ข้อดีของการตั้งครรภ์สองครั้งในเวลาใกล้กัน



สิ่งที่ควรทำความเข้าใจเป็นอันดับแรกคือ ถ้าการตั้งท้องครั้งที่สองนี้เกิดขึ้นเร็วไปสักหน่อย ทำให้คุณไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นยินดีเหมือนครั้งแรก ก็อย่าเพิ่งรู้สึกผิดกับตัวเอง การมีทารกคนหนึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ ดังนั้นการต้องวางแผนครั้งใหม่ในเวลาใกล้ๆ กันจึงอาจทำให้คุณอดคิดไม่ได้ว่า "โอ๊ย! ไม่นะ"
อย่างไรก็ตาม การตั้งครรภ์ติดๆกันก็มีข้อดีหลายอย่าง คุณแม่หลายคนพบว่า ท้องครั้งที่สองมักง่ายกว่าครั้งแรก เพราะคุณอาจจะมีข้าวของเครื่องใช้สำหรับทารกพร้อมหมดแล้ว และคุณไม่กังวลกับวิธี การให้นม การเปลี่ยนผ้าอ้อม และ การดูแลทารกแรกเกิด การตั้งครรภ์สองครั้งในเวลาใกล้ๆ กันช่วยให้คุณวางแผนกลับมาทำงานได้ง่ายขึ้น คุณสามารถหยุดพักงานเพื่อเลี้ยงดูลูกน้อยทั้งสอง และก็กลับมาทำงานใหม่ได้ในเวลาที่เหมาะสม

อย่าลืมดูแลตัวเอง
ในฐานะคนเป็นแม่ คุณคงทราบดีว่าในช่วงนี้ คุณไม่มีเวลาทำอะไรมากนัก บางครั้งคุณอาจจะไม่สามารถทำอาหารในครัวเป็นชั่วโมงเหมือนก่อน แต่สิ่งสำคัญคือคุณต้องทานอาหารให้ครบทุกมื้อและ ทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างเต็มที่ด้วย โดยอาจเตรียมอาหารง่ายๆ ผลไม้ และผักสด ที่มีสารอาหารครบถ้วน
การมีลูกที่ต้องดูแลมักทำให้คุณแม่มักหลงลืมคำแนะนำด้านสุขภาพที่เคยปฏิบัติตามอย่างดีในช่วงแรกๆ ไป แต่อย่าลืมว่าหากกำลังตั้งครรภ์ คุณต้องให้เวลาเรื่องการรับประทานอาหารอย่างเคร่งครัด และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินเล่นในสวนสาธารณะพร้อมกับเข็นรถพาลูกน้อยไปด้วย หรือให้ทารกนั่งอยู่ในเก้าอี้ที่ปลอดภัยขณะที่คุณใช้เวลา ออกกำลังกายในช่วงตั้งครรภ์ นอกจากนี้ คุณจำเป็นต้องผ่อนคลายและพักผ่อนบ้าง และเลือกทำงานบ้านเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

การตรวจอัลตราซาวนด์คืออะไร
การตรวจอัลตร้าซาวนด์ที่สำคัญสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ที่โรงพยาบาลส่วนใหญ่ ได้กำหนดไว้มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิดคือ การตรวจอัลตร้าซาวนด์ในสัปดาห์ที่ 12 เพื่อคำนวณวันครบกำหนดคลอด ( Dating scan) และการตรวจอัลตร้าซาวนด์ในสัปดาห์ที่ 20 เพื่อหาความผิดปกติของทารกในครรภ์ ( Anomaly scan) สถานพยาบาลบางแห่งอาจตรวจอัลตร้าซาวนด์ในสัปดาห์ที่ 20 เพียงอย่างเดียวเป็นมาตรฐาน ในขณะที่สถานพยาบาลบางแห่งจะตรวจอัลตร้าซาวนด์ทั้ง 2 ชนิด
การตรวจครรภ์ส่วนใหญ่ที่กล่าวถึงในที่นี้เป็นการตรวจครรภ์โดยใช้คลื่นอัลตร้าซาวนด์ โดยแพทย์จะทาเจลลงบนท้องของคุณ จากนั้นจะใช้อุปกรณ์ขนาดเล็กสำหรับใช้มือจับซึ่งเรียกว่าทรานส์ดิวเซอร์ ( Transducer) เคลื่อนไปบนผิวหน้าท้องของคุณ ซึ่งจะส่งภาพของลูกน้อยในครรภ์ไปที่จอภาพ การตรวจอัลตร้าซาวนด์ในบางครั้ง แพทย์อาจขอให้คุณกลั้นปัสสาวะเอาไว้เพื่อให้มีน้ำเต็มกระเพาะปัสสาวะ เพื่อจะช่วยดันมดลูกไปข้างหน้าทำให้ได้ภาพที่ชัดเจนขึ้น
ประเภทของการตรวจอัลตร้าซาวนด์:
การตรวจอัลตร้าซาวนด์ในระยะแรกเริ่ม
หากคุณมีอาการปวดหรือมีเลือดออก เคยแท้งบุตรมาก่อนหน้านี้หรือเคยตั้งครรภ์นอกมดลูก ( Ectopic pregnancy) คุณอาจจะต้องรับการตรวจอัลตร้าซาวนด์ตั้งแต่เนิ่นๆ ในช่วงที่ตั้งครรภ์ได้ 6 - 10 สัปดาห์ เพราะในช่วงนี้ ลูกน้อยในครรภ์ยังมีขนาดเล็กมาก ดังนั้น เพื่อให้ได้ภาพที่ละเอียดชัดเจนมากที่สุด การตรวจครรภ์ในช่วงนี้ แพทย์จะใช้หัวอัลตร้าซาวนด์ขนาดเล็กสอดเข้าไปในช่องคลอดของคุณ
การตรวจอัลตร้าซาวนด์ชนิดนี้ มีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน แต่เป็นธรรมดาที่คุณอาจจะรู้สึกกังวลบ้างเล็กน้อย เพราะฉะนั้นขอให้ปรึกษากับพยาบาลผดุงครรภ์หรือสูติแพทย์ของคุณ ซึ่งทั้งสองท่านนี้จะช่วยตอบคำถามต่างๆ ของคุณได้ และขอให้จำไว้ว่าการตรวจนี้จะช่วยตรวจสอบว่าลูกน้อยในครรภ์มีสุขภาพสมบูรณ์ดี เพื่อคลายความวิตกกังวลระหว่างการตั้งครรภ์ลงให้มากที่สุด

การตรวจอัลตร้าซาวนด์เพื่อคำนวณวันคลอด
การตรวจอัลตร้าซาวนด์ในช่วง 6 - 12 สัปดาห์ เป็นการตรวจมาตรฐานในโรงพยาบาลส่วนใหญ่ การตรวจนี้จะช่วยให้คุณทราบวันครบกำหนดคลอดที่แน่นอน อีกทั้งยังช่วยทำให้ทราบรายละเอียดที่สำคัญหลายๆ ด้านอีกด้วย เช่น อายุของลูกน้อยในครรภ์ จำนวนลูกน้อยในครรภ์ การเต้นของหัวใจ ตรวจดูว่ามีสิ่งผิดปกติใดๆ ที่เห็นได้ชัดหรือไม่ ตรวจดูว่ารังไข่อยู่ในสภาพปกติดีหรือไม่
การตรวจจะใช้เวลาประมาณ 10 นาที โดยระหว่างนั้นภาพของลูกน้อยในครรภ์จะถูกถ่ายเก็บไว้ การได้เห็นลูกน้อยในครรภ์บนหน้าจอเป็นประสบการณ์อันน่าตื่นเต้น และคุณแม่ส่วนใหญ่มักจะรู้สึกตื้นตันใจ คุณจะได้รับภาพถ่ายของลูกน้อยกลับบ้าน ( โรงพยาบาลบางแห่งอาจคิดค่าบริการสำหรับภาพถ่าย ) ซึ่งคุณสามารถนำไปอวดคนที่คุณรักเพื่อร่วมแบ่งปันประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นนี้ได้ด้วย
การตรวจอัลตร้าซาวนด์เพื่อวัดความหนาของน้ำที่สะสมบริเวณต้นคอทารก ( Nuchal translucency scan;NT)
การตรวจอัลตร้าซาวนด์ชนิดนี้ เป็นการตรวจที่ไม่ลุกล้ำเข้าไปในร่างกาย ( non-invasive) และไม่มีอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์ โดยปกติจะเริ่มตรวจเมื่อตั้งครรภ์ได้ 11 ถึง 14 สัปดาห์ แต่โรงพยาบาลบางแห่งไม่เสนอการตรวจครรภ์ชนิดนี้ หากโรงพยาบาลของคุณไม่เสนอการตรวจครรภ์ชนิดนี้ คุณสามารถขอรับบริการตรวจครรภ์ชนิดนี้ด้วยตัวเอง การตรวจอัลตร้าซาวนด์เพื่อวัดความหนาของน้ำที่สะสมบริเวณต้นคอทารก เป็นการประเมินโอกาสเสี่ยงของกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม ( Down’s Syndrome) หรือความผิดปกติทางโครโมโซมอื่นๆ ของทารกในครรภ์ โดยจะประเมินจากอายุของว่าที่คุณแม่ ความหนาของน้ำที่สะสมบริเวณต้นคอของทารก กระดูกสันจมูกของทารกและผลการตรวจเลือด หากผลการตรวจชี้ว่าอาจมีโอกาสเสี่ยงสูง คุณอาจต้องรับการตรวจอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การตรวจน้ำคร่ำ ( amniocentesis test) เพื่อให้ทราบผลที่แน่ชัด ว่าที่คุณแม่และว่าที่คุณพ่อสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจชนิดนี้กับพยาบาลผดุงครรภ์หรือสูติแพทย์ได้

