Nilai Waktu Dalam Kehidupan Muslim


بسم الله الرحمن الرحيم

Seandainya ada soalan yang menanyakan, ‘apakah yang paling berharga dalam kehidupan anda?’. Apakah jawapan yang akan kita berikan?. Harta? Anak-anak? Kecantikan? Ilmu? Kesihatan?. Mana satu yang akan kita jawab?
Mungkin segala sesuatu itu dapat dikatakan berharga, namun tidak ada yang paling berharga. Semuanya tidak ada yang menyamai berharganya waktu dalam kehidupan kita. Memang benar, sesuatu yang paling berharga dalam kehidupan kita setelah keislaman kita adalah waktu.
Sebab itulah kita melihat banyak ayat-ayat Allah bersumpah mengenai masa ataupun zaman. ‘Demi Masa’, Demi Fajar’, ‘Demi Malam apabila menutupi dan siang apabila terang benderang’ merupakan contoh yang Allah bersumpah dengan masa. Namun, apakah signifikannya masa ataupun waktu ini kepada seorang manusia terutama sebagai seorang Muslim.
Saudara sekalian,
Apakah kita tahu bahawa satu penemuan penting yang menjadi perhatian kaum Muslimin di awal kegemilangannya adalah jam? Kaum Muslimin pada saat itu sangat memerhatikan masalah waktu lalu mengembangkannya, meletakkannya di lapangan umum dan juga di ruangan istana. Jam, waktu adalah sesuatu yang sangat berharga di hati kaum Muslimin sebenarnya.Mengapa? Kerana kehidupan kaum Muslimin terikat dengan waktu. Seorang yang mengaku dia seorang Muslim, hidupnya akan terikat dengan syariat Allah. Dia harus menghargai waktu dalam kehidupannya.
Perhatikan kisah pertemuan Amru Khalid dengan seorang asing.
Beliau(Amru Khalid) dan seorang asing tersebut mengadakan janji untuk bertemu di suatu tempat. Beliau sedikit terlewat sampai di tempat yang dijanjikan. Ketika bertemu dengannya, dia(orang asing) segera bertanyakan kepada beliau. ‘Apakah anda seorang Muslim?’ beliau menjawab, ‘Benar’. Dia kembali bertanya, ‘Apakah anda menunaikan solat? Beliau menjawab, ‘Benar’. Dia bertanya kembali, ‘Apakah anda berpuasa di bulan Ramadhan?’ Beliau menjawab ‘Benar’. Dia bertanya lagi, ‘Apakah anda menunaikan ibadah haji?’ Jawab beliau, ‘ Ya’. Dia bertanya kembali, ‘Apakah anda menunaikan solat Jumaat tepat pada waktunya?’ Jawab beliau, ‘Tentu”.Pada saat itu, dia berkata. ‘Urusan kaum Muslimin mengagumkan sekali.
Agama mereka mengajarkan urusan-urusan besar. Namun, mereka tidak memerhatikan pentingnya urusan-urusan itu’. Begitulah katanya. Amru Khalid merasakan seolah-olah dia berkata kepada beliau, ‘Engkau bukanlah orang beragama. Kerana anda tidsk mengetahui betapa berharganya waktu’. Inilah satu sampel yang boleh kita lihat sehinggakan orang asing lebih mengerti berhargnya waktu itu kepada umat Islam berbanding penganutnya sendiri.
Ikhwah sekalian,
Sesungguhnya umat Muslimin mempunyai banyak kelebihan. Islam mengajar umatnya mengatur masa dengan begitu cantik. Dari siang hari untuk mencari kehidupan hinggalah malam yang menjadi pakaiannya. Dengan adanya solat lima waktu, puasa, haji dan lain-lain lagi menjadikan individu Muslim lebih bijak untuk mengurus masa agar semua kepentingan dapat dipenuhi. Yang nyata, prioriti kepada Allah mendahului segala-galanya.
Jadi, adakah kita seorang Muslim? Dan adakah kita telah mengetahui betapa pentingnya waktu dalam kehidupan kita? Amat rugilah kita jika kita seorang Muslim tetapi tidak berpegang teguh akan nilai, ajaran serta kepentingannya. Oleh itu, sama-sama kita tingkatkan iman, teguhkan pendirian, perbaiki kesilapan dan urusan agar menjadi Muslim yang menjaga waktu.

Sila baca
V
V
V
V

0 ความคิดเห็น:

อิสลามกับเรื่องเพศ


การแตกสลายของครอบครัว ความขาดตกบกพร่องและการศึกษาในรูปแบบที่ก่อให้เกิดการ
ขาดระเบียบ ทางสังคม ตลอดจนความยุ่งเหยิงทางวัฒนธรรม ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดความจำเป็นอัน
ยิ่งใหญ่อย่างไม่เคยเกิดมาก่อนที่ ต้องนำคำสอนของอิสลามเกี่ยวกับครอบครัว และวัฒนธรรมทาง
เพศมากล่าวถึง

การรุกเข้ามาอย่างป่าเถื่อนของวิถีชีวิตแบบตะวันตก การโฆษณาอย่างขาดมารยาทโดยผู้
สร้าง ภาพยนต์ ทำให้แบบอย่างที่ดีทางเพศของชาวมุสลิมเหือดหายไป ตัวอย่างภาพเปลือยจาก
วีดีโอ การหาความสุขจากภาพเปลือย การโผล่ตัวออกมาของคนที่เป็นทอมอันเป็นงานที่ผลิต
ขึ้นมาโดยสื่อที่ "ก้าวหน้า" ก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนทางเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดความ
ตกต่ำเพราะไม่อาจควบคุมจิตใจและมีการละเลย มารยาท (อะดาบ) ของอิสลามบ้านที่แตกทำลาย
คือหลักฐานที่เด่นชัดของความล้มเหลวทางจิตวิทยา และสังคมวิทยา"สมัยใหม่" จิตวิทยา และ
สังคมวิทยาสมัยใหม่ได้ตั้งคำถามอยู่เสมอถึงการนำภาวการณ์ของท่าน ศาสดาสุดท้ายมาใช้ใน
ครอบครัวของ เราทุกวันนี้และปฏิเสธ "ความมีเหตุผล" ของการนำการแก้ปัญหาของศตวรรษ
ที่เจ็ดมาใช้โดยสมมุติฐานสองประการ

ประการแรกท่านนบีมุฮัมมัดรอซุลุลลอฮ์(ศ็อลฯ)มีชีวิตอยู่ใน"สังคมที่แตกต่าง และสิ่งแวด
ล้อมทางสังคม ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง" สมมุติฐานข้อที่สองคือ ภรรยาของท่านศาสดามุฮัมมัด
(ศ็อลฯ) ซึ่งเป็นมารดาแห่งศรัทธาชนนั้นมี "ความแตกต่างและหล่อหลอมมาดีกว่าผู้หญิงอื่นๆ
ทั้งหมด ดังนั้นสิ่งที่พวกเธอทำจึงไม่อาจนำมาใช้กับผู้หญิงอื่น ๆ ของโลกร่วมสมัยนี้ได้"

อย่างไรก็ตามสมมุติฐานข้างต้นย่อมมีความผิดพลาดได้เพราะแม้ว่าท่านศาสดามุ ฮัมมัด
(ศ็อลฯ) จะมีชีวิตอยู่ในสมัยเก่าซึ่งเป็นสังคมเผ่าก็ตาม แต่ในสมัยของท่าน การคอร์รัปชั่น ความ
โง่เขลา การขาดศีลธรรมทำลายศึลธรรม และคุณค่าทางวัฒนธรรมและความเลวร้ายที่บีบคั้นอยู่
กับวัฒนธรรมที่แปลกแยกก็ไม่ได้ มีน้อยไปกว่าสิ่งที่เรามีในประเทศ "มุสลิม" ที่ตกเป็นอาณานิ
คมและในประเทศมุสลิมที่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของ ตะวันตกแต่อย่างใด เป็นสิ่งที่ถูกต้องว่าภรรยา
ของท่านศาสดา (อุมมะฮาตุลมุอ์มินีน) นั้นมีตำแหน่งพิเศษใน หมู่ผู้หญิงทั้งหมดในเมื่อพวกนาง
ได้รับเกียรติอันเนื่องมาจากความใกล้ชิดผูกพัน กับท่านศาสดาสุดท้าย (ศ็อลฯ) ในอีกทางหนึ่ง
พวกนางมีความเป็นมนุษย์ในทุกรูปแบบ และพวกนางก็มีทัศนคติที่กระจ่างชัดเท่ากับที่จะหวัง
ได้จากผู้หญิงอื่น ๆ อาจกล่าวเพิ่มเติมได้ว่า ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และภรรยา (ร.ฎ.) ของท่าน
ต้อง เผชิญกับความยากจน และความลำบากในความเป็นมนุษย์ ตัวอย่างเช่น ต้องเผชิญกับ
การกล่าวหาอย่างผิด ๆ การสูญเสียภรรยา และบุตรอย่างน่าเศร้าโศก การเป็นศัตรูกับชาวยิว
คนนอกศาสนาและคริสเตียน ฯลฯ ไม่เคยเลยที่ชีวิตของท่านจะไม่พบอุปสรรคชีวิตครอบครัว
ของท่านศาสดาสุดท้าย(ศ็อลฯ) นั้นเป็นความจริง ดังนั้นการประยุกต์เอาชีวิตซุนนะฮ์ (แบบฉัน)
และแนวทางของท่านมาปฏิบัติใช้เราก็สามารถแก้ ปัญหาได้ อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ผู้ทรงเกรียงไกร
ได้กล่าวไว้ในอัลกรุอานว่า "แท้จริงใน ศาสนทูตของอัลลอฮ์ย่อมมีแบบฉบับอันดีงาม
สำหรับพวกเจ้า" (33:21)

