แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

ไข่ กับ คอเรสเตอรอล

อ่าน เป็นความรู้ค่ะ. ไข่ กับ คอเรสเตอรอล
โดนฝรั่งหลอกว่าไข่ไก่กินไม่ดี ไขมันสูง ลองมาอ่านของจริงบ้างเป็นอย่างไร เราโง่มานานแล้ว
คลอเรสเตอร์รอลมันเกิดจากการกินอาหารเพียง 20 %แต่มันสร้างโดยตับเราเองถึง 80% แล้วการสร้างอนุมูลอิสระตัว HDL ซึ่งเป็นตัวมีประโยชน์ต่อร่างกายได้ดีที่สุดคือ การกินไข่ จะได้เพิ่มถึง 48% เชียวนะ
ภาวะสมองเสื่อม..กับไข่ไก่ มีประโยชน์มาก...โปรดอ่านและเผยแพร่แก่ผู้ใกล้ชิดด้วย เห็นว่ามีคุณค่าและเป็นประโยชน์ จึงอยากเผยแพร่ต่อ.... หากใครได้ดูรายการ 'ข้อเท็จจริง..วันนี้' ทางช่องยูบีซี 7 ที่มีการการพูดคุยกับ ศ.นพ.รุ่งธรรม ลัดพลี เกี่ยวกับ เรื่อง 'ภาวะสมองเสื่อม..กับไข่ไก่ ' เรื่องที่มีการการสนทนากันนั้น พอจับใจความหลักๆ ได้ว่า ... จากค่านิยมเดิมๆที่ทราบกันว่า การบริโภคไข่ทุกวัน นั้น จะไปเพิ่มระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด
คุณหมอบอกว่า อยากให้เลิกค่านิยมดังกล่าวเสียเพราะข้อเท็จจริงในปัจจุบันนั้น ไข่นับว่าเป็นอาหารราคาถูก ปรุงง่าย แต่ มากด้วยคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุดการที่หลายๆคนมีระดับคลอ เสลเตอรอลในเลือดสูงนั้น เป็นเพราะตับทำงานไม่มีประสิทธิภาพเอง คุณหมอยังกล่าวอีกว่า สำหรับคนที่มีระดับคลอเลสเตอรอลสูงในระดับ 200 นั้น หากทานไข่แล้ว มันไปเพิ่มอีกเพียง 20 แต่ตรงกันข้ามประโยชน์ที่ได้จากการทานไข่ มันมากกว่าไอ้ส่วนที่ไป เพิ่มระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด เป็นเพราะอาการเลือดในสมองน้อยหรือเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ การ รับประทานไข่ ทุกวันๆละอย่างน้อย 2 ฟอง จะช่วยได้มาก
คุณหมอยังอ้างถึงและพูดถึงผู้สูงอายุว่าการบริโภคไข่ทุกวันนั้น ไม่มีปัญหาดังที่เราๆเข้าใจกันแบบผิดๆ คุณหมอรักษาผู้สูงอายุหลายๆคนที่มาให้การรักษาในหลายๆโรค ขนาดอายุ 80 กว่า คุณหมอยังแนะนำให้ทานไข่วันละ 2 ฟอง
ผลก็คืออาการของโรคที่รักษาบรรเทาลง คนไข้มีอาการดีขึ้นกว่าเดิมมาก จากที่เดินไม่ค่อยได้ก็กลับมาเดินได้.......นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ไข่มีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่,ไข่เป็ด,ไข่นกกระทา, และอีกหลายๆชนิด แต่ไข่ไก่ดีที่สุดในกลุ่ม ส่วนการนำมาประกอบอาหารนั้นแล้วแต่ใจชอบ ประกอบอาหารแบบไหนได้ทั้งนั้น คุณหมอเสริมว่า ส่วนของไข่ที่ดีที่สุดนั้น อยู่ที่จุดๆหนึ่งในไข่แดงที่มีลักษณะคล้ายๆเส้นใยยึดส่วนอื่นๆไว้ (หากไม่เคยสังเกต ก็ลองเตาะไข่ดิบดู) พร้อมกันนี้ ได้มีการยกแผนภูมินำมาประกอบว่าประเทศไทยมีการบริโภคไข่ต่อคนมากน้อยเพียงใด ปรากฎว่า ต่ำกว่าหลายๆประเทศที่เจริญแล้ว โดยประเทศที่บริโภคไข่ต่อคนสูงสุดก็คือญี่ปุ่น รองๆลงมาก็มีจีนแดง, สหรัฐอเมริกา, ฯลฯ คุณหมอยังให้ข้อคิดว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ประชาชนส่วนใหญ่มีสติปัญญาที่ดี ทำไมอาหารมื้อเช้าทุกวัน ยังมีไข่เป็นส่วนประกอบเสมอ และทานกันทุกวัน แต่เรากลับยึดถือแต่ค่านิยมเรื่องคลอเลสเตอรอล.... การบริโภคไข่จะช่วยบำรุงสมองเป็นอย่างดี
อย่าไปสนใจพวกอาหารเสริมที่โฆษณากันเลย ไข่นี่แหละสุดยอดของอาหารแล้ว หากอยากฉลาด ต้องทานไข่ คุณหมอยังเสริมว่าภาวะเลือดที่ข้นเกินไป จะไม่เป็นผลดี เพราะการนำสารอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกายจะไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นควรดื่มน้ำสะอาดให้มากๆในแต่ละวัน ..... 

กินเม็ดบัวป้องกันมะเร็งตับ


แหล่งโปรตีนเช่นเดียวกับการกินถั่วเหลือง ที่ธัญพืชพื้นบ้านชนิดนี้สร้างความฮือฮาให้ชาวโลกคือ มีการวิจัยพบว่า เม็ดบัวมีสารแอนติออกซิแดนต์ในปริมาณสูง ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติหลายอย่าง เช่น ชะลอการเสื่อมของอวัยวะและผิวพรรณ ป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับ
เม็ดบัวมีประโยชน์ทางยาสูงมาก แพทย์แผนไทย แนะนำว่า ช่วยบำรุงกำลัง แก้โรคข้อต่างๆ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ส่วนแพทย์แผนจีนบอกว่า ช่วยบำรุงไต ม้าม หัวใจ และตับซึ่งตรงกับงานวิจัยในต่างประเทศที่ระบุว่า
“สารแอนติออกซิแดนต์จะช่วยปกป้องและบำรุงตับ โดยเฉพาะตับที่ต้องขับสารแอฟลาท็อกซิน(Aflatoxin) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดมะเร็งตับออกจากร่างกาย การกินเม็ดบัวจึงสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งได้”
เม็ดบัวไทย-จีน ความเหมือนที่แตกต่าง
การเลือกกิน เม็ดบัวส่วนใหญ่ที่เราเห็นทั่วไป จะเป็นสินค้าที่นำเข้าจากประเทศจีนซึ่งจะมีเมล็ดขนาดใหญ่ ผ่านการกะเทาะเปลือก ดึงดีบัว(ต้นอ่อนที่ฝังอยู่กลางเมล็ดมีสีเขียวเข้ม)ออก และอบแห้งแล้ว
ส่วนเม็ดบัวไทยนั้นไม่ค่อยพบวางจำหน่ายในท้องตลาด เนื่องจากมีเมล็ดเล็ก จึงไม่เป็นที่นิยม แต่จากผลการวิจัยของ อาจารย์ปริญดา ที่ศึกษาเปรียบเทียบปริมาณสารแอนติออกซิแดนต์ในเม็ดบัวไทยและจีนพบว่า เม็ดบัวไทยมีปริมาณสารแอนติออกซิแดนต์สูงกว่าเม็ดบัวจีน 5-6 เท่า
อาจารย์ปริญดาจึงแนะนำว่า ถ้าต้องการให้ร่างกายได้รับสารแอนติออกซิแดนต์ปริมาณสูงควรเลือกกินเม็ดบัวไทยดีกว่า โดยเฉพาะเม็ดบัวไทยสด
วิธีกินคือ ลอกเปลือกออกจากเมล็ด โดยไม่ดึงเยื่อหุ้มเมล็ดและดีบัวออก กินสดๆทั้งเมล็ด จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านมะเร็งซึ่งอยู่บริเวณเยื่อหุ้มเมล็ด และดีบัวในปริมาณสูง
ส่วนชนิดอบแห้งนั้น เรานำมาทำอาหารคาวหวานได้หลากหลาย ที่คุ้นเคยกันดี คือ น้ำอาร์ซี เม็ดบัวต้มน้ำตาลทรายแดง ผสมในเต้าฮวย หรือเต้าทึง ข้าวอบใบบัว เป็นต้น
ส่วนเคล็ดลับการเลือกซื้อให้ได้ของสดใหม่ คุณภาพดีมีดังนี้ค่ะ
ชนิดอบแห้ง
1. ควรเลือกเมล็ดที่มีสีเหลืองนวล ถ้ามีสีเหลืองเข้ม แสดงว่าเป็นเม็ดบัวเก่าที่เก็บไว้นานแล้ว เมล็ดไม่แตกหัก และไม่มีฝุ่นละอองปนเปื้อน
2. ขั้วเมล็ดไม่ดำคล้ำ เพราะจะเป็นเมล็ดที่เก็บไว้นานแล้ว
3. ไม่มีกลิ่นสาบหรือเหม็นหื่น
ชนิดฝักสด
เลือกฝักที่มีเมล็ดขนาดใหญ่ สีเขียวอ่อน จะได้เม็ดบัวที่มีเนื้อกรอบ หวานกำลังดี
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ขอขอบคุณข้อมูลจากชีวจิต

ทานกล้วยที่สุกจนฉ่ำผิวเปลือกคล้ำ ช่วยต้านมะเร็ง

นักวิจัยชาว ญี่ปุ่นได้ระบุว่ากล้วยที่สุกเต็มที่จะสร้าง สาร TNF (Tumor Necrosis Factor) สารตัวนี้มีความสามารถที่จะต่อสู้กับเซลล์ ที่ผิดปกติ เช่น เซลล์มะเร็งเป็นต้น สาร TNF เป็นตัวที่ช่วยสร้าง CD4 ให้ เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยในการสร้างภูมิต้านทานในร่างกายเราให้สูงขึ้น ในจำนวน กล้วยทั้งหมด กล้วยไข่จะมีสารต้านมะเร็งมาก มีสาร TNF มากที่สุด โดยให้เลือกชนิดที่มีจุดดำๆ จะดีที่สุด คำแนะนำคือให้กินกล้วยวันละ 1-2 ใบเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ เช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ และอื่นๆ กล้วยทีมีผิวเหลืองและมีจุดดำๆหลายๆแห่งจะมีคุณสมบัติในการเพิ่มเม็ดเลือดขาว ได้มากกว่ากล้วยที่มีผิวเขียวถึง 8 เท่า

Credit : นิตยสารไม่ ลองไม่รู้เพื่อเกษตรวันนี้

สมุนไพรแก้ปวดประจำเดือน


อาการปวดท้องประจำเดือนคือปัญหาโลกแตกของผู้หญิงวัยทีน วันนี้เราเลยนำเอาสมุนไพรแก้ปวดประจำเดือนมาแนะนำให้คุณสาวๆ ได้รู้กัน5an-healthy-food-73

1. ใบตำลึง ใบตำลึงมีแมกนีเซียมและธาตุเหล็กที่ช่วยไม่ให้ปวดเกร็งกล้ามเนื้อ หรือลดอาการตะคริว จึงมีส่วนช่วยในการลดอาการปวดเกร็งช่วงท้องได้ด้วย ถ้าไม่ชอบใบตำลึงคุณยังตามหาแมกนีเซียมได้ในเนื้อสัตว์และตับหมูด้วย

2. น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสจะมีกรดไขมันที่ชื่อว่ากรดแกมม่า ไลโนเลนิก ที่จะช่วยต่อต้านอาการอักเสบ ช่วยรักษาระดับฮอร์โมนในร่างกายของผู้หญิง และช่วยลดอาการปวดเกร็งท้อง อาการตัวบวมช่วงก่อนหรือช่วงมีประจำเดือนได้

3. ตังกุย ตังกุยมีผลช่วยในการดูแลสุขภาพมดลูกของผู้หญิง เพราะอุดมไปด้วยวิตามินบี 12 และมีกรดโฟลิกสูง ซึ่งช่วยบำรุงเลือดได้อย่างดี ถ้าหากทานเป็นประจำจะช่วยลดอาการปวดท้อง ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ และช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนของผู้หญิงได้อีกด้วย

สำหรับคนที่ชอบกินน้ำเย็น

สำหรับคนที่ชอบกินน้ำเย็น

สำหรับคนที่ชอบกินน้ำเย็น


บทความนี้สำหรับคนที่ชอบกินน้ำเย็นโดยเฉพาะ

เวลาได้กินน้ำเย็นๆ ซักแก้วหลังอาหารรู้สึกมันชื่นใจดีใช่มั้ยครับ
แต่ว่า น้ำเย็นจะทำให้ไขมันที่คุณเพิ่งกินเข้าไปเมื่อกี๊จับตัวเป็นไขขึ้นมา
ซึ่งจะส่งผลให้การย่อยอาหารช้าลง

ถ้าคราบไขมันเหล่านี้ไปทำปฏิกิริยากับกรด
มันจะแตกตัวแล้วจะถูกดูดซึมไปที่ลำไส้
ไขมันที่แตกตัวนี้จะดูดซึมได้เร็วกว่าอาหารทั่วไป
แล้วก็จะเริ่มเคลือบลำไส้ของเราไว้ (ด้านใน) ในไม่ช้า

มันก็จะแปรสภาพเป็นไขมันก้อนๆ
และเป็นบ่อเกิดของมะเร็งในที่สุด


ดังนั้น ควรดื่มน้ำอุ่นหลังอาหารดีกว่า

ขอเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการของโรคหัวใจ
เวลาที่เกิดอาการ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเจ็บที่แขนซ้ายเสมอไป

ถ้าคุณมีอาการปวดกรามหรือขากรรไกร
ก็อาจจะเป็นสัญญาณของโรคหัวใจได้
แม้ว่าคุณจะเป็นโรคหัวใจ
แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องมีอาการเจ็บหน้าอก
อาการเหงื่อออก คลื่นไส้
ก็เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับโรคทั่วๆไป


60% ของคนที่โรคหัวใจกำเริบ
ขณะหลับมันจะไม่ตื่น (อีกเลยรึเปล่าก็ไม่รู้)

แต่อาการปวดกราม อาจจะทำให้คุณตื่นขึ้นมากลางดึกได้
ก็ให้ระวังดูและตัวเอง ถ้ามีอาการเหล่านี้

ที่มา : thaifwd.com

ไม่สบาย" น้ำในร่างกายไม่สมดุล

ไม่สบาย

ไม่สบาย

อาการ ผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย บางครั้งไม่ได้มีสาเหตุจากโรคร้าย อย่างเช่น ปวดหัว เป็นไข้ ปวดหัวไมเกรน เครียด หรืออ่อนเพลีย หลายคนให้เหตุผลว่า ทำงานหนักเกินไป พักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ความจริงแล้ว อาจเป็นเพราะน้ำในร่างกายไม่สมดุลเลยทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ แปรปรวน

สมดุลของน้ำ เกิดจากร่างกายเกิดการรวมตัวกันของเซลล์ จนมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นเนื้อเยื่อ อวัยวะ และระบบต่างๆ ภายในเซลล์เล็กๆ ก็คือ "น้ำ" ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเลือด น้ำเหลือง น้ำย่อย ของเหลวในลูกตาสมอง ไขสันหลัง เยื่อหุ้มปอด หัวใจ ฯลฯ หรือที่เรียกรวมกันว่า ของเหลวนอกเซลล์ ก็มีน้ำอยู่เช่นเดียวกัน

ร่าง กายของเรามีกลไกควบคุมปริมาณน้ำได้อย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อร่างกายเริ่มขาดน้ำ ความเข้มข้นของของเหลวนอกเซลล์เริ่มสูงขึ้น ร่างกายจะกระหาย หากเราไม่ได้ดื่มน้ำทดแทน ร่างกายก็จะมีการควบคุมการเสียน้ำ ปัสสาวะจึงมีปริมาณน้ำลง และมีสีเหลืองเข้มหากร่างกายมีปริมาณน้ำมากเกินไป ร่างกายก็จะไม่มีการกระตุ้นฮอร์โมนดังกล่าว ทำ ให้มีการขับน้ำออกจนเข้าสู่ภาวะสมดุล ปริมาณปัสสาวะมากขึ้นและสีจางลง

การ ขับถ่ายปัสสาวะ โดยไตจะปรับการขับปัสสาวะให้พอกับปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับอย่างเหมาะสม ถ้าร่างกายได้รับน้ำมากกว่าปกติ หรือน้อยลงร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำ หากไตทำงานผิดปกติ เช่น ไตวายจะทำให้เกิดการสะสมน้ำในร่างกายมากกว่าการเสียน้ำ

ผิว หนัง หรือการขับเหงื่อ อาจมากขึ้นในวันที่อากาศร้อน เล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรง การเสียเหงื่อจะทำให้ร่างกายเสียทั้งน้ำและเกลือไปด้วย แต่เสียน้ำในปริมาณที่มากกว่าเกลือ

การ หายใจ จะเสียน้ำไปทางการหายใจประมาณวันละ 400มิลลิลิตร และอาจมากขึ้นหากอยู่ในที่ร้อนอบอ้าว หรืออุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นจากการออกกำลังกาย

ความ ผิดปกติที่เกิดกับระบบทางเดินอาหาร เช่นท้องเสีย หรืออาเจียน การสูญเสียน้ำในลักษณะนี้ จะทำให้อิเล็กโทรไลต์ถูกขับออกจากร่างกายไปพร้อมกันด้วย

ร่าง กายมีการสูญเสียน้ำและอิเล็กโทรไลต์ตลอดเวลาและถ้าไม่ได้รับการชดเชยน้ำและ เกลือแร่ในระยะเวลาและปริมาณที่เหมาะสม ก็จะแสดงอาการไม่สบายต่างๆ ออกมา

การไม่สมดุลของน้ำเกิดจากการที่ร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่ารับเข้า เรียกว่า "ภาวะขาดน้ำ" แต่ถ้าได้รับน้ำมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการจะเรียกว่า "ภาวะน้ำเกิน" ซึ่งทั้งสองภาวะจะแสดงอาการต่างๆ ออกมาดังนี้

ภาวะ ขาดน้ำ ส่วนมากมักเกิดจากการที่เราดื่มน้ำน้อยเกินไป ไตเลยต้องพยายามเก็บรักษาน้ำในร่างกายเพื่อช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกาย เป็นไปอย่างปกติแต่เมื่อไตเริ่มรับมือไม่ไหว จะเกิดอาการไม่สบายต่างๆ เช่น ปวดศีรษะ หงุดหงิด ง่วงซึม ไม่มีแรง เบลอ เป็นแผลร้อนใน ท้องผูก ผิวหนังแห้งกร้าน ความดันเลือดต่ำ ตากลวงลึกและดำคล้ำ ปากแห้ง ฯลฯ อย่างไรก็ตามภาวะเสียดุลน้ำอย่างเดียวไม่อันตรายถึงชีวิต แต่หากไม่มีการชดเชยด้วยการดื่มน้ำในปริมาณที่มากขึ้น แล้วปล่อยให้ร่างกายอยู่ในภาวะที่ขาดน้ำต่อไปเรื่อยๆ อาการดังกล่าวในข้างต้นจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตประจำวัน

ภาวะ น้ำเกิน เกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีอาการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ออกไป หากเราทดแทนแค่น้ำโดยไม่ได้มีการทดแทนเกลือแร่กลับเข้าไปพร้อมๆ กัน ทำให้เกิดความไม่สมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย ยิ่งความเข้มข้นต่างกันมากน้ำก็ยิ่งเข้าไปสะสมภายในเซลล์มากขึ้นทำให้เกิด ภาวะเซลล์บวมขึ้น เซลล์สมองเป็นเซลล์ที่เร็วต่อการถูกกระตุ้น จึงแสดงอาการออกมาเป็นระบบแรกคือ เวียนศีรษะ สับสน กระสับกระส่าย และง่วงซึม หากยังไม่หยุดดื่มน้ำ อาการจะรุนแรงถึงขั้นหมดสติ ระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลวและตายในที่สุด อย่างไรก็ตามภาวะน้ำเกินที่มีอันตรายถึงชีวิต หรือภาวะน้ำเป็นพิษ มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก เพราะไตสามารถจัดการน้ำที่เราดื่มเข้าไปได้มากถึง 10-15ลิตรต่อวัน โดยจะขับถ่ายส่วนเกินหรือของเสียออกทางปัสสาวะ ภาวะน้ำเป็นพิษจึงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว

ควร ดื่มน้ำอย่างไรจึงจะให้ประโยชน์สูงสุด แต่ละวันต้องดื่มน้ำสะอาดบริสุทธิ์ประมาณ 1,500-2,000มิลลิลิตร แต่ไม่ควรดื่มน้ำผลไม้ น้ำอัดลม ชา กาแฟ แทนน้ำเปล่า เพราะไตต้องทำงานหนัก ทำให้ร่างกายเสียน้ำมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม วิธีที่ถูกต้องคือ จิบน้ำไปตลอดทั้งวัน การดื่มทีละมากๆ เหมือนเทน้ำทิ้งลงท่อ ร่างกายยังไม่ทันดูดซึมก็ถูกกำจัดทิ้งไปพร้อมปัสสาวะแล้ว

ที่มา : thaifwd.com

สาเหตุของกลิ่นปาก..และวิธีการแก้ไข

สาเหตุของกลิ่นปาก..และวิธีการแก้ไข

สาเหตุของกลิ่นปาก..และวิธีการแก้ไข

กลิ่น เหม็นที่เกิดจากปาก เกิดขึ้นได้เหมือนกันกับกลิ่นเหม็นที่เกิดจากส่วนอื่นๆ ของร่างกายมนุษย์ โดยเป็นผลมาจากแบคทีเรียที่อยู่ในช่องปากย่อยสลายเศษอาหารที่ตกค้างอยู่ตาม ส่วนต่างๆ ของช่องปากทำให้เกิดการเน่าเสียของเศษอาหาร จึงมีผลให้เกิดกลิ่นเหม็นขึ้น

กลิ่นเหม็นในช่องปากสามารถแยกออกได้ 4 แบบ คือ

1. กลิ่นที่เกิดจากฟัน

2. กลิ่นที่เกิดจากโรคปริทันต์และซอกเหงือก

3. ที่เกิดจากด้านหลังของลิ้น

4. กลิ่นที่เกิดจากการสูบบุหรี่

กลิ่น ปากที่มักจะพบมากที่สุดในช่องปากคือ ที่ร่องเหงือก ลิ้น ครอบฟันบริเวณที่อุดฟัน โรคปริทันต์ ฟันที่ผุรูกว้าง ฟันปลอมชนิดถอดได้ซึ่งมีเศษอาหารตกค้าง การหลั่งของน้ำลายมากหรือน้อย และในคนสูบบุหรี่ กลิ่นปากเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งจากภายในช่องปากและนอกช่องปาก

กลิ่นปากที่มีสาเหตุจากภายในช่องปาก ได้แก่

1.แผลในช่องปาก เช่น ซิฟิลิส เนื้องอก แผลที่เกิดขึ้นหลังการถอนฟันหรือแผลที่เกิดจากการผ่าตัดในช่องปาก

2.ฟันผุที่เศษอาหารสามารถตกค้างสะสมอยู่ในรูร่องฟัน ทะลุโพรงประสาทฟัน และมีหนองเกิดขึ้นที่ปลายรากฟัน

3.โรคปริทันต์ที่ลุกลาม ทำให้เกิดการทำลายอวัยวะรอบฟันเป็นที่สะสมของเศษอาหาร

4.ผู้ ที่ใส่ฟันปลอม หรือเครื่องมือต่างๆ ในช่องปาก เช่น เฝือกสบฟัน เครื่องมือจัดฟัน หรือ เครื่องมือกันฟันล้ม ที่รักษาความสะอาดได้ไม่ดีพอ จะทำให้เกิดกลิ่นในช่องปาก

5. น้ำลาย ซึ่งในช่องปากของคนเรามีน้ำลายเป็นเสมือนน้ำยาบ้วนปากที่ธรรมชาติให้มาเพื่อ ช่วยชะล้างสิ่งสกปรก กลิ่นปากเมื่อในช่องปากมีน้ำลายหลั่งออกมากช่องปากก็จะสะอาดมากกว่าน้ำลาย ที่หลั่งออกมา น้อย เนื่องจากน้ำลายจะช่วยลดการบูดเน่าของอาหารที่ทำให้เกิดกลิ่น โดยปกติน้ำลายจะหลั่งออกมาได้มากขณะเคี้ยวอาหาร รับประทานของเปรี้ยว การคิดถึงอาหารที่อร่อย หรืออาหารที่ชอบมากๆ แต่ในบางขณะจะมีการหลั่งน้ำลายออกมาได้น้อย เช่น ขณะนอนหลับ ภาวะการอดอาหาร การดื่มน้ำไม่เพียงพอ อากาศร้อน ภาวะทางจิตใจ ความเครียด การเจ็บป่วยด้วยโรค ตลอดจนอาชีพที่ใช้เสียงมากๆ เช่น ครู ทนายความ มีผลให้มีน้ำลายน้อย และมีกลิ่นปากได้

6. ลิ้น บางครั้งกลิ่นเหม็นจากช่องปาก สามารถเกิดได้จากบริเวณโคนลิ้นด้านในสุด เนื่องจากบริเวณนี้มีน้ำเมือกในช่องจมูกไหลลงสู่คอ ซึ่งภาวะเช่นนี้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดจากการเจ็บป่วยด้วยโรค แต่มักมีสาเหตุมาจากอาการภูมิแพ้ ซึ่งอาการนี้จะทำให้มีน้ำเมือกจากช่องจมูกไหลลงคอในระยะแรกๆ แต่อาการนี้จะไม่ทำให้เกิดกลิ่นปากในระยะแรกๆ แต่เมื่อทิ้งระยะไว้สัก 2-3 วัน แบคทีเรียในช่องปากจะย่อยน้ำเมือกทำให้เกิดกลิ่น เราสามารถทดสอบกลิ่นนี้ได้โดยใช้ช้อนพลาสติกขูดเบาๆ ที่ด้านในสุดของโคนลิ้น ปล่อยทิ้งไว้สักครู่จึงดมกลิ่นดู โดยปกติคนที่มีกลิ่นปากจากสาเหตุนี้ เวลาเป่าปากจะไม่ค่อยได้กลิ่น แต่จะได้กลิ่นเหม็นเมื่อเริ่มพูด เนื่องจากมีลมผ่านลิ้นที่เคลื่อนไหวจึงทำให้เกิดกลิ่นขึ้นมา ดังนั้น จึงควรแก้ไขด้วยการแปรงลิ้นหลังการแปรงฟันทุกครั้ง และแปรงให้ลึกถึงโคนลิ้น จะช่วยทำความสะอาดน้ำเมือกที่ตกค้างอยู่ในช่องปากนี้ได้

7. การสูบบุหรี่ นอกจากการสูบบุหรี่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพทั่วไปของผู้สูบและคนรอบข้างแล้ว ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้สูบเป็นโรคปริทันต์รุนแรงมากขึ้นด้วย และกลิ่นของบุหรี่ที่ตกค้างอยู่ในช่องปากผสมกับกลิ่นอื่นๆ ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นเฉพาะตัวขึ้นได้

8. การหายใจทางปากบ่อย ทำให้น้ำลายแห้ง ดังนั้นการหายใจทางปากจึงส่งผลให้แบคทีเรียมีการเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนได้ มากขึ้น และเกิดกลิ่นปากได้มากขึ้นเช่นกัน

9.อาหาร ที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก เช่น หัวหอม หัวกระเทียม เครื่องเทศ สะตอ และแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารพวกนี้จะทำให้มีกลิ่นปากได้ แต่โดยธรรมชาติอาหารพวกนี้เมื่อถูกย่อย ดูดซึม และขับถ่ายออกแล้ว กลิ่นก็จะหายไปได้เอง

กลิ่นปากที่มีสาเหตุจากระบบต่างๆ ของร่างกาย? เช่น

1.โรคในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ไซนัสอักเสบ โรคทอนซิลอักเสบ โรคมะเร็งที่โพรงจมูก

2.โรคในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น โรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร โรคปอดเรื้อรัง วัณโรคปอด หรือมะเร็งปอด โรคของระบบขับถ่าย

คนส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวว่ามีกลิ่นปากจริงหรือไม่ ?

วิธีทดสอบง่ายๆ โดยทั่วไปคือ

1.ใช้วิธีการเอามือปิดปากและจมูก เป่าลมแรงๆ ออกจากปาก และดม ซึ่งบางคนก็สามารถบอกได้ว่ามีกลิ่นปากหรือไม่

2.ใช้วิธีเลียที่ข้อมือและดมดู ในบางคนอาจจะใช้นิ้วมือถูที่บริเวณเหงือก แล้วนำมาดมกลิ่นว่าเหม็นหรือไม่
3.ใช้วิธีขอร้องให้คนใกล้ชิดช่วยบอกก็ได้

การดูแลและแก้ไขการมีกลิ่นปากให้ได้ผล

ข้อควรปฏิบัติในการดูแลรักษาไม่ให้เกิดกลิ่นในช่องปาก คือ

1.ต้องมั่นดูแลอนามัยของช่องปากให้สะอาดอยู่เสมอ และรักษาสภาวะในช่องปากให้เป็นปกติ

2.หากมีสภาพเหงือกหรือฟันที่เป็นโรค ควรรีบรักษา หรือปรึกษาทันตแพทย์ทันที

3.ใน กรณีที่มีฟันเก มีซอกเหงือกหรือร่องเหงือกที่เป็นแหล่งทำให้มีเศษอาหารตกค้าง ควรใช้ไหมขัดฟันช่วยทำความสะอาดที่บริเวณนั้นเพิ่มขึ้นจากการแปรงฟัน

4.ลิ้นก็ควรแปรงให้สะอาดและแปรงให้ลึกถึงโคนลิ้น
5.ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อป้องกันอาการปากแห้ง


ที่มา : thaifwd.com

8 ความจริงที่ทำให้ผู้ชายดูแก่กว่าวัย

8 ความจริงที่ทำให้ผู้ชายดูแก่กว่าวัย

8 ความจริงที่ทำให้ผู้ชายดูแก่กว่าวัย

1. กินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว
การกินไขมันอิ่มตัวในเนื้อ ไก่ นม และเนย ในปริมาณมาก นอกจากจะเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การมีสุขภาพที่ย่ำแย่ และอาการของโรคหัวใจแล้ว คอเลสเตอรอลในอาหารประเภทนี้ยังมีส่วนสำคัญในการเร่งให้คุณดูแก่กว่าวัยโดย ไม่จำเป็นอีกด้วย

2. สูบบุหรี่จัดตามข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค
กว่า 1 ใน 5 ของผู้ใหญ่ในอเมริกา หรืออาจกล่าวได้ว่าประมาณ 46 ล้านคนของชาวอเมริกัน ยังคงเป็นประชากรที่สูบบุหรี่เป็นกิจวัตรประจำวันและเพื่อที่จะลดความเสี่ยง ในการเป็นมะเร็งและมีริ้วรอยก่อนวัยอันควร วิธีง่ายๆ วิธีหนึ่งที่จะช่วยลดการสูบบุหรี่ลงได้คือการหาหมากฝรั่งต้านนิโคตินมา เคี้ยว ซึ่งเป็นวิธีการบำบัดที่สามารถทำไปพลางๆ ก่อนที่จะตัดใจเลิกสูบอย่างจริงจังและเป็นวิธีการบำบัดที่ได้ผลมาแล้ว เพื่อทำให้ตัวเองกลับมาดูหนุ่มขึ้นเหมือนเดิม

3. อยู่กลางแดดมากเกินไป
ถึงคุณจะทำงานในสำนักงานที่ติดตั้งเครื่อง ปรับอากาศ แต่อย่าลืมว่าเวลาที่ออกรอบตีกอล์ฟเล่นกีฬากลางแจ้ง หรือแม้แต่การสัมผัสกับแสงแดดในแต่ละวันก็ทำให้คุณได้รับรังสียูวีและความ ร้อนที่ทำลายความชุ่มชื้น ของผิวและทำลายเซลล์ผิวไปในเวลาเดียวกัน และหากจำเป็นต้องออกแดดจัดทุกครั้ง อย่าลืมหาอุปกรณ์ป้องกันแดดที่รวมเอาร่มแว่นตาและครีมกันแดดเข้าด้วยกัน ติดตัวคุณไปด้วยหากไม่ลำบากจนเกินไป

4. พักผ่อนไม่เพียงพอ
การ นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงแต่จะช่วยพักฟื้นระบบการทำงานของร่างกาย ที่อ่อนล้ามาตลอดวันแล้ว การได้หลับตาพักสักงีบใหญ่ๆ ยังเป็นการพักผ่อนผิวไปในตัวด้วยและยังเป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับการปรับ สภาพผิวและสร้างเซลล์ผิวใหม่ นอกจากนี้การนอนน้อยยังนำไปสู่การเป็นโรคอ้วนด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อรู้แบบนี้แล้ว คุณควรเข้านอนให้เร็วขึ้นอีกสักหน่อย โดยการสร้างบรรยากาศห้องนอนให้น่านอนนับตั้งแต่วันนี้เลยเป็นไง

5. ความเครียด
ทั้งหมดที่ผ่านมานี้ดู เหมือนว่าความเครียด จะเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยากที่สุด เพราะไม่ว่าจะบอกตัวเอง ไม่ให้เครียดอย่างไร สุดท้ายแล้วถ้าคุณยังจมอยู่กับกองงาน และห้องสี่เหลี่ยม อะไรอะไรก็คงไม่มีทางดีขึ้น นอกเสียจาก คุณจะลุกขึ้นมาแต่งตัวออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงบ้าง หรือจะให้ดี ก็ตรงไปที่สปอร์ตคลับ หรือฟิตเนสเซ็นเตอร์ใกล้บ้าน เพื่อสร้างบรรยากาศที่แปลกใหม่ให้กับตัวเองบ้าง

6. ดื่มหนัก
เราแค่แนะนำให้คุณออกไป เปลี่ยนบรรยากาศกับเพื่อนฝูงสักพัก แต่ไม่ได้บอกให้ดื่มหนักเสียหน่อย แต่หลังจากไปดื่มกันกลับมาเรียบร้อยแล้ว การดื่มน้ำตามมากๆ จะเพิ่มปริมาณน้ำให้กับผิวของคุณได้เป็นอย่างดี

7. หวานจนเกินพอดี
ถ้าเป็นเรื่องของความ สัมพันธ์จะหวานกันขนาดไหน เราก็ไม่ว่ากันอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นการบริโภคน้ำตาลเพื่อเพิ่มความหวานให้ตัวเองมากเกินไปละก็ คุณควรจะทราบไว้เลยว่าน้ำตาลโมเลกุลคู่จะมีผลโดยตรงในการทำให้คุณดูแก่กว่า อายุที่แท้จริง ถ้าไม่เชื่อก็ลองหันมาบริโภคน้ำตาลฟรักโทสที่มีอยู่ในผลไม้ นม หรือน้ำผึ้ง แล้วกลับไปถามหลานๆ ของคุณดูว่าปีนี้คุณมีอายุเท่าไหร่ รับรองได้เลยว่าคุณจะต้องอมยิ้มกับคำตอบที่ได้ยินอย่างแน่นอน

8. ขยับตัวน้อยเกินไป
คุณปล่อยให้ไขมันเกาะส่วนต่างๆ ของร่างกาย หรือปล่อยให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ดูหย่อนคล้อยมากเกินไปหรือเปล่า ถ้าใช่เห็นทีคุณคงต้องรีบลุกขึ้นมาฟิตหุ่นหลังเลิกงานวันนี้เลยก็น่าจะดี