การตรวจครรภ์กลางไตรมาสที่สอง (ช่วง 4-6 เดือน)
หากเป็นไปได้ คุณแม่ควรเข้ารับการตรวจครรภ์กลางไตรมาสที่สอง (ช่วงครรภ์ 4 - 6 เดือน) ซึ่งการตรวจในระยะนี้ คุณแม่ส่วนใหญ่จะรู้สึกตื่นเต้น เพราะไม่เพียงแต่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับการตั้งครรภ์เท่านั้น แต่คุณแม่ยังจะได้เห็นรูปร่างหน้าตาของลูกน้อยที่ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย และคุณยังได้ทราบด้วยว่าลูกน้อยในครรภ์ของคุณเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ถ้าหากว่าคุณต้องการทราบเพศของลูกน้อยเมื่อตอนคลอดเพื่อความตื่นเต้น แพทย์ก็จะยังไม่เปิดเผยเรื่องนี้ให้คุณทราบ การตรวจนี้จะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที และโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะจำหน่ายรูปถ่ายจากการตรวจอัลตร้าซาวนด์ให้คุณ ถ้าคุณต้องการ
โดยปกติ การตรวจนี้จะทำในช่วงสัปดาห์ที่ 18 - 21 ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ตรวจความสมบูรณ์ของลูกน้อยในครรภ์ทั่วทั้งร่างกาย โดยแพทย์จะตรวจดูอวัยวะส่วนต่างๆ ต่อไปนี้
ศีรษะของเด็กเพื่อหาความผิดปกติของสมองหรือปากแหว่งเพดานโหว่
กระดูกสันหลังและท้องเพื่อดูว่าอวัยวะเหล่านี้จัดเรียงอยู่ในแนวเดียวกันและมีพัฒนาการที่เหมาะสมหรือไม่
ขนาดและรูปร่างของหัวใจของทารก
ท้อง ซึ่งควรอยู่ถัดจากหัวใจลงไป คุณอาจจะเห็นน้ำคร่ำบางส่วนที่ลูกน้อยของคุณกลืนเข้าไป ซึ่งจะดูคล้ายกับฟองอากาศสีดำในท้องของลูกน้อย
ไตและกระเพาะปัสสาวะของทารก
มือและเท้าทั้งสองข้างของทารก ถึงแม้ว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจจะไม่ถึงกับนับนิ้วมือนิ้วเท้าเด็กก็ตาม
รก สายสะดือและน้ำคร่ำ
วัดขนาดรอบศีรษะของทารก ท้องและกระดูกต้นขาเพื่อให้แน่ใจว่าอวัยวะต่างๆ เหล่านี้มีพัฒนาการที่สมบูรณ์เท่าเทียมกัน
หากมีสัญญาณของความผิดปกติใดๆ ขอให้คุณปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการตรวจครรภ์ชนิดอื่นๆ ต่อไป
การตรวจพัฒนาการของทารก
การตรวจอัลตร้าซาวนด์ชนิดนี้ เป็นการตรวจเพื่อดูว่าลูกน้อยในครรภ์ของคุณกำลังเติบโตและมีพัฒนาการที่แข็งแรงสมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งโดยปกติแล้ว แพทย์จะใช้วิธีการตรวจชนิดนี้ในกรณีที่มีความกังวลเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของลูกน้อย

การตรวจชนิดต่างๆ เพื่อดูแลสุขภาพของคุณและลูกน้อย
สิ่งสำคัญที่สุดที่พึงจำไว้ก็คือ ประมาณ 9 ใน 10 ของการตั้งครรภ์และการคลอดสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี การตรวจชนิดต่างๆ ระหว่างการตั้งครรภ์มีไว้เพื่อช่วยทำให้แน่ใจว่าความผิดปกติต่างๆ เท่านั้น หากมีสิ่งผิดปกติใดๆ จะได้ถูกตรวจพบโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อช่วยให้การดูแลรักษาคุณและลูกน้อยในครรภ์อย่างดีที่สุดระหว่างตั้งครรภ์ การตรวจบางอย่าง อาจฟังดูค่อนข้างซับซ้อน แต่นั่นเป็นการตรวจตามมาตรฐานสำหรับหญิงตั้งครรภ์ทุกคน
การตรวจน้ำคร่ำ
โดยปกติ การตรวจน้ำคร่ำจะทำในช่วงสัปดาห์ที่ 15-18 ของการตั้งครรภ์ การตรวจวินิจฉัยวิธีนี้เป็นการตรวจเพื่อดูว่าลูกน้อยของคุณมีกลุ่มอาการดาวน์หรือความผิดปกติทางโครโมโซมอื่นๆ หรือไม่ คุณมีแนวโน้มที่จะต้องเข้ารับการตรวจน้ำคร่ำ หากคุณมีอายุเกินกว่า 35 ปี เคยคลอดลูกที่มีความผิดปกติบางอย่าง หรือเครือญาติของคุณหรือสามีมีประวัติของความผิดปกติทางพันธุกรรม
นอกจากนี้ หากผลการตรวจเลือดหรือการตรวจอัลตร้าซาวนด์เพื่อวัดความหนาของน้ำที่สะสมบริเวณต้นคอทารก ชี้ว่ามีโอกาสเสี่ยงสูง คุณอาจต้องรับการตรวจน้ำคร่ำด้วยเช่นกัน ก่อนเริ่มทำการตรวจน้ำคร่ำ แพทย์จะทำการตรวจอัลตร้าซาวนด์เพื่อดูตำแหน่งของเด็กและรก และเพื่อคำนวณวันครบกำหนดที่แน่นอน จากนั้น แพทย์จะทำความสะอาดผิวหนังทั่วทั้งครรภ์และแทงเข็มขนาดเล็กเข้าไปในครรภ์ของคุณ จากนั้นแพทย์จะใช้กระบอกฉีดยาดูดตัวอย่างน้ำคร่ำรอบๆตัวทารกขึ้นมาเพื่อนำไปตรวจ ในระหว่างที่ทำการเจาะเพื่อดูดน้ำคร่ำ แพทย์จะคอยดูตำแหน่งของทารกและเข็มอย่างระมัดระวังผ่านเครื่องอัลตร้าซาวนด์
คุณแม่ส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารู้สึกอัดอัดมากกว่าเจ็บและรู้สึกปวดเหมือนปวดประจำเดือน การเจาะน้ำคร่ำจะใช้เวลาประมาณ 25 นาที และคาดว่าจะทราบผลภายใน 2 สัปดาห์
เป็นความคิดที่ดีที่คุณจะหาเวลาพักผ่อนสักสองสามวันหลังจากที่เข้ารับการเจาะน้ำคร่ำ และเตรียมหาคนช่วยดูแลลูกๆ ไว้ให้พร้อมในระหว่างนี้ ถ้าหากคุณมีลูกแล้ว
โดยปกติ การเจาะน้ำคร่ำเป็นวิธีการตรวจที่ค่อนข้างปลอดภัย และคุณแม่ส่วนใหญ่เห็นว่าประโยชน์ที่ได้รับจากการตรวจนี้ (ซึ่งสามารถวินิจฉัยความผิดปกติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้กับลูกน้อยในครรภ์) มีมากกว่าอันตรายที่อาจเกิดจากผลแทรกซ้อน อย่างไรก็ตาม การเจาะน้ำคร่ำมีความเสี่ยงอยู่บ้างเช่นกัน โดยพบว่าหญิงมีครรภ์ที่ได้รับการเจาะน้ำคร่ำ 1 ใน 200 ราย จะมีผลแทรกซ้อนหลังจากเจาะน้ำคร่ำซึ่งอาจส่งผลให้แท้งบุตรได้ ดังนั้น ควรพูดคุยกับพยาบาลผดุงครรภ์หรือสูติแพทย์ของคุณให้เกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนเสียก่อน ก่อนที่จะลงชื่อในหนังสือแสดงความยินยอม

การตรวจชิ้นเนื้อรก ( Chorionic villus sampling; CVS)
การตรวจชิ้นเนื้อรกเป็นวิธีการตรวจที่มักจะทำในช่วงไตรมาสแรก (ช่วงครรภ์ 1-3 เดือน) ซึ่งเป็นวิธีการตรวจที่ใช้แทนการตรวจน้ำคร่ำ ข้อแตกต่างที่สำคัญของการตรวจชิ้นเนื้อรกก็คือ การตรวจวิธีนี้ไม่สามารถตรวจพบภาวะเยื่อหุ้มไขสันหลังปิดไม่สนิทที่เรียกว่า Spina Bifida ได้ โดยปกติ หญิงมีครรภ์ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไปและมีประวัติของสมาชิกในครอบครัวที่เป็นโรคทางพันธุกรรมหรือเคยคลอดลูกที่มีความผิดปกติบางอย่าง ควรจะต้องตรวจชิ้นเนื้อรก ซึ่ง การตรวจจะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง และเจ็บกว่าการเจาะน้ำคร่ำเล็กน้อย ซึ่งแพทย์จะทำการเก็บเซลล์เนื้อเยื่อรกบริเวณรกของคุณเพื่อนำไปตรวจ
ภายหลังการเจาะชิ้นเนื้อรกเสร็จแล้ว คุณจะต้องพักผ่อนเป็นเวลา 2 -3 วันการเจาะชิ้นเนื้อรก ( CVS) มีโอกาสเสี่ยงเล็กน้อยต่อการแท้งบุตรเช่นเดียวกับการเจาะน้ำคร่ำ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณจะต้องซักถามข้อสงสัยและข้อวิตกกังวลใจต่างๆ กับสูติแพทย์ของคุณก่อนที่จะรับการตรวจ
การตรวจความทนทานของระดับน้ำตาลในเลือด ( Glucose tolerance tests)
ในช่วงครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ แพทย์อาจทำการตรวจคัดกรองเพื่อหาภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ซึ่งอาจพบได้ประมาณ 2 - 3 คน จากว่าที่คุณแม่ทั้งหมด 100 คน ว่าที่คุณแม่ส่วนใหญ่ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์จะมักจะมีอายุมากกว่า 35 ปี เป็นโรคอ้วน และเคยเกิดภาวะนี้ในการตั้งครรภ์ก่อนหน้านี้ และยังพบได้บ่อยในว่าที่คุณแม่ที่มีเชื้อสายชาวอินเดีย แอฟโฟร-คาริบเบียน หรือชาวตะวันออกกลาง วิธีการตรวจเลือดง่ายๆ นี้สามารถตรวจได้ว่าคุณมีภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์อยู่หรือไม่ ว่าที่คุณแม่จำนวนมากสามารถควบคุมภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ได้ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และการออกกำลังกาย และอาจจำเป็นต้องฉีดอินซูลินในบางครั้ง