อาอีซะห์ (ร.ฎ.) ภรรยาผู้เป็นที่รักของท่านศาสดากล่าว่า "รอซูลุลลอฮ์ (ศ็อลฯ) ไม่เคยตบตี
ภรรยาและคนรับใช้ และท่านไม่เคยทุบตีสิ่งใด ๆ ด้วยมือของท่านยกเว้นเพื่อการต่อสู้ในหนทาง
ของอัลลอฮ์"

แม้ว่าจะอนุญาตให้ใช้การสั่งสอนโดยใช้การลงโทษภรรยาที่จิตใจยังไม่เป็น ผู้ใหญ่ได้และ
เป็นที่ยอมรับ ในอัลกุรอาน แต่ศาสดาก็มักจะไม่สนับสนุนการกระทำเช่นนี้ ท่านกล่าวว่า "ที่ ดี
ที่สุดใน หมู่พวกท่านคือการไม่ตบตี" ตบหน้าเฆี่ยนด้วยแส้หรือไม้ เราอยู่ในยุคสมัยที่เรียก
ว่ามีการทำตามใจชอบทางเพศเพศสัมพันธ์ทางธรรมชาติ ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความสกปรก เป็น
ธุรกิจ ของการ "หาความสนุกสนาน"

ปัจจุบันนี้ลูกตุ้มของพฤติกรรมสังคมมันแกว่งจากลัทธิที่ถือความบริสุทธิ์ อย่างเสแสร้งของ
ตะวันตกจน ถึงปลายสุดแห่งความสุดโต่งทางเพศ เรื่องเพศได้หลุดออกมาจากเรื่องลับไปสู่เรื่อง
เปิดเผย การแสดงออก ทางเพศกลายเป็นอุตสาหกรรมใหญ่และถูกนำมาใช้งาน ไม่เฉพาะในทีวี
และในนิตยสารแบบเพลย์บอย หรือ หนุ่มเจ้าสำราญเท่านั้น แต่เรื่องเพศยังนำมาขายได้ทุก ๆ อย่าง
ตั้งแต่เรื่องไข่จนถึงเรื่องรถไฟทีเดียว ที่เรียก กันว่า "การปฏิวัติทางเพศ" ในทศวรรษที่ 60 นั้นได้
นำมาซึ่งปัญหารุนแรงในบั้นปลายความหลงไหลในกาม อารมณ์ ความบ้าคลั่ง และกามวิตถาร (เกย์
เลสเบี้ยน กะเทย ฯลฯ) ทั้งหมดนี้ล้วนหลุดออกมาจากหลุมมืดแห่งความเกินขอบเขตของพวกเขา

คุณค่าของมนุษย์กับความรักตามธรรมชาติถูกแทนท ี่ด้วยการสมสู่แบบสัตว์ตามที่สาธารณะ
อิสลาม ต่อต้านขบวนการปลดปล่อยผู้หญิงที่ปล่อยให้มีการผสมปนเปกันระหว่างเพศ ซึ่งผู้หญิงและ
ผู้ชายมั่วสุมกัน ในสังคมโสเภณีแห่งโลกของความก้าวหน้านั้น คาร์ลมาร์กซ์ ได้วาดภาพเอาไว้แล้ว
ใน "The Communist Manifesto" นั่นคือ "จากจุดหนึ่งของความเสื่อมทรามทางศีลธรรม ผู้คน
ได้หันไปหาการผสมปนเปทาง เพศอย่างเสรีในที่สุด เมื่อไม่ได้รับความพึงพอใจทางเพศ ก็เลยหัน
ไปสู่การเปลือยอย่างสุดสุด" สำหรับผู้มีจิตใจปกติชาวมุสลิมทั้งชายและหญิง จะต้องยอมรับว่าหาก
พวกเขาและเธอไม่ปฏิบัติตามอย่างจริงจังต่อ แนวทางอิสลามตามคำสอนของท่านศาสดาแล้ว ระ
บบทั้งหมดของชีวิติก็จะต้องเสียหาย

การแยกบทบาททางเพศนั้นเป็นที่ต้องการตามธรรมชาติของมนุษย์ อัลลอฮ์ได้สร้างผู้ชาย
และ ผู้หญิง เพื่อใช้ให้ดำรงบทบาทอันสูงส่งในขอบเขตและกิจกรรมของพวกเขา อเล็กซิส คาร์เรล
ผู้ได้รับ รางวัลโนเบล จากฝรั่งเศสได้กล่าวไว้อย่างถูกต้องว่า "ความแตกต่างที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ชาย
และผู้หญิงนั้นมีมาจากพื้นฐาน ลักษณะดั่งเดิมมากกว่าที่เรายอมรับกัน การเพิกเฉยต่อพื้นฐานหลัก
นี้ ก่อให้เกิดการสนับสนุนลัทธิปลดปล่อย ผู้หญิงที่มีความเชื่อว่าสองเพศควรจะมีความรับผิดชอบ
ที่เหมือนกัน ในความเป็นจริงผู้หญิงนั้นต่างกับผู้ชาย อย่างลึกซึ้ง ผู้หญิงควรจะพัฒนาทักษะของตัว
เอง โดยไม่ลอกเลียนแบบผู้ชาย พวกปลดปล่อยสตรีมีความเข้า ใจผิดพลาดในเรื่องความเท่าเทียม
กัน"

สัญชาติญาณทางเพศเป็นพลังที่สำคัญที่สุดในการมีชีวิตอยู่อย่างมนุษย์ อิสลามได้ให้ภาพ
ลักษณ์ที่ สมบูรณ์ในพลังทางเพศ การยับยั้งชั่งใจในทางเพศเป็นพื้นฐานของสถาบันครอบครัวของ
อิสลามจำนวนมาก โดยการแยกบทบาททางเพศ ผู้ชายจะมีบทบาทมากกว่า ความเหนือกว่าผู้ชาย
มีอยู่หลายด้าน นั่นคือ ผู้หญิง จะต้องแสดงความเคารพต่อผู้ชาย และผู้ชายจะต้องคุ้มครองผู้หญิง
ที่มีสรีระอ่อนแอกว่า ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ระบบสังคมของอิสลาม ในเรื่องบุรดะฮ์ฮิญาบนั้นก็คือ
การทำให้ผู้หญิงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ชาย การปล่อยตัวทางเพศของผู้หญิงและตัณหาที่ไม่อาจ
ควบคุมได้ของผู้ชายนำไปสู่การขาดระเบียบทางสังคม และนำไปสู่ความตกต่ำทางวัฒนธรรมทั้ง
หมด สถานะที่เหนือกว่าของผู้ชายได้บอกได้อย่างไว้อย่างชัดเจนใน อัลกุรอาน (4:34) ท่านศาสดา
มุ ฮัมมัด (ศ็อลฯ) กล่าวว่า "ชาติจะไม่รุ่งเรืองหากนำโดยผู้หญิง" มี เพียงนิกายนอกศาสนาของ
พวกคอริ ญีย์เท่านั้นที่ยอมรับความเป็นผู้นำของผู้หญิง

แต่ความเหนือกว่าของเพศชายไม่ได้หมายถึงการกดขี่เพศหญิง การขาดวัฒนธรรมอิสลาม
ก่อให้เกิด ขอบเขตแห่งความมืดมน เพราะมีการละเมิดสิทธิของผู้หญิง มนุษย์เรานั้นแสดงความ
ผูกพัน ทางด้านอารมณ์โดยการผ่านคำพูด การมองและการสัมผัสโดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีความ
สัมพันธ์ทางเพศ คนเคร่งครัดศาสนาชาวมุสลิมทั้งชายและหญิงที่คุ้นเคยอยู่กับซุนนะฮ์จะรู้ถึง ความ
สำราญทางกายเป็นอย่างดี ซุนนะฮ์ โดยตัวของมันเองนั้นเป็นตำราแห่งความรัก หะดีษจำนวนนับ
ร้อยก่อให้เกิดศิลปะแห่งความรักของอิสลาม การเล้าโลมก่อนร่วมเพศเป็นเรื่องของศีลธรรม และ
การแสวงหาด้านจิตวิญญาณทางศาสนาในอิสลาม และประสบการณ์างจิตวิทยาทางเพศต่อการถึง
จุดสุดยอด เป็นบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาบุคลิกของมุสลิมกิจกรรมทางเพศที่ได้รับอนุญาต ได้
เพิ่มและก่อให้เกิดความเข้ม แข็งต่อความสามารถทางด้านจิตใจของชาวมุสลิม ดังนั้นชีวิตทาง
เพศจึงไม่ใช่สิ่งต้องห้ามในอิสลามและชาวมุสลิม จะต้องรู้ถึงเพศศึกษาในอิสลาม และการทำให้
คู่รักพอใจ ซึ่งโดยปกติแล้วมุสลิมทั้งชายและหญิงจะร่วมเพศครั้งแรกกับคู่แต่งงานเท่า นั้น

ความอายและความกังวลนั้นเป็นส่วนหนึ่งของทุก ๆ ประสบการณ์ใหม่ และมันจะหายไป
เมื่อความแปลกแยก ของบุคคลถูกแทนที่ โดยความรู้ที่เหมาะสม

1

http://www.geocities.com/islamthaith/islam1.htm

0 ความคิดเห็น:

จากปอเนาะถึงมหาวิทยาลัยอิสลาม

กระบวนการ "ไถ่ถอนศาสนา" ออกจากสังคมหรือที่เรียกในภาษาฝรั่งว่า secularization เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนสู่ความทันสมัยที่เกิดขึ้นในทุกสังคมทั่วโลก แต่สังคมที่รอดพ้นจากความรุนแรงของกระบวนการ "ไถ่ถอนศาสนา" ที่สุดคือสังคมมุสลิม (ยกเว้นในสังคมของไม่กี่ประเทศ เช่นตุรกี หรืออิหร่านในสมัยชาห์)

การที่สังคมมุสลิมผ่านกระบวนการ "ไถ่ถอนศาสนา" ออกจากสังคมน้อย เป็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งของสังคมมุสลิมในโลกปัจจุบัน ทั้งนี้แล้วแต่ใครจะมอง และมองจากแง่ไหน

แต่ผมมองเห็นจุดแข็งของเขา และคิดว่าจุดแข็งบางอย่างให้บทเรียนที่มีคุณค่าแก่คนที่อยู่นอกประชาคมอิส ลามด้วย โดยเฉพาะถ้าเราไม่ยึดมั่นแต่ว่า แบบอย่างของเราเท่านั้นที่ดีที่สุด

โดยเหตุบางประการในประวัติศาสตร์ไทย ทำให้ระบบการศึกษาของประชาคมมุสลิมในภาคใต้ ไม่ตกอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐไทยสมัยใหม่อย่างรัดกุมเท่ากับระบบการศึกษา ของคนไทยทั่วไป ระบบการศึกษาที่เป็นอิสระมากกว่านี้ถูกรัฐไทยระแวงสงสัยตลอดมา มีความพยายามที่รัฐจะเข้าไปกำกับควบคุมอยู่เสมอ โดยอาศัยการให้รางวัลควบคู่กันไปกับการลงโทษ

แต่ระบบการศึกษาดังกล่าวมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับประชาคมมุสลิม ทั่วโลก ไม่ได้มีเส้นทางเดี่ยวภายใต้การสนับสนุนหรือห้ามปรามของรัฐเท่านั้น เช่นเพราะได้เรียนภาษาอาหรับ, มลายู, และอังกฤษ ทำให้ผู้ที่จบโรงเรียนปอเนาะมีโอกาสชิงทุนไปศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในประเทศ มุสลิมอื่นๆ ฉะนั้นแม้ไม่มีมหาวิทยาลัยอิสลาม (มหาวิทยาลัยที่จัดการศึกษาตามอุดมการณ์อิสลาม) ในเมืองไทย เส้นทางการศึกษาของศิษย์เก่าปอเนาะก็ไม่ได้ติดตันอยู่เพียงแค่จบมัธยม

หรือเงินทุนอุดหนุนโรงเรียนปอเนาะ ส่วนหนึ่งก็ได้จากซากัต (Zakat หรือส่วนแบ่งสังคมสงเคราะห์ที่มุสลิมผู้มีทรัพย์พึงจ่ายเพื่อช่วยเหลือ สังคม) ของประเทศมุสลิมอื่นๆ

และด้วยเหตุดังนั้น แผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษา เช่น ยกฐานะศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนของจังหวัดปัตตานี, ยะลา, สตูล และนราธิวาสขึ้นเป็นวิทยาลัยชุมชนก็ตาม การจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นที่นราธิวาส, ยะลา และสตูล ก็คงเป็นนโยบายที่จะสร้างเครือข่ายการศึกษาของมุสลิมให้เต็มระบบภายใต้การ กำกับควบคุมของรัฐไทย โดยทำให้การศึกษาระดับหลังมัธยมเข้าสู่ระบบของรัฐเต็มรูปแบบ

สอดคล้องกับความเห็นของรัฐมนตรีกลาโหมที่เคยให้สัมภาษณ์ว่า การศึกษาของมุสลิมในภาคใต้ควรนำไปสู่วิชาชีพชั้นสูง เช่นวิศวกรรมศาสตร์, แพทยศาสตร์, หรือศาสตร์อื่นๆ ในโลกสมัยใหม่ซึ่งมีตำแหน่งงานรองรับในตลาด หรือเพิ่มความสามารถในการอาชีพ

อย่างไรก็ตาม ควรกล่าวด้วยว่า ในความเป็นจริงนั้น มุสลิมที่เดินทางไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอิสลามในต่างประเทศ ก็ได้เรียนวิชาชีพชั้นสูงเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ก็มีปัญหาบางประการที่ทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพในเมืองไทยได้ เช่นจบแพทย์จากประเทศเหล่านั้นแล้วไม่ได้รับใบประกอบโรคศิลปะในเมืองไทย เป็นต้น

สิ่งที่น่าสังเกตในนโยบายของกระทรวงศึกษาฯที่จะตั้งสถาบันอุดม ศึกษาขึ้นมาต่อยอดก็ตาม หรือในคำสัมภาษณ์ของท่านรัฐมนตรีกลาโหมก็ตาม ล้วนมาจากความคิดถึงระบบการศึกษาซึ่งถูก "ไถ่ถอนศาสนา" ออกไปแล้ว นั่นก็คือวิชาความรู้สำหรับประกอบอาชีพ หรือวิชาความรู้นั้นไม่ได้มีฐานจากความเชื่อในศาสนา สองสิ่งนี้แยกออกจากกันได้ เพราะไม่เกี่ยวโยงกันแต่อย่างใด

จึงไม่แปลกอะไรที่ข้อเสนอการตั้งมหาวิทยาลัยหลายต่อหลายแห่งใน ภาคใต้ตอนล่างนั้น ไม่มีความคิดถึงการตั้งมหาวิทยาลัยอิสลามเลย ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่สอนแต่ศาสนาอิสลาม หากเป็นมหาวิทยาลัยที่สอนวิชาการชั้นสูงเหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไป เพียงแต่วิชาความรู้ที่สอนนั้นต้องมีฐานเชื่อมโยงอยู่กับศาสนธรรมของอิสลาม ซึ่งผมจะกล่าวถึงข้างหน้า

อันที่จริงมหาวิทยาลัยที่มีอยู่มากมายในเมืองไทยนั้น ก็หาได้เสนอวิชาความรู้ให้เชื่อมโยงกับศาสนธรรมของพุทธไม่ จึงเป็นธรรมดาที่ผู้บริหารการศึกษาย่อมคิดไปไม่ถึงว่าควรมีมหาวิทยาลัยอิส ลามเกิดขึ้น

จุดยืนของมุสลิมที่มีต่อการศึกษาและการแสวงหาความรู้นั้นเป็น สิ่งที่น่าสนใจ และเป็นเหตุส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้เขานิยมส่งลูกหลานไปเรียนปอเนาะ จนถึงเรียนมหาวิทยาลัยในประเทศมุสลิม

ในฐานะคนนอกศาสนาอิสลาม ผมคงอธิบายเรื่องนี้ละเอียดไม่ได้ จะพูดถึงเฉพาะเป้าหมายของการศึกษา เท่าที่ได้อ่านพบจากงานของนักปราชญ์ในศาสนาอิสลามได้เขียนไว้เท่านั้น

ก่อนอื่นควรเข้าใจด้วยว่า ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ให้ความสำคัญแก่การศึกษาและการแสวงหาความรู้อย่าง ยิ่ง ถือกันตามคำสอนว่าการศึกษาหาความรู้เป็นสิ่งที่มุสลิมควรทำตราบจนสิ้นลม หายใจ

แต่ความรู้ไม่ได้มีคุณค่าในตัวเอง การมีความรู้มากเฉยๆ ไม่มีประโยชน์ในสายตาของอิสลาม แต่ความรู้นั้นต้องเพิ่มสมรรถนะในการรับใช้พระผู้เป็นเจ้า มูฮัมหมัด อิคบัล (นักปราชญ์และกวีปากีสถาน) อธิบายว่า ความรู้หรือ ilm ในภาษาอาหรับ คือความรู้ที่มีฐานอยู่บนประสาทสัมผัส ความรู้ชนิดนี้ให้อำนาจทางกายภาพ ฉะนั้นความรู้หรืออำนาจทางกายภาพนี้จึงต้องอยู่ภายใต้การกำกับของ din หรือศาสนาอิสลาม ถ้าความรู้หรืออำนาจไม่อยู่ภายใต้การกำกับของ din ก็ย่อมเป็นสิ่งชั่วร้าย

ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนที่ต้องทำให้ความรู้เป็น อิสลาม (Islamize knowledge) ถ้าความรู้อยู่ภายใต้กำกับของ din ความรู้ก็จะเป็นพรอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

ในทางปฏิบัติ รับใช้พระผู้เป็นเจ้าหมายถึงการมีศีลธรรม, มีความยุติธรรม และมีความกรุณา นักปราชญ์บางท่านอธิบายว่าคุณลักษณะสามประการนี้ สรุปรวมก็คือการมีความสัมพันธ์เชิงเกื้อกูลกับคนอื่น นับตั้งแต่ญาติพี่น้องไปจนถึงสังคมโดยรวมนั่นเอง

การศึกษาของอิสลามจึงไม่ใช่การฝึกวิชาชีพเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการฝึกวิชาชีพเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของตนเองในการรับใช้พระผู้ เป็นเจ้า หรือรับผิดชอบต่อสังคมได้มากขึ้น

หนึ่งในลักษณะเด่นของระบบการศึกษาอิสลามก็คือ ควรแสวงหาความรู้และเผยแพร่ความรู้แก่คนอื่นไม่ใช่เพื่อได้รับเงินตอบแทน แต่เพื่อประโยชน์ของสังคม และเพื่อความพอพระทัยของพระผู้เป็นเจ้า (Afzalur Rahman, Islam : Ideology and the Way of Life)

ผมเชื่อว่า แม้มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาอื่นๆ ที่จะเปิดขึ้นในภาคใต้ตอนล่าง ไม่มีอุดมการณ์อิสลามกำกับ ก็คงจะมีนักศึกษามุสลิมเข้าเรียนอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะหากสร้างเงื่อนไขการรับสมัครและสอบแข่งขัน ให้เอื้อต่อการศึกษาที่ชาวมุสลิมได้รับมาจากโรงเรียนปอเนาะ

ฉะนั้น ประเด็นจึงไม่ใช่ว่านโยบายของกระทรวงศึกษาจะล้มเหลว ไม่อาจเชื่อมโยงระบบการศึกษาของมุสลิมให้เข้ากับระบบการศึกษาของประเทศได้

แต่ผมคิดว่าน่าเสียดาย ที่ระบบการศึกษาอันหนึ่งซึ่งยังไม่ถูก "ไถ่ถอนศาสนา" และมีพลังอย่างเข้มแข็งในสังคมมุสลิมไทย จะถูกกลืนหายไปกับระบบการศึกษาซึ่งแยกศาสนธรรมออกจากวิชาความรู้ อันเป็นระบบการศึกษาที่รัฐสนับสนุนอยู่เวลานี้

คัดลอกจาก http://www.skyd.org/html/life-social/islamU.html

0 ความคิดเห็น:

จุดมุ่งหมายอันแท้จริงของการทำหัจญ์


อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงกล่าวเกี่ยวกับเรื่องของการทำหัจญ์ไว้ในอัลกรุอานุลการีม หลายต่อหลายอายะฮฺ

(وَلِلهِ عَلَى النَّاسِ حِجُّ الْبَيْتِ مَنِ اسْتَطَاعَ إِلَيْهِ سَبِيلاً وَمَن كَفَرَ فَإِنَّ الله غَنِيٌّ عَنِ الْعَالَمِينَ) (آل عمران : 97 )

ความว่าและกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺเหนือมวลมนุษย์นั้น คือการทำ หัจญ์ อัลบัยต์ (บ้านของ อัลลอฮฺ) สำหรับ ผู้ที่มีความสามารถหาทางไปสู่มัน (บ้านหลังนั้น) ได้ และผู้ใดปฏิเสธ (การทำหัจญ์) แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงพอเพียงจากประชาชาติ ทั้งหลาย” (3:97)

(وَأَتِمُّواْ الْحَجَّ وَالْعُمْرَةَ لِلهِ فَإِنْ أُحْصِرْتُمْ فَمَا اسْتَيْسَرَ مِنَ الْهَدْيِ وَلاَ تَحْلِقُواْ رُؤُوسَكُمْ حَتَّى يَبْلُغَ الْهَدْيُ مَحِلَّهُ فَمَن كَانَ مِنكُم مَّرِيضاً أَوْ بِهِ أَذًى مِّن رَّأْسِهِ فَفِدْيَةٌ مِّن صِيَامٍ أَوْ صَدَقَةٍ أَوْ نُسُكٍ فَإِذَا أَمِنتُمْ فَمَن تَمَتَّعَ بِالْعُمْرَةِ إِلَى الْحَجِّ فَمَا اسْتَيْسَرَ مِنَ الْهَدْيِ فَمَن لَّمْ يَجِدْ فَصِيَامُ ثَلاثَةِ أَيَّامٍ فِي الْحَجِّ وَسَبْعَةٍ إِذَا رَجَعْتُمْ تِلْكَ عَشَرَةٌ كَامِلَةٌ ذَلِكَ لِمَن لَّمْ يَكُنْ أَهْلُهُ حَاضِرِي الْمَسْجِدِ الْحَرَامِ وَاتَّقُواْ اللهَ وَاعْلَمُواْ أَنَّ اللهَ شَدِيدُ الْعِقَابِ) (البقرة : 196 )

ความว่าและพวกเจ้าจงให้สมบูรณ์ ซึ่งการทำหัจญ์และการทำอุมเราะฮฺเพื่ออัลลอฮฺเถิด แล้วถ้า พวกเจ้าถูกสกัดกั้นก็ให้เชือดสัตว์พลีที่จะหาได้ง่าย และจง อย่าโกนศีรษะของพวกเจ้าจนกว่าสัตว์พลีนั้นจะถึงที่ของมัน แล้วผู้ ใดในหมู่พวกเจ้าป่วยลง หรือมีความเจ็บปวดที่ศีรษะของเขา ก็ให้มีการชดเชยด้วยการถือศีลอด หรือการ ทำทานหรือการเชือดสัตว์ ครั้นเมื่อพวกเจ้าปลอดภัยแล้ว ถ้าผู้ใดประสงค์จะทำอุมเราะฮฺต่อเนื่องไปจนถึงเวลา ทำหัจญ์ (ตะมัต ตั๊วะ) แล้ว ก็ให้ เชือดสัตว์พลีที่พอหาได้ ผู้ใดที่หาไม่ได้ก็ให้ถือศีลอดสามวันในระหว่างการทำหัจญ์ และอีก เจ็ดวันเมื่อพวกเจ้ากลับถึงบ้านแล้ว นั่นคือครบสิบวัน ดังกล่าวนั้น สำหรับผู้ที่มิได้เป็นชาวมัสยิดิลหะรอม และพวก เจ้าจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด และพึงรู้ด้วยว่าแท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงเข้มงวดในการลงโทษ” (2:196)

(الْحَجُّ أَشْهُرٌ مَّعْلُومَاتٌ فَمَن فَرَضَ فِيهِنَّ الْحَجَّ فَلاَ رَفَثَ وَلاَ فُسُوقَ وَلاَ جِدَالَ فِي الْحَجِّ وَمَا تَفْعَلُواْ مِنْ خَيْرٍ يَعْلَمْهُ اللهُ وَتَزَوَّدُواْ فَإِنَّ خَيْرَ الزَّادِ التَّقْوَى وَاتَّقُونِ يَا أُوْلِي الأَلْبَابِ) (البقرة : 197 )

ความว่า “(เวลาสำหรับ) การทำหัจญ์นั้นมีหลายเดือนเป็นที่ทราบกัน ดังนั้น ผู้ใดที่ให้การทำหัจญ์จำเป็นแก่เขาในเดือนเหล่านั้นแล้ว ก็ต้อง ไม่มีการสมสู่และไม่มีการละเมิด และไม่มีการวิวาทใด ในระหว่างการทำหัจญ์ และความดีใด ที่พวกเจ้ากระทำนั้นอัลลอฮฺทรงรู้ดี และพวก เจ้าจงเตรียมเสบียงเถิด แท้จริงเสบียงที่ดีที่สุดนั้นคือความยำเกรง และพวก เจ้าจงยำเกรงเถิด โอ้ผู้มีปัญญาทั้งหลาย” (2:197)

(لَيْسَ عَلَيْكُمْ جُنَاحٌ أَن تَبْتَغُواْ فَضْلاً مِّن رَّبِّكُمْ فَإِذَا أَفَضْتُم مِّنْ عَرَفَاتٍ فَاذْكُرُواْ اللهَ عِندَ الْمَشْعَرِ الْحَرَامِ وَاذْكُرُوهُ كَمَا هَدَاكُمْ وَإِن كُنتُم مِّن قَبْلِهِ لَمِنَ الضَّآلِّينَ) (البقرة : 198 )

ความว่า ไม่มีโทษใด แก่พวกเจ้า การที่พวกเจ้าจะแสวงหาความกรุณาอย่างหนึ่งอย่างใดจากพระเจ้าของ พวกเจ้า ครั้น เมื่อพวกเจ้าได้หลั่งไหลกันออกจากอะร่อฟาตแล้ว ก็จง กล่าวรำลึกถึงอัลลอฮฺ อัลมัชอะริลฮะรอม และจงกล่าวรำลึกถึงพระองค์ตามที่พระองค์ทรงแนะนำพวก เจ้าไว้ และแท้ จริงก่อนหน้านั้น พวกเจ้าอยู่ในหมู่ผู้ที่หลงทาง” (2:198)

(ثُمَّ أَفِيضُواْ مِنْ حَيْثُ أَفَاضَ النَّاسُ وَاسْتَغْفِرُواْ اللهَ إِنَّ اللّهَ غَفُورٌ رَّحِيمٌ) (البقرة : 199 )

ความว่า แล้วพวกเจ้าจงหลั่งไหลกัน ออกไปจากที่ที่ผู้คนได้หลั่งไหลกันออกไป และจงขอ อภัยต่ออัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรง เมตตาเสมอ” (2:199)

(فَإِذَا قَضَيْتُم مَّنَاسِكَكُمْ فَاذْكُرُواْ اللهَ كَذِكْرِكُمْ آبَاءكُمْ أَوْ أَشَدَّ ذِكْراً فَمِنَ النَّاسِ مَن يَقُولُ رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَا وَمَا لَهُ فِي الآخِرَةِ مِنْ خَلاَقٍ) (البقرة : 200 )

ความว่า ครั้นเมื่อพวกเจ้าประกอบ พิธีหัจญ์ของพวกเจ้าเสร็จแล้วก็กล่าวระลึกถึงอัล ลอฮฺ ดังที่ พวกเจ้ากล่าวรำลึกถึงบรรพบุรุษของพวกเจ้า หรือกล่าวรำลึกถึงให้มากยิ่งกว่า ในหมู่ มนุษย์นั้นมีผู้กล่าวว่า โอ้พระเจ้าของเราโปรดประทานให้แก่พวกเราในโลกนี้เถิดและเขาจะไม่ ได้รับส่วน ดีใด ในปรโลก” (2:200)

(وِمِنْهُم مَّن يَقُولُ رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفِي الآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ) (البقرة : 201 )

ความว่า และในหมู่พวกเขานั้นมีผู้ กล่าวว่า โอ้พระเจ้าของเราโปรดประทานให้แก่พวกเราซึ่งสิ่งดี งามในโลกนี้ และสิ่งดีงามในปรโลก และโปรดคุ้มครองพวกเราให้พ้นจากความทรมานแห่งไฟนรก ด้วยเถิด” (2:201)

(أُولَـئِكَ لَهُمْ نَصِيبٌ مِّمَّا كَسَبُواْ وَاللهُ سَرِيعُ الْحِسَابِ) (البقرة : 202 )

ความว่า ชนเหล่านั้นแหละ พวกเขาจะได้รับส่วนดีจากสิ่งที่พวกเขาได้แสวงหาไว้ และอัล ลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรวดเร็วในการชำระสอบสวน” (2:202)

(وَاذْكُرُواْ اللهَ فِي أَيَّامٍ مَّعْدُودَاتٍ فَمَن تَعَجَّلَ فِي يَوْمَيْنِ فَلاَ إِثْمَ عَلَيْهِ وَمَن تَأَخَّرَ فَلا إِثْمَ عَلَيْهِ لِمَنِ اتَّقَى وَاتَّقُواْ اللهَ وَاعْلَمُوا أَنَّكُمْ إِلَيْهِ تُحْشَرُونَ) (البقرة : 203 )

ความว่า และพวกเจ้าจงรำลึกถึงอัลลอฮฺในวันทั้งหลายที่ได้ถูกนับไว้ ดังนั้น ผู้ใดรีบกลับในสองวันก็ไม่มีบาปแก่เขา และผู้ใดกลับล่าไปอีกก็ไม่มีบาปแก่เขา (เช่นกัน) ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ยำเกรง และพวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮฺ และพึงรู้เถิดว่าพวกเจ้านั้นจะถูกนำไปชุมนุมยัง พระองค์” (2:203)

(وَأَذِّن فِي النَّاسِ بِالْحَجِّ يَأْتُوكَ رِجَالاً وَعَلَى كُلِّ ضَامِرٍ يَأْتِينَ مِن كُلِّ فَجٍّ عَمِيقٍ، لِيَشْهَدُوا مَنَافِعَ لَهُمْ وَيَذْكُرُوا اسْمَ اللهِ فِي أَيَّامٍ مَّعْلُومَاتٍ عَلَى مَا رَزَقَهُم مِّن بَهِيمَةِ الْأَنْعَامِ فَكُلُوا مِنْهَا وَأَطْعِمُوا الْبَائِسَ الْفَقِيرَ، ثُمَّ لْيَقْضُوا تَفَثَهُمْ وَلْيُوفُوا نُذُورَهُمْ وَلْيَطَّوَّفُوا بِالْبَيْتِ الْعَتِيقِ) (الحج : 27 - 29)

ความว่าและจงประกาศไปในหมู่มนุษย์ถึงเรื่องอัลหัจญ์เถิด พวกเขาจะ มายังสูเจ้าโดยการเดินเท้า และโดยการขี่อูฐที่เตรียมไว้ ซึ่งต่าง จะเดินทางมาจากทุกหนทางที่ห่างไกล เพื่อพวกเขาจะได้พบเห็นประโยชน์ต่าง สำหรับ พวกเขา และเพื่อ กล่าวพระนามอัลลอฮฺในวันที่เป็นรู้กันต่อสิ่งที่พระองค์ทรงประทาน เป็นริ ซกีของพวกเขาจากสัตว์เลี้ยง ดังนั้นพวกเจ้าจงกินส่วนหนึ่งของมัน และจงให้ เป็นอาหารแก่คนยากจนและคนอนาถา ภายหลังพวกเขาพึงขจัดสิ่งสกปรกของพวกเขา และพึง แก้บนของพวกเขาและพึงฏอว้าฟ อัลบัยติลอะตีก” (22:27-29)

อา ยาตอัลกุรอ่านที่ได้นำมากล่าวข้างต้นแจ้งให้เราทราบว่า อัลหัจญ์เป็นวายิบที่มุสลิม มุอฺมินทุกคนที่มีความสามารถทั้งทางกำลังร่างกาย กำลังทรัพย์ และความปลอดภัยในการเดินทาง จักต้องปฏิบัติครั้งหนึ่งใน ชีวิต ผู้ใดปฏิเสธว่าการทำหัจญ์ไม่ เป็นวายิบ หรือเป็นผู้ที่มีความสามารถ ตามคุณลักษณะดังกล่าวข้างต้น แต่ไม่ยอมปฏิบัติเพราะเหตุใด เหตุหนึ่งก็ตาม จงเลือกเอาเถิดว่าเขาจะตายใน สภาพของชาวยิวหรือชาวคริสต์

ใน อายาตต่อมาได้กล่าวถึงวิธีการทำหัจญ์โดยสรุป สำหรับผู้ที่มี ความประสงค์จะเดินทางไปประกอบพิธีหัจญ์หรือต้องการจะทราบโดย ละเอียด ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง สละเวลาเพื่อศึกษาให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้อง และนำไปปฏิบัติศาสนกิจประเภท นี้ให้ตรงกับที่บัญญัติศาสนาได้ระบุไว้

ใน ระยะเดือนหัจญ์ บรรดาพี่น้องมุสลิมที่มี โอกาสได้ตอบรับการเรียกร้องของอัลลอฮฺตะอาลา ก็นับได้ว่า เป็นผู้ที่ได้รับความโปรดปรานอย่างใหญ่หลวงจากพระองค์ จึงจำเป็นที่เขาจักต้องขอบ คุณต่อพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ให้มาก อย่าหลงลืมหรือกระทำตนเป็น ผู้เนรคุณต่อพระองค์เป็นอันขาด มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นบุคคล ที่พระองค์ทรงลืมเขาเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือความอวิชชาของเขานั่นเอง เขาก็จะไม่ได้ดำเนินชีวิต อยู่ในวิถีทางอันชอบธรรม เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วผลงาน ของเขาที่ได้ปฏิบัติมาแรมเดือนแรมปีก็จะพลอยสูญ เสียไปอย่างน่าเสียดาย

มุสลิม ทุกคนที่ได้มีโอกาสไปประกอบพิธีหัจญ์มาแล้วก็ดี ผู้ที่กำลังเตรียมตัวจะไปก็ ดี ย่อมรู้จักรุกุ่นต่าง ของการทำหัจญ์ แต่มีใครบ้างหรือถ้าจะมีก็ เป็นส่วนน้อยที่พิจารณาหรือตั้งข้อสงสัยแก่ตัวเอง เพื่อหาคำตอบที่จะนำพาตัวของ เราให้เกิดความศรัทธาอีมานต่ออัลลอฮฺตะอาลาให้ แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

บาง คนอาจจะถามว่าทำไมจึงต้องปฏิบัติศาสนกิจเช่นนี้ ซึ่งมีทั้งการสูญเสียเงินทอง และความยากลำบากนานาประการ? มีอะไรบ้างที่จะนำไปสู่ความใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ? มีความหมายอย่างไรหรือที่มนุษย์จะต้องไปยังทุ่งอะร่อฟาตด้วย เครื่องแต่งกาย แบบเดียวกันทุกคน เพื่อพำนักเพียงชั่วเวลา หนึ่งหรือเพียงชั่วโมงหนึ่ง หน้าที่ของเขาที่จะปฏิบัติ ที่นั้นก็คือ การปฏิบัติเช่นเดียวกับ กิจวัตรประจำวันของมนุษย์ เป็นการพอเพียงแก่เขาที่จะไป ยังทุ่งอะรอฟาตโดยเตรียมที่พัก เพื่อนอน กิน และปฏิบัติละหมาด เช่นเดียวกับที่ได้เคย ปฏิบัติมา เป็นการพอเพียงเช่นเดียวกัน ที่เขาจะปรากฏตัวอยู่ ส่วนหนึ่งส่วนใดของสถานที่ แห่งนี้ก่อนตะวันตกดินในวันที่ 9 ของเดือนซุลฮิ จญะฮฺ ถึงแม้เพียงเวลาไม่กี่นาที แล้วก็ออกไป ทั้งนี้เพราะการทำหัจญ์นั้น คือการพักอยู่ที่อะร่อฟะฮฺ (الحجُّ عَرَفَة)

ทำไม ทุกคนจึงต้องปฏิบัติศาสนกิจเช่นนี้ ทำไมจึงต้องไปค้างแรมที่มินาทุ่งที่คับแคบ และเนืองแน่นไปด้วยฝูงชน เพื่อประกอบอิบาดะฮฺ ? เรามีความเข้าใจอย่างไรต่อการพักแรมในสถานที่อันคับแคบเช่นนี้ ? ซึ่งเป็นการพำนักเช่นเดียวกันกับที่ทุ่งอะร่อฟาต แต่อาจจะเปลี่ยนเครื่องแต่ง กายมาเป็นแต่งกายธรรมดาแล้วก็แออัดกันไปยังสถาน ที่ขว้างเสาหิน มือที่ชูนับจำนวนไม่ถ้วน เพื่อขว้างเสาหิน 7 ครั้งก็เป็นอันเสร็จพิธีใน วันแรก แล้วเขาก็กลับที่พักด้วยความ สงสัยในการปฏิบัติศาสนกิจเช่นนั้น!

ต่อ จากนั้นก็ลงไป ซะ อฺยุ (สะแอ)ระหว่างเขา อัศ ศ่อฟากับอัลมัรวะฮฺเราได้เดินระยะทางระหว่างเขาทั้งสอง ทั้งไปและกลับรวม 7 เที่ยว การอิบาดะฮฺเหล่านี้เป็นสิ่ง สำคัญหรือว่าเป็นแต่เพียงการรำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งสำคัญ ?

เมื่อ เรารู้จักหรือมีความเข้าใจในการปฏิบัติศาสนากิจบางอย่างว่าเป็น สัญลักษณ์ชนิดหนึ่งของการ ปฏิบัติศาสนกิจในอดีตตั้งแต่สมัยของท่านนะบีอิบรอ ฮีม อะลัยฮิสสลาม ความเข้าใจของเราเช่นนี้ไม่ เป็นการพอเพียงที่จะทำให้การปฏิบัติดังกล่าวเป็น สัญลักษณ์และการอิบาดะฮฺ ซึ่งหมายถึงว่าอัลลอฮฺตะอาลา ก็ต้องยกโทษหรืออภัยโทษให้แก่เราเมื่อได้ ปฏิบัติเช่น นั้น ดังนั้นอะไรเล่าที่หมายถึง การกระทำอิบาดะฮฺที่จะลบล้างความผิดของมนุษย์ เสมือนกับวันแรกที่เขาคลอด ออกมาจากครรภ์มารดา ?

ที่ ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเป็นการพอเพียงละหรือที่เราจะยอมรับตามคำกล่าว ของบรรดานักปราชญ์ทางอิสลาม (อัลฟุก็อฮาอฺ) ที่ว่าเป็นการงาน ตะ อั๊บบุดีคือเป็นคำใช้ของพระองค์ที่เราจักต้องปฏิบัติโดยไม่ต้องถาม หรือเป็นเรื่องของพระองค์ เท่านั้นที่เราไม่สามารถจะหยั่งรู้ถึงความหมายแท้ จริงได้ เราต้องไม่ลืมว่าพระผู้เป็น เจ้าของศาสนาหรือผู้บัญญัติศาสนาย่อมมีเหตุผล และจุดมุ่งหมายอยู่เบื้อง หลังการบังคับที่ยากลำบากเช่นนี้ แน่นอนทีเดียวที่ผู้บัญญัติ ศาสนาจักต้องมีความมุ่งหมายจากการปฏิบัติศาสนกิจ ประเภทนี้ ซึ่งผลของมันคือการตอบแทน อย่างใหญ่หลวงขนาดที่ไม่มีการอิบาดะฮฺอื่นใดได้รับ ส่วนแห่งการตอบแทน เช่นเดียวกับ อัล หัจญ์เพราะผู้ใดที่ประกอบการหัจญ์แล้ว เขาไม่สมสู่และไม่ละเมิดแล้วเขาจะกลับ (สู่มาตุภูมิอย่างผู้สะอาด บริสุทธิ์) ประดุจดังวันที่มารดาของเขา ได้คลอดเขาออกมาก็ถ้าเช่นนั้นอะไรเล่าคือจุด มุ่งหมายอันแท้จริง ?

จาก ประสบการณ์ของผู้ที่ได้ประกอบพิธีหัจญ์มาแล้ว ขอให้เรามาพิจารณาถึงจุดมุ่ง หมายอันแท้จริงนอกเหนือไปจากการกล่าวรำลึกถึง อัลลอฮฺ และการหวนกลับไปรำลึกถึงความ หลังในอดีตของท่านนะบีอิบรอฮีม และบุตรของท่านคือท่านนะบี อิสมาอีล อะลัยฮิมัสสะลาม เราจะพบว่าจุดมุ่งหมายที่ สำคัญนั้นคือ การอด ทนและปฏิบัติตาม

การอด ทนต่อความยากลำบากจากการเดินทางการโยกย้ายจากสถานที่ที่เคยได้รับความ สุขสบาย และความอบอุ่นเพียบพร้อมไป ด้วยญาติพี่น้อง และสิ่งที่จะอำนวยความสะดวก ให้แก่เขาทุกกาลเวลา ไปยังสถานที่ที่แตกต่างกับ สิ่งที่เขาเคยอยู่และพักพิงอาศัยมาแต่ก่อน สถานที่ที่แห้ง แล้งเต็มไปด้วยโขดหิน มีแต่ความร้อนเกือบตลอดปี ดังนั้นผู้ที่เดินทางจะต้อง ประสบกับความยากลำบากนานาประการ ไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะบรรเทา ความหนักใจของเขาได้นอกจากความศ่อบัรฺอดทน การอดทนอย่าง แท้จริง อดทนต่อความหนาแน่นและการ เบียดเสียดของผู้คน อดทนต่อสภาพของผู้ที่แข่งขัน กันหาความสะดวกสบายเพื่อตัวเอง อดทนต่อความกลัวที่ไม่เคย ประสบพบเห็นมาก่อน อดทนต่อการพำนักอาศัยอยู่ใน นครมักกะฮฺ เมืองที่เต็มไปด้วยความดี เด่นนานาประการ แต่ต้องคับแคบเพราะความคับ คั่งของมวลมนุษย์ที่หลั่งไหลมาจากทิศทางต่าง อดทนต่อการพำนักอยู่ในสถาน ที่ที่ไม่เคยพำนักอยู่ หรือบางทีก็เกิดความไม่พอใจ ถึงแม้จะเป็นประเทศของตนก็ตาม อดทนต่อการแก่งแย่งและการก่อ เหตุร้ายนานาชนิด เพราะผลประโยชน์หรือการ ปฏิบัติซึ่งกันและกัน ไม่อาจเข้ากันได้จากผู้ที่ เดินทางมาจากทิศทางต่าง แม้กระทั่งชาวมักกะฮฺเองซึ่ง เฝ้าคอยฤดูกาลของการทำหัจญ์ เพื่อประกอบอาชีพหรือเพื่อ แสวงหาผลประโยชน์ในระยะนั้น

ดัง นั้น ถ้าเราพิจารณาดูทุก ขณะของความเบียดเสียดของผู้ คนในเวลาประกอบพิธีหัจญ์ตลอดจนบรรยากาศในระยะ นั้นแล้ว เราก็จะทวีความเข้าใจความ มุ่งหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำตรัสที่ว่า

(فَمَن فَرَضَ فِيهِنَّ الْحَجَّ فَلاَ رَفَثَ وَلاَ فُسُوقَ وَلاَ جِدَالَ فِي الْحَجِّ) (البقرة : 197 )

ความว่าดังนั้น ผู้ใดที่ได้ให้การทำหัจญ์จำเป็นแก่เขา ในเดือน เหล่านั้นแล้ว จะต้องไม่มีการสมสู่และไม่มีการละเมิด และไม่มี การทะเลาะวิวาทใด ในระหว่างการทำหัจญ์” (2:197)

และ เราก็จะเพิ่มความศรัทธาอีมานต่อพระผู้ทรงไว้ซึ่งภูมิปัญญา และรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ผู้ทรงบังเกิดมนุษย์มาแล้วก็ ให้ความเท่าเทียมกัน พระผู้ทรงหยั่งรู้ถึงสิ่งที่ ซ่อนเร้นอยู่ในทรวงอกของมนุษย์ทุกคน

นี่ คือการอดทน อดทนต่อความยากลำบากอดทนต่อ สภาพ และสิ่งที่ได้พบเห็น โดยมิได้เปิดปากพร่ำบนต่อ สิ่งไม่ดีงามที่ได้พบเห็นมาแก่ผู้ที่ยังไม่คยพบ เห็นมาก่อนแต่มีใครบ้างที่ สามารถปฏิบัติได้?

ความมุ่งหมายที่สำคัญอีก ประการหนึ่ง ก็คือ การ ปฏิบัติตามคือการยอมจำนนปฏิบัติตามคำใช้ของพระองค์โดยที่พระองค์มิได้เปิด เผยหรือชี้ แจงเคล็ดลับที่มีอยู่เบื้อง หลังงานนั้น เช่น การทำหัจญ์ เพราะการปฏิบัติงานชนิดหนึ่ง ชนิดใดซึ่งพระองค์เพียงแต่แจ้งให้ทราบว่าจะได้ รับการตอบแทนอย่างแน่นอน เราต้องมีความจงรักภักดี พร้อมทั้งมีความมั่นใจต่อพระผู้เป็นเจ้าแล้ว อันนี้นับได้ ว่าเป็นการแสดงออกซึ่งสัญลักษณ์แห่งการเป็นบ่าวที่ดีของพระองค์ ยอมอดทนต่อความยากลำบากนานา ประการ โดยที่เขาไม่ทราบเคล็ดลับ ซึ่งจะทำให้เขาได้รับส่วนดีจากความยากลำบากดัง กล่าว ดังนั้นเขาจึงมุ่งหน้าเข้า สู่ความยากลำบากนั้นด้วยความอดทน โดยหวังความโปรดปรานและ ยินยอมปฏิบัติตามด้วยความบริสุทธิ์ใจ

ด้วยเหตุดังกล่าวมาแล้วข้าง ต้น เราอาจกล่าวได้ว่า จุดมุ่งหมายอันยิ่งใหญ่ของ การหัจญ์ก็คือการปฏิบัติตามคำใช้ของพระองค์เพียงองค์เดียว ซึ่งพระองค์ก็ได้ให้สัญญาไว้ แล้ว นอกจากนี้ยังมีความหมายอันดี งามอื่นจากนี้อีกมากมาย ซึ่งผู้ที่ได้ผ่านการทดสอบมา แล้วจะประสบพบเห็นด้วยตัวของเขาเอง แต่จะมีใครบ้างที่พินิจ พิจารณาถึงความหมายของการทำหัจญ์แล้วนำมาปฏิบัติ เพื่อเป็นแนวทางแห่งการ ดำเนินชีวิตของเขาบ้าง?

นอก เหนือจากที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด เราจะต้องไม่ลืมว่าท่านร่อซู ลุลลอฮฺ ได้กล่าวย้ำและยืนยันหลังจาก ได้ปฏิบัติศาสนกิจทุกชนิดให้บรรดาศ่อฮาบะฮฺได้ เห็นเป็นตัวอย่างและยึดถือ เป็นแบบฉบับว่า

«خُذُواعَنِّي مَنَاسِكَكُم»

ความว่า ท่าน ทั้งหลายจงยึดเอาพิธีกรรมต่าง ของท่านจากฉันเท่านั้น

ดัง นั้น พึงทราบเถิดว่าการปฏิบัติ ศาสนกิจชนิดใดก็ตาม หากเรามิได้ยึดแนวทางของท่าน ร่อซูลุลลอฮฺ และบรรดาศ่อฮาบะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม เป็นแบบฉบับและบรรทัดฐานแล้ว แน่นอนทีเดียวกิจกรรมต่าง ที่เราได้เสียสละกระทำไปก็จะ ไม่บังเกิดผล และไม่เป็นที่รับรองว่าจะได้ รับการตอบแทน

ที่มา : หนังสือการทำหัจญ์และอุมเราะ ฮฺตามบัญญัติอิสลาม, อาจารย์อะหมัด ยูนุส สมะดี (ร่อหิมะฮุลลอฮฺ)

คัดลอกจาก: เว็บอิสลามอินไทยแลนด์ http://www.islaminthailand.org/dp6/?q=story/1178

1 ความคิดเห็น:

หัจญ์และบทบัญญัติของหัจญ์


อัล-กุรอานกล่าวว่า

การทำหัจญ์ในเดือนต่าง ๆ ที่รู้กันแล้ว ดังนั้น ผู้ใดปลงใจประกอบการทำหัจญ์ในเดือนเหล่านั้น (ต้องรู้ว่า) ในการหัจญ์ ไม่มีการสมสู่ ไม่มีการทำบาป และไม่มีการวิวาท และสิ่งใดจากการดีที่สูเจ้ากระทำ อัลลอฮฺ ทรงรู้ถึงสิ่งนั้น และจงเตรียมเสบียง แท้จริงเสบียงที่ดีที่สุดคือ การสำรวมตนจากความชั่ว และจงสำรวมตนต่อฉัน โอ้ ผู้มีปัญญาเอ๋ย, ไม่มีบาปแก่สูเจ้า ที่สูเจ้าแสวงหาความโปรดปราน (ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในการหัจญ์) จากพระผู้อภิบาลของสูเจ้า เมื่อสูเจ้าเคลื่อนออกจากอะเราะฟาด ดังนั้น จงรำลึกถึงอัลลอฮฺ ณ อัล-มัชอะริลฮะรอม และจงรำลึกถึงพระองค์ ดั่งที่พระองค์ได้ทรงนำทางสูเจ้า แน่นอน ก่อนหน้านี้สูเจ้าอยู่ในหมู่ผู้หลงทาง, หลังจากนั้น จงเคลื่อนออกไปยังแหล่ง (มินา) ที่ประชาชนเคลื่อนกันไป จงขออภัยต่ออัลลอฮฮ แท้จริงอัลลอฮฺ เป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ[1]

คำอธิบาย เสบียงที่ดีที่สุด

สิ่งที่โองการกล่าวถึงคือ บัญญัติเกี่ยวกับการหัจญ์ ต่อเนื่องจากโองการก่อนหน้านี้ พร้อมกับคำสั่งใหม่

1.อันดับแรกโองการกล่าวว่า การทำหัจญ์ในเดือนต่าง ๆ ที่รู้กันแล้ว จุดประสงค์ของเดือนต่าง ๆ คือ เดือนเชาวาล ซิลกะอฺดะฮฺ และซิลหิจญ์

2.หลังจากนั้นโองการกล่าวถึงบุคคลที่เริ่มหัจญ์ด้วยการสวมชุดอิฮฺรอมว่า ผู้ใดปลงใจประกอบการทำหัจญ์ในเดือนเหล่านั้น หลังจากครองอิฮฺรอมแล้ว (ต้องรู้ว่า) ในการหัจญ์ ไม่มีการสมสู่ ไม่มีการทำบาป และไม่มีการวิวาท และสิ่งใดจากการดีที่สูเจ้ากระทำ อัลลอฮฺ ทรงรู้ถึงสิ่งนั้น และจงเตรียมเสบียง แท้จริงเสบียงที่ดีที่สุดคือ การสำรวม

ด้วยเหตุนี้ ในช่วงเทศกาลหัจญ์จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการแสวงหาความสุขทางเพศ การทำบาป และการพูดจาโต้เถียงในเชิงของการทะเลาะวิวาท ไร้สาระ และด่าทอ เนื่องจากในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น เป็นช่วงโอกาสที่มนุษย์ต้องปรับสภาพตัวเอง ขัดเกลาจิตวิญญาณ และยกระดับจิตใจตน พร้อมกับตัดขาดจากปัญหาทางโลก เดินทางไปสู่โลกในอีกมิติหนึ่ง ขณะเดียวกันต้องสร้างพื้นฐานของความรัก ความเป็นเอกภาพ และความเป็นพี่น้องกันในหมู่มุสลิมให้มั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น ดังนั้น การกระทำทุกอย่างที่ขัดแย้งกับสิ่งเหล่านี้ จึงถูกห้ามปรามทั้งสิ้น

3.หลังจากนั้นโองการกล่าวถึงปัญหาด้านจิตวิญญาณของหัจญ์ และกล่าวถึงเรื่องความบริสุทธิ์ใจว่า สิ่งใดจากการดีที่สูเจ้ากระทำ อัลลอฮฺ ทรงรู้ถึงสิ่งนั้น

ประโยคดังกล่าวข้างต้นสร้างความอิ่มเอิบแก่หัวใจอย่างยิ่ง เนื่องไม่มีความสุขใดที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่า การที่ตนได้กระทำความดีงามต่อพระพักตร์ของพระผู้เป็นเจ้า โองการจึงกล่าวเน้นความสำคัญดังกล่าวว่า และจงเตรียมเสบียง แท้จริงเสบียงที่ดีที่สุดคือ การสำรวมตนจากความชั่ว และจงสำรวมตนต่อฉัน โอ้ ผู้มีปัญญาเอ๋ย

ประโยคดังกล่าวได้บ่งชี้ถึงความประณีตและความละเอียดอ่อนของแก่นแท้ของความ จริงว่า การหัจญ์มีประเด็นมากมายสำหรับการตระเตรียมเสบียงด้านจิตวิญญาณ ซึ่งต้องไม่ลืมเลือนสิ่งเหล่านั้น สถานที่ประการหัจญ์มีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญหลายแห่ง ภาพเหตุการณ์ที่ให้ชีวิตชีวา เมื่ออิบรอฮีม (อ.) แสดงความเสียสละ ด้วยการเชือดพลีบุตรชาย บ่งบอกถึงความจงรักภักดีที่มีต่อพระเจ้าได้อย่างดีเยี่ยม เป็นช่วงเหตุการณ์พิเศษที่แสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดที่มีต่อพระผู้อภิบาล ดังนั้น สำหรับผู้ที่ไปหัจญ์ด้วยจิตใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังศรัทธา และอุดมการณ์แล้ว เขาสามารถจิตวิญญาณใหม่ให้แก่ตนเองได้

โองการถัดมากล่าวถึงการขจัดความสงสัย และความผิดพลาดต่าง ๆ เกี่ยวกับหัจญ์ เนื่องจากในอดีตก่อนการมาของอิสลาม ถือว่าในช่วงเทศกาลหัจญ์ห้ามทำการค้าทุกประเภท หรือแม้แต่การับจ้างขนย้ายบรรดาผู้คนที่เดินทางมาประกอบหัจญ์ หรือขนย้ายเสบียงและสำภาระที่เตรียมมา ถ้าใครกระทำสิ่งเหล่านั้น พวกเขาถือว่า เป็นบาป และหัจญ์เสีย โองการข้างต้นประทานลงมาเพื่อบอกว่ากฎเกณฑ์ที่พวกเขากำหนดขึ้นมาไร้ค่าและ ไม่ถูกต้อง โดยกล่าวว่า ไม่มีบาปแก่สูเจ้า ในการแสวงหาความโปรดปราน (ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในการหัจญ์) จากพระผู้อภิบาลของสูเจ้า หรือทำบางอย่างและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ด้วยความยากลำบากของตน นอกเหนือจากนี้ บรรดานักแสวงบุญที่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศสามารถตกลงทำการค้า อันเป็นประโยชน์สำหรับสังคมอิสลาม ซึ่งการทำเช่นนี้นอกจากสถานภาพของตน สังคมจะแข็งแรงขึ้นแล้ว ยังเป็นการปรับสภาพตัวเองให้ทัดเทียมหรือเหนือกว่าศัตรู แต่ต้องรู้ว่าการค้าในช่วงเทศกาลหัจญ์ ต้องอยู่ในขอบข่ายของจริยธรรม และอิบาดะฮฺของหัจญ์ มิใช่สิ่งอื่นที่มีความสำคัญมากกว่าหัจญ์ ฮิชาม บุตรของฮะกัม กล่าวว่า ฉันถามอิมามซอดิก (อ.) เพราะเหตุใดพระเจ้าจึงกำหนดการหัจญ์ และเฏาะวาฟเวียนรอบกะอฺบะฮฺ อิมามกล่าวว่า พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา และทรงกำหนดการหัจญ์แก่พวกเขา ซึ่งครอบคลุมทั้งปัญหาศาสนา และปัญหาทางโลก พิธีหัจญ์มุสลิมทั่วโลกจากตะวันออกและตะวันตก เดินทางมารวมกัน เพื่อแสดงการรู้จักกัน ปรึกษาหารือปัญหาต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชาติเหล่านั้นตกลงทำการค้าซึ่งกันและกัน ซึ่งมีผลประโยชน์มหาศาลแอบแฝงอยู่

โองการถัดมา กล่าวสำทับในความหมายเดียวกันว่า จงเคลื่อนออกไปยังแหล่ง (มินา) ที่ประชาชนเคลื่อนกันไป รายงานกล่าวว่า เผ่ากุเรชในสมัยยุคโฉดเขลายึดถือความพิเศษของเผ่าตน อย่างไม่ถูกต้อง เช่น กล่าวว่า ในการหัจญ์เราต้องไม่ไปอาเราะฟะฮฺ เนื่องจากอาเราะฟะฮฺอยู่นอกฮะรัมมักกะฮฺ โองการข้างต้นจึงประทานลงมาเพื่อทำลายความคิดดังกล่าว และกำชับต่อบรรดามุสลิมว่า โอ้บรรดามุสลิมทั้งหลายสูเจ้าจงหยุดพักที่อาเราะฟะฮฺเถิด และจากที่นั้นทั้งหมดค่อยเคลื่อนไปสู่มัชอะริลฮะรอม และสู่มีนา

จากส่วนนี้ของโองการจะเห็นว่า โองการสั่งให้หยุด 3 ที่ กล่าวคือ อาเราะฟะฮฺ ซึ่งห่างจากมักกะฮฺประมาณ 20 กิโลเมตร หลังจากนั้นให้หยุดที่ มัชอะริลฮะรอม หรือ มุซดะละฟะฮฺ และหยุดที่ มีนา ซึ่งเป็นสถานที่เชือดพลี และขว้างเสาหิน และเปลื้องอิฮฺรอมสำหรับการหัจญ์

ประเด็นสำคัญ

สถานที่แรกที่หยุดในการหัจญ์

บรรดานักแสวงบุญทั้งหลาย เมื่อเสร็จสิ้นอุมเราะฮฺแล้ว ก็เตรียมตัวเข้าสู่การหัจญ์ ซึ่งในพิธีหัจญ์หลังจากอิฮฺรอมแล้วการกระทำแรกที่ต้องปฏิบัติคือ การหยุดพักที่ทุ่ง อะเราะฟะฮฺ เหตุที่เรียกว่าอะเราะฟะฮฺ ต้องการบอกว่า แผ่นดินบริเวณนี้เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำความรู้จักกับพระผู้อภิบาล และอาตมันบริสุทธิ์ของพระองค์ แน่นอนพลังดึงดูดใจเมื่อย่างก้าวเข้าสู่แผ่นดินนี้สำหรับผู้ที่เดินทางไป หัจญ์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ จะสัมผัสกับความรู้สึกดังกล่าวได้ทันที อันเป็นความรู้สึกที่ไม่มีภาษาใดสามารถอธิบายได้ นอกจากภาษาใจระหว่างตนกับพระผู้อภิบาลของตน บรรดานักแสวงบุญทั้งหมดสวมใส่เสื้อผ้าชุดเดียวกัน ทั้งหมดอยู่ในสภาพเดียวกัน นั่งอยู่บนพื้นทรายเหมือนกัน ทั้งหมดต่างหนีชีวิตที่สับสนวุ่นวายของโลก และวัตถุปัจจัย ไปอยู่ในอิกสภาพแวดล้อมหนึ่งภายใต้ท้องฟ้าที่ใสสะอาด บรรยากาศบริสุทธิ์ปราศจากมลภาวะของบาปกรรม ประหนึ่งได้ยินแต่เสียงรำพันสรรเสริญของญิบรออีล คลุกเคล้าด้วยเสียงแห่งวีรบุรุษ อิบรอฮีม เคาะลีล และเห่กล่อมด้วยเสียงที่เป็นอัมตะของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ซึ่งให้ความสุขแก่หัวใจเป็นอย่างยิ่ง บนพื้นดินบริสุทธิ์แห่งนี้ทำให้รำลึกถึงท้องทุ่งแห่งวันฟื้นคืนชีพที่ทุกคน ต้องมารวมกัน เพื่อรอการสอบสวน การนั่งบนแผ่นดินดังกล่าวนอกจากการรู้จักพระเจ้า การสรรเสริญพระองค์โดยพร้อมเพรียงกันแล้ว ยังทำให้มนุษย์รู้จักตนเอง ด้วยเหตุนี้ จึงตั้งชื่อแผ่นดินดังกล่าวว่า อะเราะฟะฮฺ

มัชอะริลฮะรอม สถานที่แห่งที่สองที่ต้องหยุดพัก

คำว่า มัชอัร มาจากรากศัพท์คำว่า ชุอูร ในค่ำคืนที่มืดมิด (ค่ำวันอีด) เมื่อบรรดานักแสวงบุญผ่านการอบรมตนเองที่ทุ่งอะเราะฟะฮฺแล้ว หลังพระอาทิตย์ตกดินทุกคนจะเคลื่อนไปสู่มัชอัร และค้างแรมอยู่จนถึง อะซานซุบฮฺ มัชอะริลฮะรอมเป็นตัวอย่างเล็ก ๆ ของการรวมตัวขนาดใหญ่ในวันฟื้นคืนชีพ แน่นอนว่าในสภาพบรรยากาศเข่นนั้น ความเงียบสงบของท้องทุ่งได้ปลุกอารมณ์ความรู้สึก ที่ซ่อนอยู่ภายใตัชุดอิฮฺรอมได้อย่างดียิ่ง สายตา และการเพ่งพินิจใหม่ที่เกิดจากความคิดและความรู้สึกด้านใน ทำให้รู้สึกว่าตนกำลังพบกับความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้บางประการ เสียงเต้นที่ดังมาจากก้นบึ้งของหัวใจได้ยินอย่างชัดเจน จึงเรียกแผ่นดินนี้ว่า มัชอะริลฮะรอม

0 ความคิดเห็น:

ประชาชาติที่ถูกทำลาย


ตัวอย่างประชาชาติที่ถูกทำลาย


0 ความคิดเห็น: