั่วโมง เกี่ยวกับการละหมาดของบรรดามุสลิม ความง่ายดายของพวกเขา ความง่ายดายของการละหมาดของพวกเขา ความใจดี และการมีมารยาทดีของพวกเขา

มาร์เซลลา เล่าต่อไปว่า

"วัน หนึ่งฉันได้ไปทำธุระและระหว่างที่ขับรถ ฉันได้หยุดอยู่ที่ป้ายศูนย์กลางอิสลาม ในกรุงโรม ฉันลงจากรถโดยเร็ว ไปพบกับมุสลิมบางคน แต่ฉันไม่ได้บอกอะไรกับพวกเขา เว้นแต่ว่า ฉันได้ขอความหมายอัลกุรอานที่แปลเป็นภาษาอิตาลี และหนังสือเล็กๆบางเล่มที่พูดถึงอิสลาม และท่านนบีที่มีเกียรติ มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮวะซัลลัม ที่เป็นภาษาอิตาลี ฉันได้ถือเอาขุมทรัพย์อันมีค่านี้ไป และมุ่งหน้าไปยังบ้านของฉันทันที หลังจากอีกไม่กี่วันต่อมา อัลลอฮฺ ทรง ประสงค์ให้ฉันได้รับทางนำ ความยำเกรง ความผ่องใส ความผุดผ่อง และฉันได้มุ่งหน้าไปยังศูนย์กลางอิสลามฯ โดยที่ได้ประกาศความประสงค์ของฉันในการเข้ารับอิสลาม ในวันนั้นฉันได้รับความสุขที่ไม่สามารถที่จะอธิบายได้"

หลังจากนั้น เธอได้พูดกับบรรดามุสลิมหลังจากที่ได้รับอิสลามแล้ว โดยกล่าวว่า

“แน่ นอนยิ่ง ฉันได้พบสิ่งที่เป็นปัญญา สิ่งที่กินกับปัญญาในศาสนาของท่านทั้งหลาย และเหมือนกับที่ท่านทั้งหลายศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และร่อซูลของพระองค์ ร่อซูลผู้เป็นมนุษย์เหมือนกับเรา และคนที่อัลลอฮฺได้ทรงเลือกเขา เพื่อที่จะนำเอาสาสน์ของพระองค์ไปเผยแพร่แก่ผู้คนทั้งหลาย เพื่อให้พวกเขาศรัทธาต่อพระองค์ และกุรอานที่ยิ่งใหญ่ กุรอานนี้ที่เป็นธรรมนูญ จัดระเบียบชีวิตของมนุษย์ ฉันมีความรู้สึกว่า ฉันนี้ได้เกิดใหม่” .

และ หลังจากการเกิดใหม่นี้ มาร์เซลลา ได้รับชื่อว่า ฟาฏิมะฮฺ มุฮัมมัด อับดุลลอฮฺ หลังจากที่เธอได้เข้ารับอิสลามแล้ว เธอได้ย้ำเน้นว่า

“ฉัน รู้สึกเสียใจในวันเวลาที่มากมายที่ผ่านฉันไป และสิ่งที่ฉันได้กระทำไป จากการให้ร้ายต่างๆ ในขณะที่ฉันได้กระทำในฐานะเป็นนางแบบให้พวกนักวาดภาพ นางแบบ เพื่อแสดงเสื้อผ้า หากว่าอิสลามไม่ลบล้างสิ่งที่ผ่านมา ความเศร้านั้น ก็จะเล่นงานฉันเป็นพายุใหญ่ ฉันได้สวามิภักดิ์ และกลับเนื้อกลับตัวยังอัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าแห่งสกลโลกแล้ว”

เธอได้กล่าวเช่นเดียวกันว่า

“ฉัน จะพยายามนำเอาศาสนาของฉัน มาเชื่อมติดกันกับการงานของฉัน ในการงานของฉันนั้น มีสิ่งต่างๆมากมาย ที่อิสลามปฏิเสธ และเมื่อทั้งหมดนั้น มันค้านกับอิสลาม ความเหมาะสม และประเสริฐที่สุดนั้น ก็จะต้องเป็นไปตามอิสลาม”

อนึ่ง เนื่องจากฟาฏิมะฮฺ ไม่พบในภาพยนตร์และศิลปะซึ่งสิ่งที่จะมาช่วยเธอ ในการรักษาศาสนาของเธอ และการกลับเนื้อกลับตัวของเธอ เธอจึงได้สร้างสำนักพิมพ์ และใช้ชีวิตที่ดีมีเกียรติ สะอาด บริสุทธิ์ผุดผ่อง...


ถอดความเสนอ. ม.ดอนฉิมพลี

ผลเสียของการครองตนเป็นโสด



การ สรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ การเศาะละวาตและความศานติจงมีแด่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว โดยไม่มีภาคีหุ้นส่วนอันใดสำหรับพระองค์ และฉันขอปฏิญาณว่าท่านนบีมุหัมมัดคือบ่าวและศาสนทูตของพระองค์...


ส่วนหนึ่งจากสภาพปัญหาของสังคมที่นำไปสู่ความเสื่อมเสีย ซึ่งมีปรากฏอยู่อย่างดาษดื่นในทุกวันนี้ส่วนหนึ่งคือ การที่ผู้คนในสังคมเลือกที่จะครองตนเป็นโสด จากการสำรวจสถิติเป็นข้อมูลเก่าของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศซาอุดิอา รเบียพบว่า จำนวนหญิงสาวที่ไม่ได้แต่งงานขณะที่พวกเธอกำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษามี จำนวนถึง 5,000 คน และจากการสำรวจข้อมูลของกระทรวงหนึ่งพบว่าหญิงสาวที่มีอายุถึงวัยที่ต้อง แต่งงาน แต่พวกเธอยังไม่ได้แต่งงานมีจำนวนสูงถึง 1.5 ล้านคน นับว่าเป็นตัวเลขสูงมากอย่างน่าใจหายเพราะเป็นตัวบ่งชี้จะเป็นอันตรายอย่าง ยิ่งในเรื่องนี้ มีกี่มากน้อยมาแล้วที่ผู้ครองตนเป็นโสดแล้วได้สร้างความเสื่อมเสียขึ้น เป็นโรคจิตบ้าง หรือก่อให้เกิดปัญหาขึ้นในครอบครัวบ้าง สำหรับ ในเรื่องนี้ศาสนาอิสลามมีบทบัญญัติส่งเสริมให้มีการแต่งงาน (นิกาหฺ) ให้พยายามแสวงหาความลงตัวถึงแม้ว่าความสามารถในเรื่องนี้จะมีไม่เพียงพอก็ ตาม

อัลลอฮฺ ตะอะลา ตรัสว่า

﴿وَأَنكِحُواْ ٱلۡأَيَٰمَىٰ مِنكُمۡ وَٱلصَّٰلِحِينَ مِنۡ عِبَادِكُمۡ وَإِمَآئِكُمۡۚ إِن يَكُونُواْ فُقَرَآءَ يُغۡنِهِمُ ٱللَّهُ مِن فَضۡلِهِۦۗ وَٱللَّهُ وَٰسِعٌ عَلِيمٞ ٣٢ ﴾

“และจงจัดการแต่งงานให้กับผู้เป็นโสดในหมู่พวกเจ้า และกับบรรดาคนดีจากปวงบ่าวผู้ชายของพวกเจ้าและบ่าวผู้หญิงของพวกเจ้า

หากพวกเขายากจนอัลลอฮฺทรงให้พวกเขาร่ำรวยขึ้นจากความโปรดปรานของพระองค์ และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงกว้างขวาง ผู้ทรงรอบรู้”

(อัน-นูร 24:32)

ใน บันทึกของอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม จากหะดีษ อับดุลลอฮฺ บิน มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า

«يَا مَعْشَرَ الشَّبَابِ مَنْ اسْتَطَاعَ مِنْكُمْ الْبَاءَةَ فَلْيَتَزَوَّجْ، فَإِنَّهُ أَغَضُّ لِلْبَصَرِ وَأَحْصَنُ لِلْفَرْجِ، وَمَنْ لَمْ يَسْتَطِعْ فَعَلَيْهِ بِالصَّوْمِ فَإِنَّهُ لَهُ وِجَاءٌ»

“โอ้บรรดาคนหนุ่ม เมื่อพวกท่านมีความสามารถก็จงแต่งงาน เพราะว่ามันจะช่วยให้ลดสายตาและจะช่วยป้องกันอวัยวะเพศ

และสำหรับผู้ที่ไม่มีความสามารถก็จงให้ถือศีลอด เพราะว่ามันจะเป็นโล่ห์ป้องกันให้แก่เขา”

(เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ 3/355 หมายเลขหะดีษ 5066 และเศาะฮีหฺ มุสลิม 2/1019 หมายเลขหะดีษ 1400)

การครองตนเป็นโสดนั้นมีสาเหตุอยู่หลายประการ ฉันจะนำเสนอเพียงบางส่วนเพื่อว่าจะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้

ประการที่หนึ่ง

หมกมุ่นอยู่กับการเรียน เป็นเหตุให้ปฏิเสธการแต่งงานไปโดยปริยาย กระทั่ง อายุอานามล่วงเลยวัยสาวไปมาก จนทำให้ไม่มีใครสนใจที่จะแต่งงานกับเธออีก ทั้งที่ในหลายครั้งหลายโอกาสก็มีความเป็นไปได้ในการที่จะนำเรื่องทั้ง สอง(การเรียนและการแต่งงาน)มารวมกันไว้ในคราวเดียวกัน และหากว่ามีอุปสรรคที่จะรวมทั้งสองอย่างไว้ในเวลาเดียวกันแล้วไซร้ ก็ยังถือว่าการแต่งงานมีความจำเป็นยิ่งกว่าการศึกษาเสียอีก


ประการที่สอง

การเรียกสินสอดที่สูงเกินไปและบวกกับค่าใช้จ่ายต่างๆ อีกมากมาย บรรดาผู้รู้กล่าวว่า สำหรับในเรื่องสินสอดมีบทบัญญัติให้เป็นเรื่องเล็กน้อยและง่ายดายมากที่สุด มี ปรากฏในหนังสืออัล-มุสตัดร็อกของอิมาม อัล-หากิม จากหะดีษ อุกบะฮฺ บิน อามิรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า

«خَيْرُ الصَّدَاقِ أَيْسَرُهُ»

“สินสอดที่ดีที่สุดคือ สิ่งที่ง่ายดายมากที่สุด”

(มุสตัดร็อก อัล-หากิม 2/198หมายเลขหะดีษ 2742)

ขณะที่ท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า

«لَا تُغَالُوا في صَدُقَاتِ النِّسَاءِ، فَإِنَّهَا لَوْ كَانَتْ مَكْرُمَةً ، أَوْ تَقْوَى عِنْدَ اللَّهِ لَكَانَ أَوْلَاكُمْ بِهَا النَبِيُّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، مَا أَصدَقَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ امرأةً مِنْ نِسَائِهِ وَلَا بِنْتاً مِنْ بَنَاتِهِ عَلَى أَكْثَرَ مِنْ ثِنْتَيْ عَشْرَةَ أُوقِيَّةً، والأُوْقِيَةُ أَرْبَعُوْنَ دِرْهَماً»

“พวก ท่านทั้งหลายอย่าได้เกินเลยในเรื่องสินสอดของผู้หญิง หากว่าสินสอดนั้นเป็นตัวบ่งชี้ถึงการมีเกียรติหรือเป็นการยำเกรงต่ออัล ลอฮฺแล้วไซร์

แน่นอนว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม คงจะปฏิบัติก่อนพวกท่านแล้ว

แต่ทว่า ท่าน เราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไม่เคยให้สินสอดแก่ภริยาคนใดและไม่เคยเอาสินสอดบุตรสาวคนใดของท่านมากกว่า 12 อูกิยะฮฺ ซึ่ง 1 อูกิยะฮฺก็เท่ากับ 40 ดิรฮัมเท่านั้น "

(สุนัน อัต-ติรมิซีย์ 3/423 หมายเลขหะดีษ 1114)

ชัยคุล อิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า

ผู้ใดที่จิตใจเขามีความต้องการจะเพิ่มสินสอดให้แก่บุตรสาวของเขามากกว่าสินสอดของบรรดาบุตรสาวของท่านเราะสูลุลลอฮฺศ็อลลัล ลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ซึ่งพวกเธอทั้งหลายมีความดีงามมากกว่าผู้ที่อัลลอฮฺทรงสร้างในทุกๆ ความดีงาม และพวกเธอมีความประเสริฐยิ่งกว่าบรรดาอิสตรีทั้งโลกนี้ในทุกๆ ด้าน ก็ย่อมถือว่าเขาคนนั้นเป็นคนที่โง่เขลาเบาปัญญา

และ ในทำนองเดียวกันกับสินสอดของบรรดามารดาแห่งศรัทธาชน (อุมมะฮาต อัล-มุอ์มินีน) เรื่องที่ว่านี้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ทำในสภาพขณะที่ท่านมีความสามารถและความสะดวก ดังนั้น ในส่วนของคนที่ยากจน และผู้ที่อยู่ในสถานะเดียวกันยิ่งไม่เป็นการสมควรที่จะให้ค่าสินสอดแก่ ผู้หญิงเกินความสามารถที่พึงจะกระทำได้”

(มัจญ์มูอฺ อัล-ฟะตาวา 32/194)

อิบนุ อัล-ก็อยยิม เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวหลังจากนำสำนวนหะดีษบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสินสอดว่า

“สรุปได้ว่า การเรียกสินสอดแพงเป็นการแต่งงาน(นิกาหฺ)ที่น่าตำหนิ เป็นการแต่งที่มีความศิริมงคลน้อย และเป็นการแต่งที่จะสร้างความยากลำบาก

(ซาด อัล-มะอาด 5/178)


ประการที่สาม

ครอบครัวส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นพิจารณาฝ่ายชายผู้มาสู่ขอโดยคำนึงถึงสภาพทางด้านมายาวัตถุ (ดุน ยา) อาทิ ยศตำแหน่ง ทรัพย์สิน และเกียรติยศหน้าตา หากไม่มีในสิ่งดังกล่าว เขาก็จะถูกปฏิเสธไปโดยปริยาย ถึงแม้ว่าเขาจะมีจรรยามารยาทดีและมีศาสนาก็ตาม ซึ่งในเรื่องนี้จะค้านกับคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ซึ่งมีหะดีษที่บันทึกโดยอัต-ติรมิซีย์ในหนังสือสุนันของท่าน จากหะดีษอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุว่า

«إِذَا أَتَاكُمْ مَنْ تَرْضَوْنَ دِينَهُ وَخُلُقَهُ فَأَنْكِحُوْهُ، إِلَّا تَفْعَلُوا تَكُنْ فِتْنَةٌ فِي الْأَرْضِ وَفَسَادٌ عَرِيضٌ»

ความหมาย “เมื่อผู้ที่พวกท่านพอใจในเรื่องศาสนาและจรรยามารยาทของเขาได้มาสู่ขอกับท่าน ก็จงจัดการแต่งงานให้กับเขา

หากพวกท่านไม่กระทำเช่นนั้น ย่อมต้องเกิดความปั่นป่วนขึ้นบนผืนแผ่นดินและจะสร้างความเสื่อมเสียอย่างยิ่งใหญ่”

(สุนัน อัต-ติรมิซีย์ 3/395 หมายเลขหะดีษ 1085)


ประการที่สี่

มี ผู้ปกครองบางส่วนที่ใช้อำนาจครอบงำคอยกินเงินเดือนหรือค่าตอบแทนของบุตรสาว ที่ทำงาน และด้วยกับเหตุผลดังกล่าวพวกเธอจึงถูกห้ามจากการแต่งงาน เพราะบรรดาผู้ปกครองเหล่านั้นยังต้องการแสวงรายได้จากพวกเธอต่อไป ซึ่งในเรื่องนี้อัลลอฮฺได้ทรงห้ามการบีบบังคับผู้หญิง

พระองค์ตรัสว่า

﴿فَلَا تَعۡضُلُوهُنَّ أَن يَنكِحۡنَ أَزۡوَٰجَهُنَّ إِذَا تَرَٰضَوۡاْ بَيۡنَهُم بِٱلۡمَعۡرُوفِۗ﴾

ความหมาย “ดังนั้นอย่าได้ขัดขวางพวกเธอ ในการที่พวกเธอจะแต่งกับบรรดาคู่ครองของพวกเธอ

เมื่อพวกเขาต่างพอใจกันระหว่างพวกเขาด้วยความชอบธรรม”

(อัล-บะเกาะเราะฮฺ 2:232)


ประการที่ห้า

หญิงสาวจำนวนมากจะปฏิเสธผู้ชายที่แต่งงานแล้ว นับ ว่าเป็นเรื่องที่ผิดและหลงประเด็นมาก ดังนั้น คุณผู้หญิงจะต้องใช้สติปัญญาใคร่ครวญในเรื่องนี้ให้มาก การที่เธอได้อยู่ร่วมชายคาภายใต้ร่มเงาอันแสนอบอุ่นของสามีย่อมเป็นการดี กว่าอยู่เพียงลำพังอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้างด้วยการครองตนเป็นโสดในบ้านของผู้ เป็นบิดา

ดังหะดีษที่ได้กล่าวผ่านมา

«إِذَا أَتَاكُمْ مَنْ تَرْضَوْنَ دِينَهُ وَخُلُقَهُ فَأَنْكِحُوْهُ، إِلَّا تَفْعَلُوا تَكُنْ فِتْنَةٌ فِي الْأَرْضِ وَفَسَادٌ عَرِيضٌ»

ความหมาย “เมื่อผู้ที่พวกท่านพอใจในเรื่องศาสนาและจรรยามารยาทของเขาได้มาสู่ขอกับท่าน ก็จงจัดการแต่งงานให้กับเขา

หากพวกท่านไม่กระทำเช่นนั้น ย่อมต้องเกิดความปั่นป่วนขึ้นบนผืนแผ่นดินและจะสร้างความเสื่อมเสียอย่างยิ่งใหญ่”

(สุนัน อัต-ติรมิซีย์ 3/395 หมายเลขหะดีษ 1085)

ในยุคปัจจุบัน ปริมาณจำนวนของผู้หญิงมีมากกว่าผู้ชาย ไหนผู้หญิงที่ถูกหย่าร้าง ผู้หญิงที่สามีต้องตายจาก ผู้หญิงที่อายุมากแต่ยังมิได้แต่งงาน หากผู้ชายคนหนึ่งถูกจำกัดไว้กับภรรยาเพียงหนึ่งคนแล้วผู้หญิงอีกจำนวนมากมาย ก็จะถูกปล่อยไว้โดยไม่ได้แต่งงาน และเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ฝืนต่อธรรมชาติดั้งเดิม(ฟิฏเราะฮฺ)ที่อัลลอฮฺบันดาล ขึ้นแก่มนุษย์ และยังจะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุนี้พระองค์อัลลอฮฺจึงมีบทบัญญัติให้ผู้ชายสามารถมีภรรยาได้มากกว่าหนึ่งคน

อัลลอฮฺ ตะอะลา ตรัสว่า

﴿فَٱنكِحُواْ مَا طَابَ لَكُم مِّنَ ٱلنِّسَآءِ مَثۡنَىٰ وَثُلَٰثَ وَرُبَٰعَۖ﴾

ความหมาย จงแต่งงานกับผู้ที่ดีแก่พวกเจ้า ในหมู่สตรี สองคน หรือสามคน หรือสี่คน

แต่ถ้าพวกเจ้าเกรงว่าพวกเจ้าจะให้ความยุติธรรมไม่ได้ ก็จงมีแต่หญิงเดียว

หรือไม่ก็หญิงที่มือขวาของพวกเจ้าครอบครองอยู่”

(อัน-นิสาอ์ 4:3)

ประการที่หก

ผู้หญิงที่ถูกหย่าร้างบางคนจะหวาดผวาในสิ่งที่เคยประสบมาเลยไม่คิดที่จะแต่งงานอีกเป็นครั้งที่สอง สิ่ง นี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดพลาด อัลลอฮฺจะทรงอยู่กับปวงบ่าวผู้ที่มองโลกในแง่ดีต่อพระองค์ และจำเป็นที่ผู้หญิงจะต้องมองโลกในแง่ดีต่อพระผู้อภิบาลของเธอเช่นกัน พระองค์ทรงเป็นผู้จัดสรรแบ่งปันปัจจัยยังชีพ(ริซกี) และเป็นผู้ประทานความสำเร็จให้แก่คู่สามีภรรยา

อัลลอฮฺ ตะอะลา ตรัสว่า

﴿وَإِن يَتَفَرَّقَا يُغۡنِ ٱللَّهُ كُلّٗا مِّن سَعَتِهِۦۚ وَكَانَ ٱللَّهُ وَٰسِعًا حَكِيمٗا ١٣٠﴾

ความหมาย “และหากทั้งสองจะแยกกัน อัลลอฮฺก็จะทรงให้ความพอเพียงแก่เขาทั้งหมด จากความมั่งมีของพระองค์

และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงกว้างขวาง ผู้ทรงปรีชาญาณ”

(อัน-นิสาอ์ 4:130)



และสาเหตุอีกประการหนึ่งที่เริ่มแพร่หลายในบางสังคม ก็คือ มีคนหนุ่มบางกลุ่มที่พวกเขาจะครองตนเป็นโสดปฏิเสธการแต่งงาน เพื่อต้องการหลีกเลี่ยงจากหน้าที่ความรับผิดชอบในการเป็นสามี การ กระทำในลักษณะเช่นนี้เป็นการก้าวออกจากธรรมชาติดั้งเดิม(ฟิฏเราะฮฺ)ของ มนุษย์และจริยวัตรของบรรดาศาสนทูต บางส่วนของพวกเขาก็อาจจะเป็นเพราะมีทรัพย์สินไม่เพียงพอ เมื่อนำไปเทียบกับสภาพสังคมหรือธรรมเนียมปฏิบัติที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน และบางส่วนของพวกเขาก็มีเหตุมาจากการบริโภคสื่อที่เลวๆ มากเกินไปจนกระทั่งสิ่งเหล่านั้นเจริญงอกงามเข้าสถิตในจิตใจของเขา พร้อมทั้งเสพอยู่เป็นระยะเวลายาวนานและเกิดมโนภาพในสิ่งที่ไม่ดีจนในที่สุด มีอคติต่อบรรดาผู้หญิงโดยภาพรวม


การ สรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺพระผู้อภิบาลแห่งสากลจักรวาล การเศาะละวาตและความศานติจงมีแด่ท่านนบีมุหัมมัดของเรา รวมถึงบรรดาวงศาคณาญาติ และบรรดาอัครสาวกของท่านทั้งหมดด้วยเทอญ


ผู้แปล : ยูซุฟ อบูบักรฺ / Islam house

ผู้เขียน : อะมีน บิน อับดุลลอฮฺ อัช-ชะกอวีย์