การตรวจเลือดโดยทั่วไป
ระหว่างตั้งครรภ์ คุณอาจได้รับการตรวจเลือดค่อนข้างบ่อย แต่ไม่ต้องวิตกกังวล เพราะเป็นการตรวจเลือดทั่วไปสำหรับหญิงมีครรภ์ทุกคน ซึ่งจะตรวจสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้
ระดับธาตุเหล็ก: หากระดับของธาตุเหล็กในเลือดต่ำ คุณอาจรู้สึกเหนื่อยง่ายและเซื่องซึม คุณอาจลองเพิ่มเมนูอาหารที่มีส่วนผสมของผักใบเขียวและเนื้อแดงเพื่อช่วยเพิ่มพลังงานให้ร่างกาย ถ้าหากการเปลี่ยนเมนูอาหารยังใช้ไม่ได้ผล คุณอาจต้องรับประทานธาตุเหล็กชนิดเม็ดเพื่อป้องกันเป็นโรคโลหิตจาง เนื่องจากระดับธาตุเหล็กอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดช่วงตั้งครรภ์ ดังนั้น คุณต้องตรวจหาระดับธาตุเหล็กในเลือดซ้ำอีกครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ 28
หมู่เลือดและหมู่เลือด Rh: แพทย์จำเป็นต้องทราบหมู่เลือดของคุณเพื่อบันทึกไว้เป็นข้อมูลทางการแพทย์ และยังต้องทราบด้วยว่าเลือดของคุณเป็นหมู่เลือด Rh บวก (RH+) หรือหมู่เลือด Rh ลบ (RH-) เนื่องจากหมู่เลือดทั้งสองชนิดนี้ไม่สามารถเข้ากันได้ หากหมู่เลือดของคุณคือ RH- และลูกน้อยในครรภ์ของคุณมีหมู่เลือด RH+ อาจมีโอกาสเป็นไปได้ที่ร่างกายของคุณจะสร้างแอนติบอดี้ขึ้นมา เพื่อต่อสู้กับเซลล์เม็ดเลือดแดงที่เป็น RH+ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อลูกน้อยของคุณในระยะท้ายๆ ของการตั้งครรภ์ได้ ดังนั้น การทราบหมู่เลือดของคุณล่วงหน้าจะช่วยให้แพทย์สามารถลดโอกาสการเกิดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้
หัดเยอรมัน ( German measles หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า rubella) คุณแม่อาจจะเคยได้รับวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันในขณะยังเด็กแต่อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจเลือดชี้ว่าคุณแม่ไม่มีภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน คุณต้องหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้คนที่กำลังเป็นหัดเยอรมัน เพราะว่าหัดเยอรมันอาจเป็นอันตรายต่อลูกน้อยของคุณได้
โรคอื่นๆ: แพทย์จะตรวจเลือดของคุณเพื่อหาโรคไวรัสตับอักเสบบีและซิฟิลิส เนื่องจากโรคสองชนิดนี้เป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์ของคุณ นอกจากนี้ แพทย์อาจแนะนำให้คุณตรวจหาเชื้อเอชไอวี/เอดส์ด้วย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการตรวจหรือไม่ แต่คุณแม่ก็ ไม่ต้องวิตกกังวลกับการตรวจต่างๆ เหล่านี้ เพราะผลการตรวจทั้งหมดจะถูกปกปิดเป็นความลับและนำไปใช้สำหรับดูแลสุขภาพของลูกน้อยของคุณเท่านั้น
โรคสมองอักเสบจากเชื้อท็อกโซพลาสมา ( Toxoplasmosis): เชื้อท็อกโซพลาสมานี้เป็นปรสิตซึ่งติดมากับอุจจาระแมวและเนื้อที่ปรุงไม่สุก และอาจเป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์ของคุณ การตรวจหาโรคสมองอักเสบจากเชื้อท็อกโซพลาสมาไม่รวมอยู่ในการตรวจทั่วไป แต่คุณสามารถปรึกษากับสูติแพทย์ของคุณได้ หากคุณคิดว่าลูกน้อยของคุณอาจมีโอกาสเสี่ยง

การตรวจปัสสาวะ
แพทย์จะตรวจปัสสาวะของคุณระหว่างตั้งครรภ์เพื่อดู
โปรตีน ในปัสสาวะ โปรตีนในปัสสาวะอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อหรือการได้รับเชื้อ หรือหากพบโปรตีนในปัสสาวะร่วมกับอาการอื่นๆ อาจบ่งชี้ถึงภาวะครรภ์เป็นพิษได้ ซึ่งภาวะครรภ์เป็นพิษนี้อาจเป็นอันตรายทั้งต่อคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ สูติแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์ของคุณสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่คุณได้ หรือสามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับภาวะครรภ์เป็นพิษได้ที่นี่
การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ อาจก่อให้เกิดปัญหาในระยะสุดท้ายของการตั้งครรภ์ได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ซึ่งคุณแม่บางท่านอาจไม่ทราบว่าติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เนื่องจากไม่มีอาการใดๆ แต่สามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจปัสสาวะและสามารถรักษาได้โดยง่ายด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะ
น้ำตาล ในปัสสาวะอาจบ่งบอกถึงการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง หรืออาจเป็นเพียงเพราะว่าคุณเพิ่งรับประทานอาหารที่หวานจัด หากยังตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะซ้ำกันหลายครั้ง นี่อาจจะเป็นสัญญาณของเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ( gestational diabetes) ซึ่งอาจเป็นปัญหาสำหรับคุณแม่และลูกน้อยได้ แต่สามารถรักษาได้โดยง่ายด้วยการเปลี่ยนแปลงนิสัยในการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย

0 ความคิดเห็น:

เคล็ดลับ...กันแท้ง



ขอเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการ " แท้งบุตร" ซึ่งนับเป็นฝันร้ายของผู้หญิงทุกคนที่อยากจะเป็น "แม่" สักหน่อยเถิดครับ แต่ไม่ใช่การทำแท้งนะครับ เพราะคอลัมน์ของเราตั้งใจว่าจะเสนอเฉพาะเรื่องราวที่ดีงามและเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวันเท่านั้น ซึ่งก็คือการป้องกันการแท้งบุตรที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

เรื่องนี้มีคำถามมากมาย...ที่รอคำตอบที่ถูกต้องอยู่ อย่าปล่อยให้ความเชื่อผิดๆ ความเข้าใจผิดๆ รวมทั้งข่าวลือต่างๆ มาทำให้ชีวิตของคุณและคนที่คุณรักต้องจมปลักอยู่กับความผิดหวัง มาเตรียมตัวป้องกันการแท้งบุตรกันเถิด เตรียมพร้อมก่อนสมรส... เตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์

การไปตรวจสุขภาพร่างกายทั้งชายและหญิงก่อนจะใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน มีความสำคัญมาก เพราะสามารถที่จะเตรียมความพร้อมของสภาพร่างกายก่อนตั้งครรภ์ได้ นอกจากนี้ เพื่อตรวจดูว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีโรคร้ายที่จะถ่ายทอดทางการมีเพศสัมพันธ์จนอาจจะเป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์ไหม ถ้าเกิดการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อนขึ้นมา โรคที่เกิดจากแบคทีเรียบางชนิดและโรคที่เกิดจากไวรัสหลายชนิด มีผลทำให้การพัฒนาต่างๆ ของทารกในช่วง 3 เดือนแรกที่กำลังสร้างอวัยวะได้รับความกระทบกระเทือน จนสภาพร่างกายของทารกไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะเจริญเติบโตต่อไป จึงเกิดการเสียชีวิตไป เกิดภาวะครรภ์ไข่ฝ่อ หรือเกิดการแท้งบุตรในช่วงการตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์แรกได้ ซึ่งน่าเสียดาย เพราะถ้าตรวจพบก่อนเกิดการตั้งครรภ์ก็จะสามารถดูแลแก้ไขและรักษาให้หายได้ จนไม่เป็นภัยต่อการตั้งครรภ์ และไม่เป็นสาเหตุที่ป้องกันได้ของการแท้งบุตรอีกต่อไป

ยังครับ ยังไม่หมด ข้อดีของการเตรียมตัวก่อนสมรส และการเตรียมความพร้อมก่อนการตั้งครรภ์ เพราะคุณหมอยังสามารถตรวจหาภูมิต้านทานต่อโรค ที่เกิดจากหัดเยอรมัน ไวรัสตับอักเสบบี และสามารถให้ภูมิคุ้มกันโดยการฉีดวัคซีนให้ ในกรณีที่ไม่มีภูมิคุ้มกันมาก่อน การตรวจร่างกายฝ่ายหญิง ก็สามารถทราบได้ว่ามดลูกปกติไหม มีเนื้องอกอยู่หรือไม่ รวมทั้งมีการอักเสบในอุ้งเชิงกราน มีพังผืด หรือมีถุงน้ำของรังไข่หรือเปล่า ถ้าตรวจพบก่อน ก็สามารถรักษาให้หายก่อนการตั้งครรภ์ จนไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางการเกิดพยานรักของคู่ชีวิตทั้งสอง

สุขภาพของมารดา... สำคัญที่สุด

การมีสุขภาพดี หมายถึง การมีร่างกายที่สมบูรณ์ จิตใจที่แจ่มใสเบิกบาน และสามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข สุขภาพที่ดี เริ่มต้นที่บ้าน...ไม่ใช่โรงพยาบาล สุขภาพที่ดี เริ่มต้นจากตัวเอง...ไม่ใช่ให้หมอสั่ง สุขภาพที่ดี ต้องแสวงหา... ไม่ใช่ลอยมาเอง เรามาเริ่มต้นเตรียมตัวเป็นคุณแม่ ด้วยการเตรียมสุขภาพรับการตั้งครรภ์จะดีไหม เริ่มจากมีความรักให้แก่ตัวเองก่อน ให้ความรักแก่กันและกันในระหว่างสามีภรรยา เพราะความรักไม่ใช่หรือที่เป็นต้นตอของกำเนิดแห่งมนุษยชาติ มอบความรักให้แก่กัน มองโลกในแง่ดี คิดในทางบวก เพราะพลังอำนาจของความคิดสร้างสรรค์หรือการคิดในแง่ดีนั้น มีมากมายกว่าที่คุณคิดมากนัก โดยเฉพาะในเรื่องของการมีบุตร และการป้องกันการแท้งบุตร

รับประทานอาหารให้ครบถ้วนทุกหมวดหมู่ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสารเสพติดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ พยายามให้ได้แร่ธาตุและสารอาหารให้ครบถ้วน โดยเฉพาะแร่ธาตุโฟเลตที่มีมากในนมและผักสีเขียวเข้ม ซึ่งพบว่าช่วยป้องกันภาวะสมองและไขสันหลังพิการแต่กำเนิด รวมทั้งอาจช่วยลดโอกาสการแท้งบุตรลงได้

นอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง การเข้านอนแต่หัวค่ำจะทำให้ระบบการเจริญพันธุ์และฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์สามารถทำงานได้เต็มที่ จนเกิดการตกไข่ที่สมบูรณ์ และฝ่ายชายมีการผลิตตัวอสุจิที่สมบูรณ์เพียงพอที่จะเกิดการปฏิสนธิระหว่างไข่ของฝ่ายหญิงและตัวอสุจิของฝ่ายชาย จนเป็นตัวอ่อนที่มีสภาพสมบูรณ์มากพอที่จะไม่เกิดการแท้งบุตรขึ้น

พยายามมีบุตรในช่วงเวลาที่สภาพร่างกายพร้อมที่สุด ผู้หญิงนั้น ในช่วงอายุ 25-30 ปี จะเป็นช่วงเวลาที่เมื่อเกิดการตั้งครรภ์แล้ว จะได้บุตรที่มีสภาพสมบูรณ์และโอกาสเกิดการแท้งบุตรได้น้อยที่สุด หลีกเลี่ยงจากสภาพการทำงานที่หนักเกินควร โดยเฉพาะงานที่เคร่งเครียด เร่งรัดจนไม่มีเวลาพักผ่อน จริงอยู่ การทำงานหมายถึงการมีเงินทองมาจับจ่ายใช้สอย แต่อย่าให้เวลาที่มีคุณค่าในการมีบุตรต้องจากไป เพราะถ้าช่วงเวลานั้นผ่านพ้นไปแล้ว เงินทองเท่าใดก็ไม่อาจเรียกเวลานาทีทองที่จะมีบุตรกลับมาได้

ขจัดความเข้าใจผิด... ให้หมด ......

" อย่ามีอะไรกับแฟนเวลาตั้งท้องอ่อนๆ นะเธอ เดี๋ยวแท้ง ?" ไม่จริงหรอกครับ ถ้ากระทำด้วยความนุ่มนวล จนเกิดความสุขสมด้วยกันทั้งสองฝ่าย อาจจะช่วยผ่อนคลายให้หายเครียด และลดโอกาสการแท้งบุตรจากสาเหตุบางชนิดลงไปด้วยก็ได้... ใครจะรู้ ที่จริง ถ้าไม่เคยมีประวัติการแท้งบุตรมาก่อน ไม่ได้มีข้อห้ามในการมีเพศสัมพันธในระหว่างการตั้งครรภ์เลย ......

" แพ้ท้องมากๆ ระวังนะเธอ จะทำให้แท้งบุตร ? " แท้จริงแล้ว พบว่า การแพ้ท้องและอาเจียนส่วนใหญ่เกิดขึ้นเนื่องจากระดับของฮอร์โมนจากเนื้อรกที่เรียกว่า "เบต้าเอชซีจี" มีระดับสูง การที่ฮอร์โมนดังกล่าวมีระดับสูง จะช่วยให้รกเกาะมดลูกได้ดีขึ้น ช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตโรนจากเนื้อรกมากขึ้น ช่วยป้องกันการแท้งบุตรที่เกิดจากการที่รกฝังตัวไม่แน่นเสียอีก เชื่อไหมครับว่า ส่วนใหญ่แล้ว มารดาตั้งครรภ์ที่แพ้ท้องมากๆ ไม่ค่อยแท้งบุตรหรอกครับ ถ้าได้รับการดูแลอย่างดี และได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ มีแต่มารดาตั้งครรภ์มีอาการแพ้ท้องหายไปดื้อๆ ซิครับ อาจจะน่ากลัวกว่า ......

" ท้องที่แล้ว แท้งไป เพราะมดลูกไม่ดี เห็นเขาบอกกันว่า มดลูกคว่ำหลัง ที่ทำให้แท้งบุตรได้ง่าย ? " การที่มดลูกคว่ำ ไม่ว่าจะคว่ำหน้าหรือคว่ำหลัง หรือจะอยู่ตรงกลาง ก็เป็นตำแหน่งที่มดลูกสามารถที่จะอยู่ได้ โดยไม่ไปรบกวนต่อการตั้งครรภ์ จนเป็นสาเหตุของการแท้งบุตรแต่อย่างใดเลย เข้าใจนะครับ ......

" ถ้ามีเลือดออกทางช่องคลอด เป็นอาการว่าจะแท้งบุตรแน่นอน และถึงแม้ว่าจะรักษาได้ ลูกก็อาจจะพิการ ? " ที่จริงแล้ว การมีเลือดออกทางช่องคลอดนั้น เป็นอาการทางการแพทย์ ที่เรียกว่า แท้งคุกคาม ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแท้งบุตรเสมอไป และเลือดที่ออกเป็นเลือดของมารดาครับ ไม่ใช่เลือดของลูกน้อยในครรภ์... จึงไม่ควรตกใจมากเกินกว่าเหตุ โดยเฉพาะการแท้งบุตรในช่วง 12 สัปดาห์แรกนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่สมบูรณ์ของทารกในครรภ์ที่อาจจะมีสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์พอที่จะเจริญเติบโตไปเป็นทารกที่สมบูรณ์ได้ ในระหว่าง 12 สัปดาห์แรก เป็นช่วงระยะเวลาในการสร้างอวัยวะต่างๆ ของลูกน้อย ซึ่งถ้าร่างกายตรวจจับพบว่าไม่สมบูรณ์ ก็จะเกิดการขับทิ้งออกมา เป็นการแท้งบุตร ในขณะที่สาเหตุของการแท้งบุตร ส่วนใหญ่พอจะช่วยเหลือได้ แต่ประมาณ 1 ใน 3 อาจเกิดจากการไม่สมบูรณ์ของทารกในครรภ์ก็เป็นได้ ดังนั้นคงจะต้องเรียนว่า ถ้ามีอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดแล้ว ขอให้รีบไปพบแพทย์ ทำใจอย่าตกใจเกินกว่าเหตุ การเกิดความเครียดจนเกินไปไม่มีประโยชน์อะไรเลย นอกจากทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ถ้าแพทย์สามารถรักษาให้ตั้งครรภ์ต่อไปได้ แสดงว่าทารกในครรภ์มีความสมบูรณ์พอที่จะเจริญเติบโตต่อไป ก็ไม่ต้องกังวลว่าลูกจะไม่สมบูรณ์ แต่ถ้ารักษาไปแล้ว ลูกในครรภ์ฝ่อไปหรือแท้งไป ก็แสดงว่าลูกในครรภ์น่าจะมีความสมบูรณ์ไม่เพียงพอ หรืออาจจะมีความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งที่อาจจะไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ แบบนี้ก็คิดว่า เขาบุญน้อย...ก็แล้วกัน

จำไว้ว่า การมองโลกในแง่ดี การคิดในทางที่ดีต่อลูกน้อยในครรภ์ การคิดถึงเขาด้วยความรักความเข้าใจ ตั้งแต่เป็นลูกน้อยในครรภ์จะสามารถช่วยให้โอกาสการแท้งบุตรลดลงได้ไม่มากก็น้อย... นอกจากการปฏิบัติตัวและการเตรียมตัวก่อนการตั้งครรภ์แล้ว ดูแลสุขภาพกายและใจของคุณให้ดีนะครับ... เตรียมตัวเป็นคุณพ่อคุณแม่คุณภาพกันในอนาคต

0 ความคิดเห็น:

อาการแพ้ท้องเกิดจากอะไร



เชื่อกันว่าอาการแพ้ท้องเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย ซึ่งรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "HCG" (Human Chorionic Gonadotropin) ที่เพิ่มสูงขึ้น และประสาทรับกลิ่นมีความไวมากขึ้น แม้แต่สภาพอารมณ์หรือระดับความเครียดก็สามารถทำให้เกิดอาการแพ้ท้องได้เช่นกัน ดังนั้นคุณแม่จึงควรหาเวลาผ่อนคลายความเครียดให้มากๆ ถึงแม้ว่าอาการแพ้ท้องอาจทำให้คุณรู้สึกวิตกกังวล แต่หากคุณสามารถรับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ตามปกติ อาการแพ้ท้องก็จะไม่เป็นอันตรายกับลูกน้อยของคุณอย่างแน่นอน แต่หากคุณไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้เลยหรือรู้สึกเบื่ออาหารทุกชนิด ควรปรึกษาสูติแพทย์หรือพยาบาลผดุงครรภ์ของคุณพวกเขาสามารถช่วยคุณได้แน่นอน undefined
อาการแพ้ท้องจะคงอยู่เป็นระยะเวลานานเท่าใด
โดยส่วนใหญ่แล้ว อาการแพ้ท้อง จะหมดไปในช่วงเดือนที่ 3 ของการตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม อาการคลื่นไส้อาเจียนอาจเกิดขึ้นได้อีกตลอดช่วงตั้งครรภ์ เพียงแค่ได้กลิ่นบางอย่างที่ชวนให้คลื่นเหียนอาเจียน และแน่นอนว่ากลิ่นที่ชวนให้รู้สึกคลื่นเหียนอาเจียนก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน
มีวิธีการรักษาอาการแพ้ท้องให้หายขาดหรือไม่

วิธีการรักษาอาการแพ้ท้องที่ใช้ได้ผลมี ดังนี้
รับประทานของขบเคี้ยวง่ายๆ และไม่หวานมากทันทีที่คุณตื่นนอน เช่น บิสกิตหรือขนมปังกรอบจะช่วยได้อย่างมาก จากนั้น ให้นอนพักอีก 20-30 นาที ก่อนลุกออกจากเตียง
ในช่วงที่เหลือระหว่างวัน พยายามรับประทานครั้งละน้อยๆ แต่รับประทานบ่อยๆ ทานอะไรสักหน่อย ดีกว่าไม่ได้ทานอะไรเลยหรือซื้อของขบเคี้ยวมาเก็บไว้ เช่น ขนมปังกรอบหรือโยเกิร์ตไว้รับประทานเวลาหิว
อาหารที่มีโปรตีนหรือคาร์โบไฮเดรตสูงสามารถช่วยป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ เพราะฉะนั้น พยายามรับประทานอาหารทั้งสองชนิดนี้ร่วมกัน เช่น รับประทานไข่สุกกับขนมปังปิ้ง
ดื่มน้ำมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเปล่า น้ำผลไม้ นม ชาผลไม้ น้ำอะไรก็ตามที่คุณสามารถดื่มได้ น้ำขิงหรือชาขิงจะช่วยให้อาการคลื่นไส้อาเจียนลดลงและทำให้หายจากอาการแพ้ท้องได้ ที่สำคัญ อย่าลืมหาเวลาผ่อนคลายเพื่อกำจัดความเครียดที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน การพูดคุยกับว่าที่คุณแม่คนอื่นๆ ที่มีอาการแพ้ท้องเช่นเดียวกันก็สามารถช่วยผ่อนคลายได้

ทำไมคุณจึงรู้สึกเจ็บคัดเต้านม
การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกายจะทำให้เต้านมไวต่อความรู้สึกและมีอาการเจ็บคัดเต้านม เช่นเดียวกับอาการหลายอย่างที่มาพร้อมกับการตั้งครรภ์ ด้วยเหตุนี้เอง อาการเจ็บคัดเต้านมจึงเป็นอาการที่หญิงมีครรภ์ส่วนใหญ่มักบ่นถึงในช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ แต่อาการเจ็บนี้จะลดลงทันทีที่ร่างกายสามารถปรับสภาพกับระดับฮอร์โมนที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ได้แล้ว
ในบางครั้งอาการเจ็บคัดเต้านมอาจเกิดขึ้นเนื่องจากเต้านมของคุณมีขนาดใหญ่ขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว เพราะระหว่างการตั้งครรภ์ ขนาดของเต้านมของคุณอาจเพิ่มขึ้นอีก 2-3 คัพไซส์ หรือมากกว่านั้น เนื่องจากต่อมน้ำนมมีขนาดใหญ่ขึ้นและปริมาณเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงเต้านมก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและบางครั้ง การสวมชุดชั้นในที่มีขนาดไม่เหมาะสมก็อาจทำให้รู้สึกเจ็บคัดเต้านมได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นควรตรวจดูให้แน่ใจว่าชุดชั้นในที่คุณสวมใส่มีขนาดเหมาะสมหรือเปล่า

วิธีการจัดการกับอาการเจ็บคัดเต้านม
สาเหตุส่วนใหญ่ของอาการเจ็บคัดเต้านมมาจากฮอร์โมนซึ่งทำให้เต้านมมีขนาดใหญ่ขึ้น วิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้อาการเจ็บลดลงก็คือการสวมชุดชั้นในที่มีขนาดเหมาะสม ช่วยให้คุณรู้สึกสบายตัวมากขึ้นเมื่อสวมชุดชั้นในสำหรับใส่นอนระหว่างการตั้งครรภ์ในระยะแรกๆ
ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ส่วนมากจะมีบริการวัดขนาดที่เหมาะสมกับร่างกาย ซึ่งทางห้างก็ยินดที่จะวัดขนาดและช่วยเลือกว่าชุดชั้นในที่คุณเลือกนั้นเหมาะสมกับสรีระของคุณหรือไม่ อีกอย่าง เต้านมของคุณจะมีขนาดใหญ่ขึ้นได้ตลอดช่วงระยะเวลาตั้งครรภ์ ดังนั้นคุณอาจจะต้องซื้อชุดชั้นในที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อยในภายหลัง สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องการออกกำลังกาย สิ่งสำคัญที่ควรทราบอีกอย่างหนึ่งก็คือ เต้านมของคุณต้องการชุดชั้นในที่กระชับขึ้นอีกในขณะออกกำลังกาย ดังนั้น หากเป็นไปได้ คุณควรซื้อชุดชั้นในที่เหมาะสมสำหรับใส่ตอนออกกำลังกายด้วยเช่นกัน และอย่าลืมบอกคู่รักของคุณว่าบริเวณเต้านมของคุณนั้นไวต่อความรู้สึก เพื่อให้เขารู้ว่าคุณอาจไม่ต้องการให้เขาสัมผัสเวลาที่รู้สึกเจ็บคัดเต้านม

วิธีการจัดการกับความเหนื่อยล้าระหว่างตั้งครรภ์
การรับมือกับความเหนื่อยล้าระหว่างตั้งครรภ์อาจทำได้ยากสักหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระยะท้ายๆของการตั้งครรภ์ มีอยู่สองสามวิธีที่สามารถช่วยให้คุณรู้สึกเหนื่อยน้อยลงได้
หาเวลา 'พักผ่อน' สัก 20 นาที ในช่วงสายและช่วงบ่ายจะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นขึ้น
การพาดเท้าให้สูงขึ้นจะช่วยบรรเทาอาการบวมน้ำ ( fluid retention) และช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น
หากคุณรู้สึกเหนื่อยล้า การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่เหมาะสมยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อช่วยให้ร่างกายมีระดับภูมิต้านทานที่แข็งแรงอยู่เสมอ
อาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก เช่น ผักใบเขียว สามารถช่วยเสริมสร้างพลังงานในร่างกายได้อีกด้วย
พยายามหลีกเลี่ยงการพึ่งพาอาหารรสหวานเพื่อช่วยให้คุณไม่เหนื่อยง่าย มีแรงตลอดทั้งวัน
พยายามใช้เครื่องช่วยอำนวยความสะดวกทุกอย่างที่มี
หาเวลาพักผ่อน เช่าหนังมาดูสักเรื่อง ช็อปปิ้งทางอินเทอร์เน็ต ทำอะไรก็ได้ที่คุณอยากทำ
หรืออาจจะหยุดงานสักวัน เพราะคุณสมควรจะพักผ่อนบ้าง

0 ความคิดเห็น:

อาหารบำรุงครรภ์คุณแม่มือใหม่



เมื่อเราทราบว่ามีอีกหนึ่งชีวิตมาอยู่ในท้องก็ต้องหาอาหารมาบำรุงกันหน่อย แต่เราจะเลือกอย่างไรดีละ
วันนี้เราเลยมีสูตรมาบอกกันว่าควรจะเลือกอาหารอย่างไรเพื่อให้ดีกับลูกน้อยในครรภ์
อาหาร บำรุงครรภ์ เป็นอาหารที่ร่างกายต้องการเพื่อ ทำให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้อย่างเป็นปกติ เพื่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์และรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ สิ่งที่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ทุกคนมักจะนึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อรู้ตัวว่าตั้ง ครรภ์แล้วคือ จะหาอาหารอะไรมากินเพื่อบำรุงครรภ์ให้ลูกมีร่างกายที่แข็งแรง สติปัญญาเฉลียวฉลาด เลี้ยงง่าย โตเร็ว อาหารบำรุงครรภ์จึงเป็นหลักประกันที่สำคัญที่จะทำให้ตัวคุณแม่และลูกน้อยใน ครรภ์มีสุขภาพที่ดี สมบูรณ์ แข็งแรง อาหารบำรุงครรภ์จะมีอยู่ในอาหารที่เรากินอยู่เป็นประจำทุกวันซึ่งสามารถแบ่ง ตามประเภทของสารอาหารต่าง ๆ ได้ดังนี้

อาหารบำรุงครรภ์ประเภทที่ให้ คาร์โบไฮเดรต เป็นอาหารที่ร่างกายนำไปใช้เป็นพลังงานในการเจริญเติบโต อาหารบำรุงครรภ์ควรกินได้แก่ ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ รวมถึงขนมปังโฮวีส ธัญพืช ผัก ผลไม้ หญิงมีครรภ์ควรจะกินข้าวกล้องเป็นอาหารหลัก เพราะข้าวกล้องนอกจากจะให้พลังงานแล้วยังมีเส้นใยอาหาร เกลือแร่และวิตามินอีกด้วย

อาหารบำรุงครรภ์ประเภทที่ให้ไขมัน เป็นสารอาหารที่ใช้สำหรับพัฒนาการระบบประสาท ตา สมอง ผัวหนังและภูมิต้านทาน ชนิดของอาหารบำรุงครรภ์ที่ให้ไขมันได้แก่ ไขมันจากพืช(มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง)เช่น น้ำมันมะกอก งา ข้าวโพด ดอกคำฝอย เมล็ดทานตะวันและควรเสริมด้วยไขมันจากปลาเพิ่มเติมด้วย

อาหาร บำรุงครรภ์ประเภทที่ให้โปรตีน เป็นสารอาหารที่ร่างกายใช้ซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนที่สึกหรอ ฮอร์โมน เอนไซม์และภูมิคุ้มกันต่าง ๆ ของร่างกาย โปรตีนที่เหมาะสมกับคนที่กำลังตั้งครรภ์ได้แก่ ปลา เนื้อสัตว์ ไข่ โยเกิร์ต นมและผลิตภัณฑ์จากนม โปรตีนจากพืชเช่น ถั่ว งา ธัญพืช เป็นต้น

อาหาร บำรุงครรภ์ประเภทที่ให้วิตามินเอ ถ้าได้จากเนื้อสัตว์จะอยู่ในรูปของเรตินอล แต่ถ้าได้มาจากพืชจะอยู่ในรูปของเบต้าแคโรทีน ซึ่งมีอยู่ใน น้ำมันปลา ตับ พืชที่มีสีเหลืองและเขียวแก่ เช่น ฟักทอง คะน้า มะละกอสุก มะม่วงสุก เป็นต้น

อาหารบำรุงครรภ์ประเภทที่ให้วิตามินดี จะช่วยดูดซึมฟอสฟอรัส และแคลเซียมผ่านผนังลำไส้เพื่อไปสร้างเป็นกระดูกและฟัน อาหารที่มีวิตามินดี ได้แก่ ปลาที่มีไขมันมาก ไข่แดง เนย ตับและนม วิตามินดีสามารถได้จากอีกทางหนึ่งโดยการรับแสงแดดที่พอเพียง

อาหาร บำรุงครรภ์ประเภทที่ให้โฟเลต(กรดโฟลิก) จะช่วยเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยป้องกันการพิการตั้งแต่กำเนิดของทารก อาหารที่มีโฟเลตได้แก่ ยีสต์ ตับ ไต เห็ด ฟักทอง ผักใบเขียวหรือเหลืองเข้ม เช่น ส้ม มะม่วง มะละกอและ พีช

อาหาร บำรุงครรภ์ประเภทที่ให้แคลเซียม จะร่วมกับฟอสฟอรัสและแมกนีเซียมในการสร้างกระดูกและฟัน ช่วยในการแข็งตัวของเลือดและการทำงานของระบบกล้ามเนื้อ ระบบประสาท อาหารที่มีแคลเซียมสูงได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์จากนม ผักใบเขียวต่าง ๆ ปลาเล็กปลาน้อยที่กินได้ทั้งตัว

อาหารบำรุงครรภ์ประเภทที่ให้ไอโอดีน จะช่วยสร้างฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ การขาดไอโอดีนขณะตั้งครรภ์อาจทำให้แท้งหรือทำให้ทารกมีปัญหาเกี่ยวกับการ พัฒนาด้านสติปัญญาและสมอง อาหารที่มีไอโอดีนได้แก่ อาหารทะเลทั้งหลาย

อาหาร บำรุงครรภ์ จะให้ประโยชน์เต็มที่ก็ ต่อเมื่อต้องปรุงอย่างสะอาด ถูกหลักโภชนาการ มีความสดของอาหาร รู้จักเลือกกินอาหารให้หลากหลายเพื่อได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อทารกในครรภ์ อย่างครบถ้วน นอกจากนั้นเพื่อสุขภาพที่ดีของทารกในครรภ์และตัวคุณแม่ ควรงดสิ่งที่ให้โทษกับร่างกาย เช่น พฤติกรรมนอนดึก เหล้า บุหรี่ อาหารหมักดอง คาเฟอีน และพฤติกรรมการใช้ยาเพราะการใช้ยาบางชนิดอาจมีผลต่อ
ทารกในครรภ์ได้ อย่าลืมออกกำลังกายเบาๆ เพื่อสุขภาพที่ดีของทั้งแม่และลูกในครรภ์.



อาหารการกินสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

นับ เป็นโอกาสดีที่คุณแม่จะปรับปรุงนิสัยการกินของตนเองในช่วง 9 เดือน อาหารที่รับประทาน นอกจากต้องมีสารอาหารครบถ้วน ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ และน้ำ ยังต้องมีคุณค่าทางโภชนาการเพิ่มขึ้นด้วย ได้แก่
อาหารที่ให้โปรตีน เช่น ไข่ นม เนื้อสัตว์ และถั่วเมล็ดแห้ง ควรรับประทานไข่วันละ 1-2 ฟอง นมสดวันละ 1-2 แก้ว หรือเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นวันละ 3-4 ช้อนโต๊ะ ทั้งสัตว์บกและสัตว์ทะเล ซึ่งจะได้ธาตุไอโอดีนด้วย อาหารประเภทเต้าหู้และนมถั่วเหลือง ก็มีโปรตีนไม่แพ้เนื้อสัตว์เช่นกัน
อาหาร ที่ให้พลังงาน ได้แก่ ข้าว แป้ง น้ำตาล ไขมัน ควรรับประทานพอประมาณร่วมกับอาหารโปรตีน สตรีตั้งครรภ์ควรได้รับพลังงานมากขึ้นวันละประมาณ 300 แคลอรี่ และควรออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพราะอาหารที่ให้พลังงานอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังย่อยยากและทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อได้ง่าย
อาหารที่ให้ วิตามินและเกลือแร่ ควรรับประทานผักผลไม้ทุกวันสลับกันไป เพื่อจะได้วิตามินและกากใยอาหารเพื่อช่วยในการขับถ่ายด้วย เกลือแร่ที่สำคัญ ได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม เหล็ก สังกะสี และไอโอดีน
นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว น้ำจะช่วยละลายอาหารที่รับประทานให้เหลวขึ้น ซึ่งดีสำหรับทารก และช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นด้วย

ท้องที่โตขึ้นทุกวัน มักพาเอาอาการอีกหลายอย่างมาเป็นของแถม เช่น ปวดหลัง ตะคริว ท้องผูก ฯลฯ แต่อาการเหล่านี้ แก้ไขได้ค่ะ เพียงแค่เลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่า และหลีกเลี่ยงของแสลงบางอย่าง เท่านี้ก็ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้แล้ว

โลหิตจาง
ช่วง ที่ตั้งครรภ์ เม็ดเลือดแดงจะถูกสร้างเพิ่มขึ้น เพื่อนำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงร่างกายคุณแม่กับเจ้าตัวน้อย และยังต้องเผื่อการสูญเสียเลือดขณะคลอดอีกด้วย ถ้ารู้สึกเหนื่อย หน้าซีด มือเล็บซีด เป็นลมง่าย ก็น่าสงสัยว่าจะได้รับธาตุเหล็กน้อยไป
อาหารที่ ควรรับประทาน คืออาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น ตับ เนื้อไม่ติดมัน อาหารทะเล นม ไข่ งา ถั่วเหลือง ผักใบเขียว เช่น ผักบุ้ง ผักปวยเล้ง และมะเขือเทศ วิตามินซีช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น แต่ไม่ควรซื้อวิตามินสำเร็จรูปมากินเองนะคะ ปรึกษาคุณหมอที่ฝากท้องก่อนจะดีกว่า

ตะคริว
เป็นสัญญาณว่าร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ เพราะต้องแบ่งไปให้เจ้าตัวน้อยสร้างกระดูกและฟัน

วิธีแก้ไขก็คือ เพิ่มอาหารที่มีแคลเซียม เช่น นม กุ้งฝอย ปลาตัวเล็กๆ งาดำ ถั่วแดงหลวง ใบยอ ตำลึง

ปวดหลัง
เพราะ ต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้น แถมฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ ยังทำให้เส้นเอ็นยืดขยาย ข้อต่อต่าง ๆ คลายตัวหลวมมากขึ้น ความแข็งแรงของข้อลดลง จึงทำให้ปวดหลังได้ ต้องหมั่นทำหน้าเชิด ยืดไหล่ หลังตรงเข้าไว้ และไม่ควรใส่รองเท้าส้นสูง
อาหารที่ควรรับประทาน ได้แก่ น้ำมันปลาอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ช่วยลดอาการอักเสบของข้อกระดูกได้ ขิง ขมิ้น ช่วยบรรเทาปวดจากกล้ามเนื้อและข้ออักเสบ กะหล่ำดอก ผลไม้สดที่มีวิตามินซีสูง ช่วยทำให้สร้างมวลกระดูกได้ดีขึ้น

จุกเสียดยอดอก หรือที่เรียกว่า Heartburn
เกิด จากมดลูกขยายตัวไปเบียดกระเพาะอาหาร จนทำให้ใส่อาหารได้น้อย ย่อยช้า ท้องอืด ผสมกับการคลายตัวของกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่าง อันเนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลง ทำให้น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับมายังหลอดอาหาร
วิธีแก้ไข ก็คือ รับประทานอาหารครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและอาหารทอด กาแฟ น้ำอัดลม นม ช็อกโกแลต จะทำให้ท้องอืดมากขึ้น ส่วนน้ำขิง น้ำมะตูม ช่วยขับลม ช่วยย่อยอาหาร และแก้ลมจุกเสียด

ท้องผูก
ขณะตั้งครรภ์ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่คอยป้องกันมดลูกบีบตัวแรง กลับทำให้กล้ามเนื้อลำไส้ผ่อนคลาย และหดตัวน้อยไปด้วย ลำไส้จะเคลื่อนที่ช้าลง น้ำถูกดูดซึมกลับเข้าร่างกายจำนวนมาก ทำให้อุจจาระแข็ง เกิดอาการท้องผูกได้ ยิ่งถ้าเป็นเส้นเลือดขอดบริเวณทวารหนัก เนื่องจากน้ำหนักของมดลูกไปทับเส้นเลือดดำตรงนั้นพอดี ก็จะกลายเป็นริดสีดวงได้ง่าย ๆ
วิธีแก้ไขก็คือ รับประทานอาหารเป็นเวลา ดื่มน้ำมากๆ รับประทานผัก ผลไม้ และอาหารที่มีเส้นใยสูง ช่วยในการขับถ่าย เช่น รำข้าว ข้าวซ้อมมือ ขี้เหล็ก มะขาม ลูกพรุน ไม่ควรซื้อยาระบายมารับประทานเอง เพราะอาจเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ได้

แขนขาบวม
หากมี อาการบวมเล็กน้อย ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนท้อง เนื่องจากร่างกายมีการสะสมของน้ำเพิ่มขึ้น และยังเป็นอาการชวนสงสัยว่าคุณอาจจะมีความดันโลหิตสูง

วิธีแก้ไขคือ หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม ช็อกโกแลต และคาเฟอีน ส่วนกะหล่ำปลีและขึ้นฉ่ายฝรั่ง ช่วยลดความดันได้

นอนไม่หลับ
อาจเป็นความกังวล ขี้ร้อน รู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว

อาหาร ที่ช่วยได้ก็คือ นมอุ่น ๆ หรือน้ำขิง ก่อนนอน ช่วยให้หลับง่ายขึ้น อาหารที่มีโปแตสเซียมช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เช่น ส้ม ลูกพรุน กล้วย อะโวคาโด ผักปวยเล้ง ผักกาดหัว และแครอท ส่วนว่านหางจระเข้ช่วยให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า หากคุณนอนไม่พอ

อาการน่ารำคาญเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปเอง หันมาสนุกและมีความสุข รอเจ้าตัวน้อยลืมตาดูโลกดีกว่าค่ะ

ลูกฉลาดได้ด้วยการกิน
อาหาร เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยพัฒนาสมองของลูกน้อยวัยขวบปีให้มีศักยภาพได้ เพราะเด็กจะ มีสติปัญญา เฉลียวฉลาด และมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ได้นั้น ต้องได้รับประทาน อาหารหลักครบ 5 หมู่ทุกวัน และควร ได้รับประทาน สารอาหารในกลุ่มอาหาร สมองเป็นประจำ ซึ่งสารอาหาร สมองเหล่านี้จะได้แก่

กลุ่มอาหารสมอง
DHA ดีเอชเอ
แหล่ง สารอาหาร มีมากในปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลม่อน ปลาซาร์ดีน ประโยชน์ ช่วยในการพัฒนาสมอง โดยเฉพาะ ด้านการเรียนรู้ และความจำ

วิตามินบี 1
แหล่ง สารอาหาร มีมากในเนื้อหมู ข้าวซ้อมมือ ถั่ว งา ข้าวโพด กะหล่ำปลี คะน้า ผักกาดหอม และถั่วงอก ประโยชน์ ช่วยบำรุงระบบประสาท โดยเฉพาะ อย่าง ยิ่ง ปลายประสาท และยังช่วยใน การ หมุนเวียนโลหิต รวมทั้งสร้างเม็ด เลือดแดง ในร่างกายด้วย

วิตามินบี 2
แหล่งสารอาหาร มีมากในถั่วลิสง ถั่วเหลือง รำ แอปเปิ้ล คะน้า ผักกาด ผักใบเขียว และตับ ประโยชน์ ช่วยในกระบวนการเมทาโบลิซึม ของ สารอาหารให้ได้ เป็นพลังงานและบำรุงประสาท

วิตามินบี 6
แหล่งสารอาหาร มีมากในเนื้อสัตว์ ข้าวซ้อมมือ ถั่วเหลือง ข้าวโพด และถั่วต่าง ๆ ประโยชน์ ช่วยบำรุงประสาทเกี่ยวข้องกับความจำ บำรุง กล้ามเนื้อ ผิวหนัง และช่วยสร้างเม็ดเลือด

วิตามินบี 12 แหล่งสารอาหาร มีมากในเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์ จากสัตว์ ไข่ นม และปลา ประโยชน์ ช่วยสร้างเม็ดเลือด การทำงานของระบบประสาท และสมองเกี่ยวข้องในการสร้างฉนวนหุ้มใย ประสาท อันจะทำให้เซลล์ประสาท ทำงานได้อย่าง เป็นระบบ

วิตามินซี
แหล่งสารอาหาร มีมากในผลไม้ทีมีรสเปรี้ยว เช่น มะเขือเทศ กล้วย ส้ม ฝรั่ง กะหล่ำปลี และผักต่าง ๆ ประโยชน์ ช่วยให้วิตามินอีทำงานได้อย่างเต็มที่ใน การรักษา โครงสร้างเซลล์ประสาทและ สมองไม่ให้ถูกทำลาย จากสารอนุมูลอิสระ อันเนื่องมาจากมลพิษต่าง ๆ ทั้งยังช่วยเสริมภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย ไม่ให้ติด เชื้อโรคง่าย ๆ

เหล็ก
แหล่งสารอาหาร มีมากในเนื้อสัตว์ที่มีสีแดง เช่น เนื้อหมู รำข้าว ฟองเต้าหู้ ใบตำลึง ถั่ว และมะเขือพวง ประโยชน์ ช่วยสร้างเม็ดเลือด และสร้างฉนวนหุ้มใย ประสาท ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการทำงานของสมองและ สติปัญญา ของเด็ก


ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก โรงพยาบาลราษฎร์ยินดี
..............................................................................................................

1 ความคิดเห็น:

อาหารที่คุณแม่ควรรับประทาน



ระหว่างการตั้งครรภ์ ทารกในครรภ์จะได้รับสารอาหารทั้งหมดที่ต้องการในการเจริญเติบโตจากคุณแม่ ดังนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าคุณแม่และลูกน้อยมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงในช่วงเวลาอันน่าตื่นเต้นนี้ คุณแม่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและการได้รับสารอาหารครบทั้งห้าหมู่
ปิรามิดอาหาร
คุณแม่สามารถใช้ประโยชน์จากปิรามิดอาหารของเรา ในการตรวจสอบดูว่าคุณแม่ได้รับประทานอาหารในแต่ละหมู่ครบถ้วนเพียงพอที่จะทำให้สุขภาพแข็งแรงหรือไม่
เคล็ดลับน่ารู้สำหรับอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
เลือกอาหารที่หลากหลายจากอาหารในแต่ละหมู่เพื่อให้แน่ใจว่าคุณแม่ได้รับอาหารครบทั้งห้าหมู่
หากคุณแม่รู้สึกกังวลว่า ไม่ได้รับประทานอาหารครบหมู่ ขอแนะนำให้สอบถามสูติแพทย์และพยาบาลผดุงครรภ์เกี่ยวกับ อาหารเสริม
ทานอาหารมื้อหลัก 3 มื้อ และอาหารว่าง 2 - 3 ครั้งต่อวัน
พยายามทานผลไม้และผัก ซีเรียลธัญพืช และถั่วชนิดต่างๆ เพื่อเพิ่มปริมาณไฟเบอร์ในร่างกาย
ดื่มน้ำบ่อยๆ อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน
ดื่มเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ เช่น นมพร่องไขมัน น้ำผลไม้สด และซุป
ในแต่ละสัปดาห์ ควรรับประทานปลาที่มีไขมันหนึ่งส่วน และปลาไร้ไขมันหนึ่งส่วน (แต่ให้หลีกเลี่ยงปลาฉลาม ปลาดาบเงิน และปลากระโทงแทง)
ใช้น้ำมันพืชในการทำอาหาร เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันมะกอก และน้ำมันดอกทานตะวัน โดยใช้ในปริมาณที่ไม่มากเกินไป
จำกัดการรับประทานอาหารที่ผ่านกรรมวิธี หรืออาหารหมักดอง ซึ่งมักจะมีเกลืออยู่ในปริมาณมาก
ลดปริมาณคาเฟอีนที่คุณรับประทานลงให้น้อยกว่า 4 แก้วต่อวัน
จำกัดการทานของหวาน ของขบเคี้ยว เค้ก คุกกี้ ไขมัน น้ำมัน และน้ำตาล อาหารเหล่านี้ให้แคลอรี่ แต่ไม่ค่อยมีคุณค่าทางอาหารที่คุณแม่และลูกน้อยต้องการ การทานตามใจปากในช่วงนี้ จะทำให้คุณแม่กลับมามีรูปร่างเหมือนเดิมได้ยาก ดังนั้น พยายามหักห้ามใจ ไม่ทานของหวานพวกนั้นบ่อยเกินไป

อาหารและเครื่องดื่มที่ควรหลีกเลี่ยง
การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพระหว่างการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของอาหาร ที่ควรหลีกเลี่ยงและอาหารที่ควรรับประทาน อาหารบางชนิดอาจทำอันตรายต่อลูกน้อยและทำให้คุณแม่ป่วย ดังนั้น ความปลอดภัยของอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ โดยคุณแม่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงอาหารดังต่อไปนี้โดยเด็ดขาด
ไข่ดิบหรือไข่ที่ปรุงไม่สุกหรืออาหารที่ทำจากไข่เหล่านั้น โดยไข่ที่ทานได้ ควรผ่านการปรุงให้สุก ไม่ควรอยู่ในสภาพที่เป็นของเหลว
เนื้อหรือปลาที่ปรุงไม่สุก หรือเกือบดิบ โดยเนื้อที่ทานได้ต้องไม่มีสีชมพูเหลืออยู่
ปลาหรือเนื้อที่เสิร์ฟดิบๆ เช่น ซูชิ สเต็กบางชนิด ปลาแซลมอนรมควัน หอยนางรม
นมที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อและ เนยแข็ง
ตับบดหรืออาหารประเภทตับ โดยอาหารพวกนี้จะมีวิตามินเออยู่สูงมาก ซึ่งอาจทำอันตรายต่อลูกน้อย ของคุณ
อาหารที่ผ่านการปรุงบางชนิด เช่น สลัดมันฝรั่ง หรือโคสลอว์ บางครั้งอาจมีเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า Listeria อยู่เป็นจำนวนมาก
ก่อนจะรับประทาน ตรวจดูให้แน่ใจว่าอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารที่อุ่นซ้ำนั้นผ่านความร้อนทั่วถึงดีแล้วหรือยัง
ระมัดระวังการทานบาร์บีคิว เพราะเนื้อมักจะถูกวางทิ้งไว้ ก่อนจะนำมารับประทาน
ปลาดาบเงิน ปลากระโทงแทง และปลาฉลาม ปลาเหล่านี้มีสารปรอทตามธรรมชาติอยู่ในระดับที่อาจไม่ปลอดภัย ซึ่งอาจทำอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ ปลาทูน่าก็มีสารปรอทเช่นกัน คุณแม่จึงควรจำกัดปริมาณการรับประทานอยู่ที่กระป๋องขนาดกลาง (น้ำหนักไม่รวมน้ำ 140 กรัมต่อกระป๋อง) หรือเนื้อปลา 2 ก้อน (สูงสุด 170 กรัม ต่อก้อน) ต่อสัปดาห์
ควรหลีกเลี่ยงการทานถั่วลิสงระหว่างตั้งครรภ์และการให้นม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีประวัติการเป็นภูมิแพ้ในครอบครัว เช่น โรคหอบหืด โรคเรื้อนกวางหรือโรคแพ้ละอองเกสร
แอลกอฮอล์ การได้รับปริมาณแอลกอฮอล์มากเกินไป เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหามากมายกับลูกน้อยในครรภ์ โดยเฉพาะลูกอ่อนที่อายุน้อยกว่า 8 สัปดาห์ และแม้จะบริโภคแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อย ก็ยังอาจมีผลกระทบต่อการพัฒนาสมองของลูกในครรภ์ได้


สารอาหารหลักระหว่างการตั้งครรภ์
สารอาหารบางชนิดมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ คลิกชื่อสารอาหารที่คุณสนใจเพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติม
สารอาหารและวิตามินที่คุณแม่ต้องการระหว่างตั้งครรภ์
กรดไขมันโอเมก้า 3
กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันจำเป็นชนิดหนึ่งพบมากในปลาทะเลน้ำลึกเช่น ปลาแซลมอน
ปลาทูน่า ปลาอินทรีย์ ปลาซาร์ดีน และสัตว์ทะเลอื่นๆ เช่น กุ้ง นอกจากนี้ยังพบในปลาน้ำจืดบาง
ชนิดเช่นปลาสวาย ปลาช่อน ปลาดุก และในธัญพืช ถั่วเหลือง เมล็ดฟักทอง
การได้รับกรดไขมันโอเมก้า3 ระหว่างการตั้งครรภ์นั้นเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาระบบประสาท
และสมองของทารก เนื่องจากในกรดไขมันโอเมก้า3 มีกรดไขมันที่ชื่อDocosahexaenoic Acid
หรือ DHA เป็นส่วนประกอบ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง โดยเฉพาะด้านความจำและการ
เรียนรู้ นอกจากนั้นจากการศึกษายังพบอีกว่าการได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 ระหว่างการตั้งครรภ์จะทำให้ลูกน้อยฉลาดขึ้นด้วย

กรดโฟลิค
กรดโฟลิคช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น ความผิดปกติของกระดูกสันหลัง ที่เรียกว่า Spina Bifida ช่วงเวลาที่เหมาะจะรับประทานคือช่วง 2-3 เดือนก่อนคลอด และระหว่างระยะที่ 1 ของการตั้งครรภ์ (12 สัปดาห์แรก) ในช่วงเวลาดังกล่าว จำเป็นมากที่คุณแม่จะต้องรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์และครบห้าหมู่ พร้อมทั้งรับประทานกรดโฟลิค พร้อมทั้งคุณแม่สามารถเลือกอาหารที่มีกรดโฟลิคสูงมารับประทาน เช่น ผักที่มีสีเขียวอย่างบล็อคโคลี่ กระหล่ำปลี ฝักถั่วและเมล็ดถั่ว และผลไม้ เช่น ส้ม

ธาตุเหล็กและวิตามินซี
ธาตุเหล็กเป็นหนึ่งในสารอาหารหลักที่คุณแม่ต้องการตลอดเวลาในช่วงการตั้งครรภ์ เพราะเป็นสารสำคัญในการช่วยให้ออกซิเจนไหลเวียนไปกับเม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกน้อยในครรภ์ใช้ในการพัฒนาสมอง
หากขาดธาตุเหล็ก ลูกในครรภ์อาจจะไม่เป็นอะไร แต่ตัวคุณแม่เองจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคโลหิตจางซึ่งจะทำให้คุณแม่รู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลีย และไม่สบายตัว สูติแพทย์ของคุณแม่อาจแนะนำให้ทานธาตุเหล็กเป็นอาหารเสริม หรือไม่คุณแม่ก็ต้องแน่ใจว่าได้รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงอย่างเพียงพอ เช่น เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ ผลไม้แห้ง ซีเรียลธัญพืชและขนมปังธัญพืช และผักใบเขียว
ธาตุเหล็กจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี หากคุณแม่รับประทานผักหรือผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงไปพร้อมกัน ดังนั้น ให้ดื่มน้ำผลไม้ไปพร้อมกับการทานซีเรียล หรือทานผลไม้สดขณะที่กำลังเริ่มทานอาหารมื้อหลักเพื่อช่วยในการดูดซึมให้ดีขึ้น

วิตามินเสริมก่อนคลอด
คุณแม่สามารถเลือกทานวิตามินรวมที่ผลิตสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์หรือผู้หญิงใกล้คลอดโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยให้คุณแม่ได้รับสารอาหารที่ครบทั้งห้าหมู่เหมาะสำหรับการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์แข็งแรง โดยได้รวมเอากรดโฟลิค และธาตุเหล็กไว้แล้วด้วย
แต่ต้องดูให้แน่ใจด้วยว่า คุณแม่ได้เลือกเอาวิตามินรวมที่ทำขึ้นสำหรับคนใกล้คลอดหรือคนท้องเท่านั้น ไม่ใช่วิตามินรวมธรรมดาทั่วไป ซึ่งจะมีวิตามินที่ควรหลีกเลี่ยงอยู่ในปริมาณสูง

วิตามินเอ
อาหาร อย่างเช่น ตับบดและไส้กรอกตับ เป็นแหล่งของธาตุเหล็กที่ดี แต่ก็มีวิตามินเออยู่ในปริมาณสูง ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์หากรับประทานมากเกินไป คุณแม่ควรทราบไว้อีกด้วยว่า วิตามินเสริมบางตัวก็มีวิตามินเอในปริมาณสูง ดังนั้น ต้องเลือกทานอาหารเสริมที่ปลอดภัยสำหรับการตั้งครรภ์เท่านั้น สูติแพทย์สามารถช่วยแนะนำได้ในส่วนนี้
อย่างไรก็ตาม มีอีกรูปแบบหนึ่งของวิตามินเอซึ่งดีต่อหญิงตั้งครรภ์ นั่นก็คือแคโรทีน ซึ่งมีมากในพริกหยวกสีแดง เหลืองและส้ม ผลไม้เช่น มะม่วง แครอท มันฝรั่งหวาน แอพพริคอท มะเขือเทศ และผักวอเทอร์เครส

0 ความคิดเห็น:

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงระหว่างการตั้งครรภ์




คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารบางอย่างขณะตั้งครรภ์ เนื่องจากส่วนผสมหรือวิธีการปรุงของอาหารนั้นๆ ไม่เหมาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์ การที่จะเลือกว่าอะไรควรทานและอะไรควรหลีกเลี่ยงอาจจะทำให้คุณแม่รู้สึกสับสันสักเล็กน้อยแต่คำแนะนำและข้อมูลด้านล่างนี้จะช่วยให้คุณแม่เลือกอาหารว่างในมื้อต่อไปได้ง่ายและเหมาะสมมากขึ้น หากคุณแม่ไม่แน่ใจว่าอาหารประเภทไหนบ้างที่ควรหลีกเลี่ยง สามารถปรึกษาดูเม็กซ์แคร์ไลน์ของเราได้เสมอนะคะ
อาหารและเครื่องดื่มที่ควรหลีกเลี่ยง
การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพระหว่างการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของอาหาร ที่ควรหลีกเลี่ยงและอาหารที่ควรรับประทาน อาหารบางชนิดอาจทำอันตรายต่อลูกน้อยและทำให้คุณแม่ป่วย ดังนั้น ความปลอดภัยของอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ โดยคุณแม่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงอาหารดังต่อไปนี้โดยเด็ดขาด
ไข่ดิบหรือไข่ที่ปรุงไม่สุกหรืออาหารที่ทำจากไข่เหล่านั้น โดยไข่ที่ทานได้ ควรผ่านการปรุงให้สุก ไม่ควรอยู่ในสภาพที่เป็นของเหลว
เนื้อหรือปลาที่ปรุงไม่สุก หรือเกือบดิบ โดยเนื้อที่ทานได้ต้องไม่มีสีชมพูเหลืออยู่
ปลาหรือเนื้อที่เสิร์ฟดิบๆ เช่น ซูชิ สเต็กบางชนิด ปลาแซลมอนรมควัน หอยนางรม
นมที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อและ เนยแข็ง
ตับบดหรืออาหารประเภทตับ โดยอาหารพวกนี้จะมีวิตามินเออยู่สูงมาก ซึ่งอาจทำอันตรายต่อลูกน้อย ของคุณ
อาหารที่ผ่านการปรุงบางชนิด เช่น สลัดมันฝรั่ง หรือโคสลอว์ บางครั้งอาจมีเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า Listeria อยู่เป็นจำนวนมาก
ก่อนจะรับประทาน ตรวจดูให้แน่ใจว่าอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารที่อุ่นซ้ำนั้นผ่านความร้อนทั่วถึงดีแล้วหรือยัง
ระมัดระวังการทานบาร์บีคิว เพราะเนื้อมักจะถูกวางทิ้งไว้ ก่อนจะนำมารับประทาน
ปลาดาบเงิน ปลากระโทงแทง และปลาฉลาม ปลาเหล่านี้มีสารปรอทตามธรรมชาติอยู่ในระดับที่อาจไม่ปลอดภัย ซึ่งอาจทำอันตรายต่อระบบประสาทที่กำลังพัฒนาของลูกน้อยในครรภ์ ปลาทูน่าก็มีสารปรอทเช่นกัน คุณแม่จึงควรจำกัดปริมาณการรับประทานอยู่ที่กระป๋องขนาดกลาง (น้ำหนักไม่รวมน้ำ 140 กรัมต่อกระป๋อง) หรือเนื้อปลา 2 ก้อน (สูงสุด 170 กรัม ต่อก้อน) ต่อสัปดาห์
ควรหลีกเลี่ยงการทานถั่วลิสงระหว่างตั้งครรภ์และการให้นม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีประวัติการเป็นภูมิแพ้ในครอบครัว เช่น โรคหอบหืด โรคเรื้อนกวางหรือโรคแพ้ละอองเกสร
แอลกอฮอล์ การได้รับปริมาณแอลกอฮอล์มากเกินไป เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหามากมายกับลูกน้อยในครรภ์ โดยเฉพาะลูกอ่อนที่อายุน้อยกว่า 8 สัปดาห์ และแม้จะบริโภคแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อย ก็ยังอาจมีผลกระทบต่อการพัฒนาสมองของลูกในครรภ์ได้

0 ความคิดเห็น:

อาการเริ่มแรกของการตั้งครรภ์



1 การขาดประจำเดือน
ถ้าคุณเป็นคนที่ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ อาการปกติที่บ่งบอกได้ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์คือ ประจำเดือนไม่มาภายหลังปฏิสนธิได้ 2 สัปดาห์ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีประจำเดือนมา ไม่สม่ำเสมอ อาจเป็นสาเหตุอื่นก็ได้ที่ทำให้ประจำเดือนคุณขาดหายไป เช่นมีความ เครียดจากการทำงาน, มีความวิตกกังวลมาก หรือไม่สบาย ก็ไม่แน่ว่าคุณจะตั้งครรภ์ ในบางรายที่ตั้งครรภ์แล้ว อาจมีเลือดออกเล็กน้อยทางช่องคลอดในช่วงเวลาที่ครบรอบเดือน

2 เจ็บ ตึง คัดเต้านม
ขนาดของเต้านมจะเริ่มขยายขึ้น หัวนมเจ็บและไวต่อสิ่งสัมผัส มีเส้นเลือดดำสีเขียวๆ ปรากฏขึ้นที่บริเวณผิวหนังรอบเต้านม หัวนมมีสีคล้ำขึ้นและตั้งชู
3 ปัสสาวะบ่อยขึ้น
ฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์มีผลทำให้เลือดมาคั่งในเชิงกรานมาก เพื่อไปหล่อเลี้ยง ตัวอ่อนมากขึ้น ระบบปัสสาวะที่ต่อเนื่องถึงกันจึงได้รับผลกระทบไปด้วย กระเพาะปัสสาวะ จึงระคายเคืองและบีบตัวบ่อยขึ้น ทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย รวมทั้งต้องลุกมาเข้าห้องน้ำใน ตอนกลางคืนบ่อยๆ ด้วย

4 ท้องผูกกว่าปกติ

5 มีอาการตกขาวเล็กน้อย
มีมูกขาวๆ ออกมาจากช่องคลอด โดยไม่มีอาการแสบ หรือคันบริเวณช่องคลอดแต่อย่างใด

6 รู้สึกเหนื่อยง่าย อยากหลับตลอดเวลา
นอกจากตอนเย็นหลังเลิกงานแล้วยังเหนื่อยล้าในตอนกลางวันอีกด้วย อาการเช่นนี้ดีสำหรับคุณแม่ เพราะเท่ากับช่วยลดกิจกรรมต่างๆ ลงทั้งที่บ้านและที่ทำงาน จะได้พบปะเจอะเจอผู้คนน้อยลง หรือไม่ค่อยอยากเดินทางไปไหนมาไหน ช่วยให้คุณแม่ได้รับเชื้อโรคและสารพิษจาก สิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษน้อยลง

7 รู้สึกขมๆ เฝื่อนๆ มีรสชาติแปลกๆ ในปาก

8 รู้สึกเหม็น ทนไม่ได้กับบางสิ่งบางอย่าง
เช่น ควันบุหรี่, เหล้า, กาแฟ, อาหารที่มีไขมัน, กลิ่นเนื้อสด, ฯลฯ ผลของการตั้งครรภ์ทำให้จมูกคุณแม่ไว และตอบสนองต่อกลิ่นต่างๆ มากขึ้น บางคนได้กลิ่นอาหารที่เคยชอบก็อยากอาเจียน, บางคนแพ้ กลิ่นน้ำหอมที่ตัวเองเคยใช้เป็นประจำ, บางคนไปจ่ายตลาดเดินผ่านร้านขายเนื้อวัวสด, เนื้อหมู ไม่ได้เลย แค่เห็นก็ทนไม่ไหวแล้ว, บางคนแค่เปิดตู้เย็นเจอกลิ่นอาหารในตู้เย็นก็รู้สึกแย่ บางรายก็แพ้กระทั่งกลิ่นของสามีตัวเอง!

9 มีอาการแพ้ท้อง
เป็นอาการที่พบบ่อยมากจนเป็นสัญลักษณ์ของการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่มีอาการคลื่นไส้ อยาก อาเจียนหลังตื่นนอนในตอนเช้า บางรายอาจเป็นในช่วงเย็นๆ บางรายมีอาการต่อเนื่องกัน ตลอดทั้งวัน (แย่หน่อย) โดยเฉพาะตอนที่ท้องว่าง บางทีหิวแต่กินไม่ได้มาก ทำให้เกิด อาการวิงเวียนจะเป็นลม เนื่องจากมีน้ำตาลในเลือดต่ำ
10 กินอาหารไม่อร่อย หรืออยากกินของแปลกๆ
ฮอร์โมนที่เพิ่มระดับขึ้นในช่วงต้นของการตั้งครรภ์ ทำให้การรับรู้รสชาติของคุณแม่เปลี่ยน แปลงไป ทำให้รู้สึกกินไม่อร่อย ทั้งที่เป็นของที่เคยชอบมาก่อน บางทีอยากกินของแปลกๆ ที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมจึงอยากกิน

11 มีอารมณ์อ่อนไหวหรือแปรปรวนง่าย
ซึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลง บางครั้งได้ยิน ได้ฟังเรื่องเศร้าๆ ก็ร้องไห้ น้ำตาซึม หรือปล่อยโฮ ดูหนังเศร้าก็ร้องไห้เสียใจ โดยที่เมื่อก่อนไม่ใช่คนแบบนี้ ผู้หญิงบางรายอาจไม่มีอาการดังกล่าวนี้เลย แต่ก็ "ทราบ" ว่าตนเองตั้งครรภ์ ก็เป็นได้เช่นกัน

ตรวจการตั้งครรภ์
เมื่อสงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์ คุณควรตรวจด้วยตนเองหรือไปรับการตรวจจากแพทย์เพื่อยืนยัน ว่ากำลังตั้งครรภ์ให้ชัดเจน ซึ่งมีวิธีดังนี้

1 โดยการตรวจปัสสาวะ
คุณอาจตรวจด้วยตนเองก็ได้ โดยซื้อชุดทดสอบการตั้งครรภ์สำเร็จรูป ซึ่งมีขายตามร้านขายยาทั่วไป ชุดทดสอบนี้ประกอบด้วยสารละลายเคมี ซึ่งนำมาผสมกับน้ำปัสสาวะ 2-3 หยด แล้วเปรียบเทียบดูสีที่ เปลี่ยนไป เป็นการบอกว่าตั้งครรภ์หรือไม่ หากทำตามขั้นตอนอย่างถูกวิธี จะให้ผลที่ค่อนข้างน่า เชื่อถือ 90% การทดสอบเริ่มทำได้โดยการนำน้ำปัสสาวะของแรกที่ประจำเดือนไม่มาเป็นต้นไป ซึ่งอยู่ในระยะ 2 สัปดาห์หลังการปฏิสนธิมาทดสอบ ผลการทดสอบที่บอกว่าคุณกำลังตั้งครรภ์มัก ถูกต้องแม่นยำ ส่วนผลที่บอกว่าคุณไม่ตั้งครรภ์มักเชื่อถือได้น้อยกว่า ฉะนั้นคุณควรรออีก 1 สัปดาห์แล้วจึงทำการทดสอบอีกครั้ง หรือไปพบแพทย์เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์

2 การตรวจภายใน
ถ้าประจำเดือนขาดเกิน 1-2 เดือนแล้ว แพทย์อาจใช้การตรวจภายในเพื่อยืนยันการตั้งครรภ์ โดยช่องคลอดและปากมดลูกจะมีสีม่วงคล้ำ เพราะมีเลือดมาหล่อเลี้ยงจำนวนมาก และมดลูกโตจน คลำได้ชัดเจน การตรวจภายในยังช่วยสำรวจความผิดปกติว่ามีก้อนเนื้องอกที่มดลูกหรือรังไข่ได้อีกด้วย

0 ความคิดเห็น: