เราคือ“สตรีแห่งอิสลาม” หรือเปล่า?

บทบาท ของสตรีแห่งอิสลาม นั้นมีความสำคัญเทียบเท่ากับบทบาทของบุรุษ และหากมองดูตามสภาพความเป็นจริงแล้ว หน้าที่ความรับผิดชอบของพวกเธอนั้นยิ่งใหญ่กว่าบุรุษเสียอีก สถานะของเธอไม่ได้เป็นดั่งที่บรรดาสื่อตะวันตกกล่าวอ้างว่าพวกเธอนั้น “เป็นทาสที่ถูกล่ามโซ่” “ถูกกดขี่ทางจิตใจและความรู้สึก” หากแต่แท้จริงแล้ว สถานะของเธอนั้นมีเกียรติและมีความประเสริฐอย่างมาก

เป็น ที่ทราบกันดีในหมู่บรรดามุสลิมว่า “สังคมที่ดีงาม” และ “สังคมที่เลวทราม” นั้นมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตความประพฤติของบรรดาสตรีทั้งหลาย หากพวกเธอประพฤติดีมีศีลธรรม และดำเนินชีวิตตามคำสอนของอัลกุรอานและซุนนะฮฺแน่นอนว่า “สังคม” ย่อมสะท้อนให้เห็นถึง “ความดีงาม” ของเธอและหากว่าเธอประพฤติชั่วไร้ศีลธรรม และละทิ้งคำสอนของอัลกุรอานและซุนนะฮฺแน่นอนว่า “สังคม” ย่อมเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึง “ความชั่วร้าย” ในตัวเธอนั่นเป็นเพราะว่า “สตรี” มีอิทธิพลต่อการสร้าง “สังคม” ด้วยเพราะ “เธอ” คือ “ครู” คนแรกแห่งประชาชาติในอนาคต

สตรีแห่งอิสลาม คือผู้เป็นมารดา คุณครู ผู้รู้ พี่สาว ที่ปรึกษา เธอเปรียบเสมือน “มหาวิทยาลัยครบวงจร” และ “ผู้พัฒนาประชาชาติ”

ความ ลับแห่งความสำคัญนี้เกิดจากภาระและความรับผิดชอบอันน่าเหลือเชื่อที่วางอยู่ บนหน้าตักของเธอ อีกทั้งความยากลำบากมากมายที่เธอแบกรับไว้บนบ่า

ด้วย หลักการของศาสนาอันศักดิ์สิทธิ์นี้ “บรรดาสตรีแห่งอิสลามนั้น” มีความรับผิดชอบต่อการสั่งสอนอบรมบรรดาลูกๆ ของพวกเธอจนกระทั่งถึงวัยแรกรุ่น เธอมีหน้าที่ในการให้ความรู้ “นักเรียนของเธอ” (ลูกๆ) ในด้านฟิกฮฺ (บทบัญญัติศาสนา) หลักการศาสนา อัลกุรอาน จริยธรรม ศีลธรรม จรรยามารยาท เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ บรรดาสตรีจึงเป็นแบบอย่างสำคัญ และพวกเธอจำต้องปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องแนวคิด ทัศนคติ พฤติกรรม และการพูดจา

undefinedแทน ที่บรรดาสตรีเหล่านั้นจะมีความปรารถนาที่จะเป็นเช่น “ท่านหญิงมัรยัม ท่านหญิงคอดิยะฮฺ หรือท่านหญิงอาอิชะฮฺ (รอฎิยัลลอฮุ อันฮา)” หากแต่พวกเธอเหล่านั้นกลับปรารถนาที่จะเอาแบบอย่างจาก “บรรดาดารา นักร้อง ป็อบสตาร์” ที่ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นไม่มีความเคารพและเห็นคุณค่าของตัวเอง อีกทั้งยังกลายเป็น “ทรัพย์สินสาธารณะ” ให้ผู้คนได้มองดู หรือแม้แต่จับต้องได้ อย่างที่พวกเขาต้องการ

บรรดา พี่น้องมุสลิมะฮฺที่รัก เราลองถามตัวเราเองดูสิว่า ขณะนี้เรามีสภาพดังเช่น “มุสลิม” หรือเรามีสภาพดังเช่น “ผลผลิต” ของภาพยนตร์แห่งโลกตะวันตก/โลกตะวันออก??

แหล่งที่มา Are you a woman of Islam

0 ความคิดเห็น:

ประวัติการใช้ ผ้าคลุมผม และ หมวกกปิเยาะห์ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ก่อนพุทธศตวรรษ ที่ 11 การแต่งกายของชาวไทยมุสลิมในภูมิภาคนี้รับรูปแบบมาจากวัฒนธรรมของศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธ แต่เมื่อเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม ปรากฏว่าวัฒนธรรมใดที่ขัดกับหลักศาสนาอิสลามค่อยๆ ยกเลิกไป ดังเช่น การแต่งกายของชาวลังกาสุกะแต่เดิมจะคล้ายกับชาวอินเดีย คือ ชายนุ่งผ้าผืนเดียวใช้พันรอบตัว ชายผ้าด้านหนึ่งนำมาพาดไหล่เรียกว่าแบบ “โดตี”

สำหรับ การแต่งกายของชาวไทยมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีวิวัฒนาการมาตามลำดับ การแต่งกายบางแบบก็เลิกใช้แล้ว อย่างเช่นชุดกระโจมอกของผู้หญิงได้เลิกใช้มาประมาณ 80 ปีมาแล้ว ทั้งที่ในอดีตเคยเป็นที่นิยมทั่วไปสำหรับใส่อยู่กับบ้าน หรือออกงานนอกบ้านโดยใช้ผ้านุ่งเป็นผ้าสตือรอ (ไหม) เป็นถุงนุ่งยาวกรอมเท้า (ดูภาพที่1) ผ้ากระโจมอก มักใช้ผ้าแอแจ๊ะ (ผ้าไหมลายต่างๆ เช่น ลายคดกริชตามแนวนอน ลายมัดหมี่ หรือผ้าตลิโป๊ะ (ผ้าไหมลิโป้จากจีน) หรือผ้าปาเต๊ะ และผ้าคลุมผมมักใช้ผ้าป่านมีดอกสวยงาม หรือผ้าปลางิน (ผ้าแพรชนิดหนึ่ง ทำเป็นดอกดวงโต โดยการใช้ใบตองแห้งมัดแล้วย้อมสีพื้นของผ้า ผ้าชนิดนี้ ทำในปัตตานีสมัยก่อน) วิธีคลุมก็อาจคลุมโดยปล่อยชายทั้งสองข้างไว้ข้างหน้า หรือจะตลบชายข้างใดข้างหนึ่ง ให้พาดโอบไปข้างหลังก็ได้ ผู้ที่แต่งกายแบบนี้มักนิยมเกล้าผมมวยแบบโบราณ หรือปล่อยสยายลงมาเมื่ออยู่กับบ้าน (จิตติมา ระเด่นอาหมัด ,2529 :37 )

undefined
ภาพที่ 1 ในอดีตหญิงไทยมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แต่งกายชุดกระโจมอกเมื่ออยู่กับบ้าน
ซึ่งการแต่งกายแบบนี้ได้ยกเลิกไปเมื่อ 80 ปีมาแล้ว ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2540
ที่มา : จุรีรัตน์ บัวแก้ว, 2540 : 194.

งาน วิจัยนี้จะกล่าวเน้นเฉพาะเรื่องผ้าคลุมผมและหมวกกปิเยาะห์เท่านั้น สำหรับผ้าคลุมผมเรียกว่า ฮิญาบ (Hijab) มาจากภาษาอาหรับว่า ฮายาบา (Hayaba) แปลว่า การอ่อนน้อมถ่อมตน ความสงบเสงี่ยม ซึ่งหมายถึงผู้ที่สวมผ้าคลุมผมแล้วมองดูสุภาพและสงบเสงี่ยม ดังปรากฏหลักฐานอยู่ในคัมภีร์กุรอาน บทที่ 24 อายะฮฺที่ 30-32 (“Hijab”. http:www.Islamiclifestyle.com/Hijab.htm 18 สิงหาคม 2548) เนื้อผ้าที่ใช้ในการผลิต ผ้าคลุมผมมีหลายชนิด เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าใยสังเคราะห์ ผ้าไหม ชีฟอง เป็นต้น ผ้าคลุมผมมีหลากหลายรูปแบบแตกต่างกัน เพราะสตรี ในแต่ละประเทศมีวิธีการใช้ผ้าคลุมผมในรูปแบบที่แตกต่างกัน บางประเทศมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่บางประเทศยังคงอนุรักษ์แบบเดิมไว้

อย่าง ไรก็ตาม ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าหญิงในบริเวณสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เริ่มมีการใช้ ผ้าคลุมผมเมื่อใด พบเพียงหลักฐานเป็นภาพถ่าย การแต่งกายของคหบดีเมืองปัตตานี ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่สวมเสื้อตัวยาว แขนยาว นุ่งผ้าตาหมากรุก ห่มสไบแล้วเกล้ามวยต่ำ ส่วนคนรับใช้กระโจมอก นุ่งผ้าถุงผ้าตาหมากรุกและยังไม่มีการใช้ผ้าคลุมผม (ดูภาพที่ 2)

นอก จากนี้ ยังพบภาพถ่ายการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เมือง ปัตตานีนั้น เริ่มมีการใช้ผ้าคลุมผมสตรีบ้างแล้ว (ดูภาพที่3) แต่จากภาพถ่ายที่ประชาชนมารอรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว ก็ไม่ปรากฏให้เห็นว่ามีการใช้ผ้าคลุมผมสตรีแต่อย่างใด (ดูภาพที่ 4)


ภาพที่ 2 การ แต่งกายของคหบดีเมืองปัตตานีในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังไม่มีการใช้ผ้าคลุมผมแต่นำมาห่มเป็นผ้าสไบ ที่มา : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ท่าวาสุกรี กรุงเทพฯ


ภาพที่ 3 ราษฎร มารอรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พลับพลาเมืองปัตตานี สังเกตการแต่งกายของหญิงมีทั้งนุ่งผ้ากระโจมอก มีจำนวนน้อยที่ใช้ผ้าคลุมผม ชายสวมเสื้อ นุ่งผ้าตาหมากรุก บางรายใช้ผ้าโพกศีรษะ
ที่มา : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ท่าวาสุกรี กรุงเทพฯ อ้างถึงใน สุจิตต์ วงษ์เทศ, 2547 :54



ภาพที่ 4 ชาว เมืองปัตตานีจัดขบวนแห่บุงอซิเฆะ(บุหงาสิเระ)ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2472 หญิงนุ่งผ้าถุง สวมเสื้อและใช้ผ้าคล้องคอไม่ใช้ผ้าคลุมผม ส่วนชายสวมเสื้อคอปิด แขนยาว นุ่งผ้าปาลิกัต สวมหมวกซอเก๊าะและบางคนโพกผ้าทับหมวกกปิเยาะห์
ที่มา : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ท่าวาสุกรี กรุงเทพฯ อ้างถึงใน สุจิตต์ วงษ์เทศ, 2547 : 60

อย่าง ไรก็ตาม สันนิษฐานว่าผู้หญิงมุสลิมน่าจะมีการใช้ผ้าคลุมเรื่อยมา แต่ใช้ในหลายลักษณะได้แก่ พาดไหล่ คลุมไหล่ คลุมศีรษะ ปิดผมบางส่วนและปิดผมทั้งหมด จนกระทั่งถึงสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2481 ได้แถลงนโยบายสำคัญคือการนำประเทศไทยเข้าสู่ความเป็นอารยะ ซึ่งรัฐบาลได้วางแนวทางในการปฏิบัติที่สำคัญ 3 ประการคือ การสร้างความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ การสร้างความเป็นปึกแผ่นของชาติ และ การสร้างวัฒนธรรมอันดีงาม

สำหรับ นโยบายการสร้างชาติทางวัฒนธรรมนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศโดยเฉพาะ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผู้หญิงนุ่งผ้าโสร่งและคลุมผมตามประเพณีนิยมของผู้นับถือศาสนาอิสลาม ข้าราชการท้องถิ่นได้รับคำสั่งให้ชักจูงผู้หญิงมุสลิมเปลี่ยนเป็นนุ่งผ้าถุง แบบไทย กระโปรงแบบฝรั่ง และสวมหมวกแทนผ้าคลุมผม จากคำสั่งส่วนกลางดังกล่าว กรมการจังหวัดปัตตานีได้รายงานกลับมาว่า ในชั้นแรกชาวไทยมุสลิมไม่ยอมเปลี่ยนแบบเครื่องแต่งกาย จึงต้องเรียกประชุมชี้แจงว่าผู้ที่แต่งกายแบบเดิมจะไม่ได้รับความสะดวก ในการติดต่อกับราชการ (สุวดี ธนประสิทธิ์พัฒนา, 2542 :116 ) (ดูภาพที่ 5)


ภาพที่ 5 ภาพ โฆษณาให้ประชาชนในภาคใต้ปรับปรุงการแต่งกายตามแบบที่รัฐบาลยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม อ้างว่าจะทำให้ไทยเป็นประเทศอารยะตามแบบตะวันตกเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2484
ที่มา : นันทิรา ขำภิบาล, “นโยบายผู้หญิงสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม พ.ศ. 2481-2487 อ้างถึงใน สุวดี ธนประสิทธิ์พัฒนา, 2542 :117

จาก ภาพโฆษณาที่รัฐบาลชักชวนให้ประชาชนที่ต้องออกไปในที่ชุมชน อย่าเปลือยกายท่อนบนหรืออย่าใช้ผ้าคาดอก อย่าสวมเสื้อชั้นในตัวเดียวหรือทูนของบนศีรษะ แต่ให้ผู้หญิงไว้ผมยาว สวมเสื้อชั้นนอกให้สะอาดเรียบร้อยและนุ่งผ้าสิ้น (ผ้าถุง) ผลปรากฏว่านโยบายการสร้างชาติทางวัฒนธรรมนี้ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้หญิงมุสลิมอย่างมาก เพราะต้องหันมาปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล หญิงมุสลิมที่เป็นสามัญชนไม่มีเงินตัดเสื้อ กระโปรงตัวใหม่ รองเท้า หมวกและกระเป๋า ก็ไม่สามารถออกไปทำธุระนอกบ้าน ต้องใช้วิธีการหยิบยืมเสื้อผ้าจากญาติพี่น้อง ดังนั้น ผู้ที่มีเสื้อผ้าตามที่รัฐบาลโฆษณามักเป็นผู้ที่มีฐานะดี เช่น ครอบครัวคหบดี ข้าราชการ เป็นต้น

จาก การสัมภาษณ์นางนิรอเมาะห์ ระเด่นอาหมัด อายุ 79 ปี (สัมภาษณ์,วันที่ 14 สิงหาคม 2548 ) ซึ่งเป็นครอบครัวข้าราชการเล่าว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2487 ท่านพร้อมเพื่อนสาวซึ่งมีสามีเป็นข้าราชการอยู่แผนกเดียวกันที่ศาลากลาง จังหวัดปัตตานี หลังจากท่านได้แต่งงานตามหลักศาสนาอิสลาม ฝ่ายสามีได้ปฏิบัติตามนโยบายรัฐนิยม เรื่องการจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงนัดแนะให้ภรรยาทั้งคู่ไปพบที่ศาลากลางจังหวัดปัตตานี เพื่อจดทะเบียนสมรส ทั้งคู่จึงขี่จักรยานคนละคันโดยแต่งตัวตามแบบรัฐนิยม คือ นุ่งผ้าถุงจีบให้พองๆ คล้ายกระโปรง รัดด้วยเข็มขัด ใส่เสื้อเข้ารูปแขนยาวแบบตะวันตก สวมรองเท้าสานส้นเตี้ย เพื่อสะดวกในการ ขี่จักรยาน (ปกติสวมรองเท้าส้นสูง) สวมหมวกปีกกว้าง

ท่าน เล่าว่า ท่านสามารถใช้เชือกรัดใต้คาง ส่วนเพื่อนสาวสวมหมวก แต่ไม่ใช้เชือกรัดใต้คาง เมื่อขี่จักรยานโดยจับแฮนด์ข้างเดียวด้วยแขนขวา ส่วนแขนซ้ายจับหมวก ปรากฏว่าลมพัดแรง กระโปรงเปิด จึงต้องปล่อยมือข้างซ้ายมาจับกระโปรง ทำให้หมวกถูกลมพัดปลิวตกลงไป ในแม่น้ำ ตามสมัยรัฐนิยมเมื่อออกจากบ้านต้องสวมหมวก มิฉะนั้นจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ท่านกับเพื่อนปรึกษากันว่า ต้องเดินทางต่อไปให้ทันเวลานัด แต่เป็นการเดินทางที่ทำให้เกิดความวิตกกังวลตลอดทาง แสดงว่าผู้หญิงมุสลิม ในสมัยนี้เมื่อออกจากบ้านจะไม่ใช้ผ้าคลุมผมซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า นโยบายนี้กลายเป็นเรื่องตลกขบขันและ สร้างความรำคาญให้แก่ประชาชนอย่างแน่นอน เพราะปรากฏว่าเมื่อหมดสมัยรัฐนิยมประชาชนก็หันมาแต่งกาย ตามแบบท้องถิ่นนิยม และค่อยๆ พัฒนาตามแบบของผู้หญิงในประเทศสหพันธรัฐมาลายู (มาเลเซียตะวันตก ในปัจจุบัน) และอินโดนีเซีย เช่น ชุดกุรง กบายอ เป็นต้นช่วงนี้มีทั้งใช้ผ้าคลุมผมและไม่ใช้ ผู้หญิงสูงวัยมักใช้ผ้าป่านรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผืนใหญ่คลุมศีรษะ แต่หญิงสาวนิยมใช้ผ้าผืนเล็กชนิดบางทั้งรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและสี่เหลี่ยม จัตุรัสคลุมไหล่หรือพาดไหล่

ต่อ มาการแต่งกายของผู้หญิงไทยมุสลิมได้พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง โดยเฉพาะเป็นที่นิยมในหมู่หญิงสาว ลักษณะคล้ายเสื้อกบายอแต่เน้นรูปทรงกว่า เสื้อแบบนี้เรียกว่า บานง เป็นเสื้อที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินโดนีเซีย ส่วนสตรีที่เป็นฮัจยะห์ นิยมคลุมผมด้วยผ้า 2 ผืนๆ หนึ่งเป็นผ้าสีขาวบางๆ มีลวดลายเล็กๆ หรือไม่มี เรียกว่า มือดูวาเราะห์ เป็นผ้าที่ซื้อมาจากซาอุดิอาระเบีย ใช้สำหรับปิดผมให้มิดชิด และอีกผืนหนึ่งเป็นผ้าป่านสำหรับคลุมตามประเพณีท้องถิ่น (จิตติมา ระเด่นอาหมัด ,2529 : 39-40 )

เมื่อ มีกลุ่มดะวะห์มาช่วยเผยแผ่ศาสนา ทำให้ศาสนาอิสลามมีบทบาทต่อการแต่งกายของชาวไทยมุสลิมมากขึ้น แต่เดิมลักษณะการแต่งกายเป็นศาสนาวัฒนธรรมอยู่แล้ว แต่อาจมีบางอย่างที่ขัดต่อศาสนาบ้าง เมื่อมีการเผยแพร่หลักปฎิบัติในการแต่งกายให้ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม โดยถือว่าการเปิดเผยอวัยวะบางส่วนของ ร่างกายเป็นการไม่เหมาะสม บริเวณที่ควรปกปิดสำหรับผู้ชายได้แก่ อวัยวะตรงกลางลำตัวตั้งแต่บั้นเอวลงไป ถึงกลางน่อง ถ้าเป็นหญิงต้องปกปิดทั่วร่างกาย เว้นแต่ใบหน้ากับมือเท่านั้น ขณะนี้จึงมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะ การแต่งกายของชาวไทยมุสลิมอย่างขนานใหญ่ กล่าวได้ว่าเป็นการปฏิวัติการแต่งกายก็ย่อมได้ ฉะนั้นภาพการแต่งกายคล้ายชาวอาหรับ ชาวปากีสถาน ชาวบังกลาเทศและอื่นๆ ได้ปรากฏให้เห็นตามท้องถนน แต่ในขณะ เดียวกัน เอกลักษณ์การแต่งกายดั้งเดิมก็ถูกดัดแปลง ให้เข้ากับหลักศาสนาอิสลามและสมัยนิยมตามลำดับ (จิตติมา ระเด่นอาหมัด ,2529 : 38 )

ใน ปัจจุบันมีโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามหรือปอเนาะเกิดขึ้นทั่วไปในท้องถิ่น แต่ละโรงเรียนกำหนดให้นักเรียนหญิง แต่งกายปกปิดให้มิดชิดตามหลักศาสนาอิสลาม ในระยะแรกเรียกชุดนี้ว่า ชุดดะวะห์ (ตามชื่อกลุ่มดะวะห์) ต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อชุด ฮิญาบ ซึ่งประกอบด้วย เสื้อกุรงสีขาว ผ้าถุงสีพื้นยาวกรอมเท้า จุดเด่นของชุดนี้คือ ผ้าคลุมผมซึ่งประกอบด้วยผ้าสีดำสำหรับปิดผมแล้วคลุมทับด้วยผ้าขาวหรือดำยาว คลุมไหล่ อีกชิ้นหนึ่ง (ดูภาพที่ 6 )


ภาพที่ 6 ปัจจุบันนักเรียนหญิงจะสวมผ้าคลุมผมสีขาวหรือสีดำ
ที่มา : เมืองโบราณ, 2536 :หน้าปก

สำหรับ ประวัติความเป็นมาของการใช้หมวกกปิเยาะห์ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ปรากฏหลักฐาน ชัดเจนว่ามีการใช้หมวกกปิเยาะห์เมื่อใด แต่ในสมัยโบราณ ชายนิยมแต่งกายด้วยชุดปูฌอปอตอง ซึ่งปัจจุบัน ไม่นิยมแล้ว ประกอบด้วย เสื้อคอกลมสีขาว ผ่าหน้ายาวพอสมควร สวมทางศีรษะได้ ติดกระดุมสามเม็ด แขนสั้น ส่วนผ้าที่นุ่งมีลักษณะเหมือนผ้าขาวม้า ทำด้วยสีสันค่อนข้างฉูดฉาด มักเย็บเป็นถุง ใช้นุ่งทับบนเสื้อ วิธีนุ่งต้องให้ชายทั้งสองข้างห้อยอยู่ตรงกลางเป็นมุมแหลม (ลักษณะเช่นนี้เรียกว่าปูฌอปอตอง) มีผ้ายือแฆ เป็นผ้าจากเมืองจีนคล้ายแพรดอกในตัวหรือไหม เป็นผ้าที่มีขนาดเล็กกว่านุ่งทับบนผ้าปูฌอปอตองอีกชั้นหนึ่ง เสร็จแล้วเหน็บกริชหรือหอกด้วยก็ได้ การแต่งกายแบบนี้นิยมใช้สตาแงโพกศีรษะ ภาษามลายูเรียกว่า สตางัน หรือ สตาแง เป็นผ้าโพกศีรษะที่พับเป็นรูปต่างๆ (ดูภาพที่ 7 ) นอกจากนี้ยังมีภาพวาดขณะกองทัพไทยขนปืนใหญ่นางพญาตานีลงเรือสำเภา เป็นรูปชายแต่งกายแล้วมีผ้าโพกศีรษะ (ดูภาพที่ 8) ซึ่งในสมัยนี้อาจจะยังไม่นิยมสวมหมวกกปิเยาะห์ ในขณะเดียวกันจากภาพถ่ายเจ้าเมืองของ 7 หัวเมืองในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สะท้อน ให้เห็นการใช้หมวกรูปทรงต่างๆ โดยเฉพาะหมวกซอเก๊าะเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว (ภาพที่ 9-14)



ภาพที่ 7 การแต่งกายของชายไทยมุสลิมในสมัยโบราณในชุดปูฌอปอตอง โดยใช้สตาแงเป็นผ้าโพกศีรษะ ปัจจุบันได้เลิกใช้ไปแล้ว
ที่มา : จิตติมา ระเด่นอาหมัด ,2529 : 39

ใน สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชนชั้นปกครองและข้าราชการนิยมใช้ผ้าโพกศีรษะ เมื่อแต่งกายด้วยชุดท้องถิ่นและชุดเครื่องแบบข้าราชการ จนกระทั่งสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เริ่มมีการแต่งกายด้วยชุดสากลนิยมและชุดข้าราชการมักใช้หมวกซอเก๊าะ (ดูภาพที่ 9 -15) ส่วนประชาชนสวมเสื้อแขนสั้น นุ่งผ้าตาหมากรุกแล้วโพกศีรษะ (ดูภาพที่ 8และ14) ในอดีต หมวกซอเก๊าะทำด้วยผ้ากำมะหยี่สีดำ มีทั้งที่ทำในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และสั่งซื้อจากอินโดนีเซีย นิยมใช้ทั่วไปเวลาออกนอกบ้าน รวมทั้งไปละหมาดที่มัสยิด ต่อมาความนิยมลดลง เนื่องจากหมวกกปิเยาะห์ใช้สะดวกกว่า แต่ในปัจจุบันมีการนำเข้าหมวกซอเก๊าะจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศแถบตะวันออกกลาง


ภาพที่ 8 กอง ทัพไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกตีเมืองตานีได้แล้วขนปืนใหญ่ “นางพญาตานี” ลงเรือสำเภา สะท้อนให้เห็นชาวเมืองตานีแต่งกายแล้วโพกศีรษะ
ที่มา : โครงภาพพระราชพงศาวดาร, 2526 อ้างถึงใน สุดจิตต์ วงษ์เทศ, 2547 : 35


ภาพที่ 9 พระ บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ประทับยืนทางขวามือ) ทรงฉลองพระองค์ เสื้อตือโละบลางอ ทรงพระภูษาปาลิกัต พระมาลาซอเก๊าะตามแบบชายไทยมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อเสด็จประพาสหัวเมืองมลายู
ที่มา : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ท่าวาสุกรี กรุงเทพฯ, 11 ธันวาคม 2539 อ้างถึงใน จุรีรัตน์ บัวแก้ว, 2540 : 197.


ภาพที่ 10 พระยาสุริยสุนทรบวรภักดี ศรีมหารายามัตตาอับดุล วิบุลยขอบเขตประเทศราช (เต็งกูอับดุลมุฏฏอเล็บ หรือ นิวิตำนาเซร์)
พระยาเมืองสายบุรี สวมหมวกสีขาวและโพกผ้า
ที่มา : http://kaekae.pn.psu.ac.th/psupn/file/pn_picture_pn-old0003.jpg


ภาพที่ 11 พระยาพิทักษ์ธรรมสุนทรนริศรสุรบดินทร์นรินทรภักดี (เต็งกูเดร์)
ผู้กำกับทำนุบำรุงราชการเมืองปัตตานี สวมเสื้อแขนยาว คอปิด นุ่งผ้าปาลิกัต โพกผ้าที่ศีรษะ (สตาแง)
ที่มา : http://kaekae.pn.psu.ac.th/psupn/file/pn_picture_pn-old0002.jpg


ภาพที่ 12 พระยาภูผาภักดี ศรีสุวรรณประเทศวิเศษวังษา (เต็งกูเงาะซำซูดิน) เจ้าเมืองระแงะโพกผ้า ที่ศีรษะ
ที่มา : http://kaekae.pn.psu.ac.th/psupn/file/pn_picture_pn-old0005.jpg


ภาพที่ 13 พระวิชิตภักดีศรีสุรวังษารัตนาณาเขตประเทศราช (เต็งกู อับดุลกาเดร์) สวมหมวกซอเก๊าะสีดำ
ที่มา: ผู้ช่วยศาสตราจารย์จิตติมา ระเด่นอาหมัด


ภาพที่ 14 พลทหารเมืองปัตตานีนุ่งผ้าถุงแล้วนุ่งผ้าตาหมากรุกแบบปูฌอปอตอง โพกผ้าที่ศีรษะ
ที่มา : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, ท่าวาสุกรี กรุงเทพฯ




ภาพที่ 15 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้จัดซื้ออาหาร พระราชทานราษฎรเมืองปัตตานี
ใน งานฉลองศาลาวัดตานีนรสโมสรเมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม พ.ศ. 2448 ในภาพจะเห็นข้าราชการเมืองปัตตานีสวมเสื้อคอปิด นุ่งผ้าปาลิกัต โพกผ้าที่ศีรษะ
ที่มา : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ, ท่าวาสุกรี กรุงเทพฯอ้างถึงใน สุดจิตต์ วงษ์เทศ, 2547 : 45

ต่อ มาชายมุสลิมเมื่อแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแล้วจะสวมหมวกซึ่งมี 2 รูปแบบ คือ หมวกซอเก๊าะและหมวก กปิเยาะห์ คำว่าหมวกกปิเยาะห์นั้นเป็นคำภาษาอาหรับว่า Kupiah หรือ Tokiah สันนิษฐานว่าประเพณีการสวม หมวกกปิเยาะห์นั้นเข้ามาพร้อมกับการรับนับถือศาสนาอิสลาม เนื่องจากการสวมหมวกกปิเยาะห์ถือเป็นสัญลักษณ์ของศาสนิก ชายมุสลิมใช้สวมศีรษะ เพราะยึดท่านศาสดาและผู้นำทางศาสนาเป็นแบบอย่างของการแต่งกาย ใช้สวมได้ทุกเวลาถือเป็นสิ่งที่ดีงาม รูปทรงของหมวกกปิเยาะห์ บางแบบจะคล้ายคลึงกับหมวกของนักบวชหรือผู้นำทางศาสนายิวและศาสนาคริสต์ (อับดุลเราะมัน เจ๊ะอารง, (สัมภาษณ์), 5 สิงหาคม 2548) แต่เดิมหมวกกปิเยาะห์ใช้ในกลุ่มโต๊ะครูและโต๊ะปาเก และค่อยๆ ขยายไปสู่ชายมุสลิมทั่วไป

หมวก กปิเยาะห์เดิมใช้วีธีการปักจักรเป็นลวดลายต่างๆ และนิยมใช้สีขาวเท่านั้น แต่ในปัจจุบันยังนิยมใช้หมวกกปิเยาะห์ที่ถักด้วยโครเชต์ เพราะพกพาสะดวกและเริ่มใช้หมวกกปิเยาะห์สีต่างๆ บ้างประปราย ซึ่งส่วนใหญ่ จะผลิตในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และนำเข้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากซาอุดิอาระเบีย

ใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พบหลักฐานเป็นภาพถ่ายที่ชาวเมืองปัตตานีจัดขบวนบุหงาสิเระเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระองค์ (ดูภาพที่ 4) ประชาชนแต่งกายด้วยเสื้อตือโละบลางอ โพกผ้าที่ศีรษะ ส่วนข้าราชการสวมเสื้อคอปิดแขนยาว สวมหมวกซอเก๊าะ ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมสีดำ อย่างไรก็ตามเมื่อประมาณ ร้อยกว่าปีมาแล้วความนิยมใช้หมวกกปิเยาะห์สีขาวเริ่มปรากฏให้เห็น ซึ่งชาวไทยมุสลิมจะใช้เวลาไปทำพิธีละหมาดกับเวลาไปศึกษาหาความรู้ทางศาสนา อิสลาม

แต่ เดิม หมวกกปิเยาะห์สีขาวนี้นิยมใช้กันในหมู่ชาวอาหรับ แต่ทางภาคใต้นั้นมีผู้สวมใส่เป็นประจำ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้ที่เคยไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่ประเทศซาอุดิอาระเบียมา แล้ว กับผู้ที่กำลัง ทำการศึกษาตามปอเนาะต่างๆ ชาวบ้านจะให้เกียรติต่อบุคคลเหล่านี้มากพอสมควร ส่วนหมวกซอเก๊าะสีดำ ชาวไทยมุสลิมในภาคใต้นิยมใส่ในช่วงเวลาของการไปงานต่างๆ ไปธุระ และไปมัสยิด (ประมูล อุทัยพันธุ์, 2529: 2911) ถ้าเป็นผู้อาวุโส และผู้นำทางศาสนานิยมโพกผ้าทับหมวกกปิเยาะห์ ซึ่งวิธีการสวมแบบนี้ ได้รับอิทธิพลจากชาวเยเมน หรืออาจใช้ผ้าคลุมศีรษะแบบชาวอาหรับก็ได้ (อับดุลเราะมัน เจ๊ะอารง, สัมภาษณ์ 5 สิงหาคม 2548)

อย่างไรก็ตาม หมวกกปิเยาะห์ยังคงได้รับความนิยมสวมใส่เรื่อยมาตราบเท่าทุกวันนี้

0 ความคิดเห็น:

ทางออกของมุสลิมที่ต้องการ มีเพศสัมพันธ์ (ทำซินา)


เมื่อ แต่งงานง่าย ซินาก็เกิดขึ้นยาก
โดย * อับดุลอะซีซ โสภณวสุ


สังคมยุคใหม่ของ เรานั้นถูกบ่มถูกฝังให้หวาดกลัวการแต่งงาน ไม่เพียงแต่พ่อแม่ผู้ปกครองเท่านั้นที่หวาดหวั่นว่าบุตรหลานจะยังไม่มี ประสบการณ์มากพอที่จะเผชิญกับการใช้ชีวิตคู่ แต่เยาวชนสมัยนี้ก็คิดได้เหมือนผู้ใหญ่เช่นกันว่า การแต่งงานนั้นจะนำมาซึ่งปัญหา นำมาซึ่งภาระ เพราะชีวิตคู่นั้นมักมีปัญหาและมีสิ่งที่ต้องแบกรับภาระรับผิดชอบมากมาย เหตุนี้จึงทำให้คนรุ่นใหม่ไม่นิยมแต่งงานหรือแต่งงานล่าช้า

มีตัวอย่างให้เห็นว่าคู่แต่งงานวัยรุ่นบางคู่ที่ต้องพบกับปัญหาการหย่าร้าง อันเนื่องจากการขาดความสามารถในการเลี้ยงดูครอบครัว หรือทะเลาะเบาะแว้งกันเนื่องจากใจร้อนและขาดประสบการณ์

ช่วง วัยรุ่นนี้โดยธรรมชาติของชายหญิงนั้นต่างฝ่ายต่างต้องการเรียกร้องให้ อีกฝ่ายเข้าใจตน แต่ปัญหาเหล่านี้มักไม่เกิดกับคนที่เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ เพราะมีอารมณ์ความคิดที่สุขุมกว่า มีความเข้าใจชีวิตมากกว่า แต่ว่าสิ่งนี้ก็จะนำมาเป็นข้ออ้างไม่ได้ว่าวัยรุ่นนั้นไม่ควรแต่งงานต้องรอ ให้อายุมากเสียก่อน เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์เรานั้นไม่สามารถที่จะไปกีดกันไม่ให้มีความรักและ ความใคร่ได้ ยังไงๆวัยรุ่นก็มีสิ่งเหล่านี้อยู่ดี ถึงแม้ไม่ให้เขาได้มีรักอย่างถูกต้อง เขาก็จะไปมีรักในแบบที่ผิดศีลธรรม

อิสลามจึงได้ส่งเสริมให้มีการแต่งงานกันตั้งแต่เป็นวัยรุ่น แต่ทว่าสังคมไม่ยอมเอาคำสอนนี้มาใช้ แล้วเราก็ลองมาดูผลซิว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสังคม ?

- โดยเฉลี่ยผู้หญิงวัย 16-18 ถือว่าเป็นวัยที่มีความต้องการในเรื่องความรักความใคร่อย่างสูงสุด แล้วทุกวันนี้สังคมสร้างให้เขาเป็นอย่างไร ? ได้แต่งงานมีคู่รักอย่างถูกต้อง

- หรือให้เขาสวมชุดนักเรียนแอบหิ้วกระเป๋าเข้าบ้านเพื่อนนักเรียนชาย ? ซึ่งวันนี้สังคมมันเป็นอย่างนี่แหละ ปฏิเสธไม่ได้

ถามว่านักเรียนมุสลิมวันๆหนึ่งครุ่นคิดแต่เรื่องอะไร ? คำตอบคือ ความรัก, บันเทิง, แฟชั่น, การดึงดูดทางเพศ แต่สังคมกลับป้อนให้เขาแต่เรื่องการหิ้วกระเป๋าไปเรียนหนังสือ แต่ในสมองของพวกเขาสิ่งที่สำคัญกว่าการเรียนคือเพศตรงข้าม นี่คือธรรมชาติที่เปลี่ยนมนุษย์ไม่ได้

แล้ว ถามว่าสังคมนักเรียนมุสลิมมีซินา เกิดขึ้นหรือไม่ ไม่ว่าจะซินาเล็กหรือซินาใหญ่ ? มันก็ต้องบอกว่าจะเป็นไปได้อย่างไรว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่มี ? เพราะพวกเขามีอิสลามกระนั้นหรือ ? ทุกวันนี้อิสลามในสังคมเรามันเข้มข้นพอที่จะป้องกันความชั่วร้ายได้กระนั้น หรือ ? เปล่าเลย คนในยุคนี้ต่างยึดอิสลามกันอย่างหย่อนยาน ครูบาอาจารย์ก็เช่นเดียวกัน

อย่าไปคำนึงว่าวัยรุ่นนั้นขาดประสบการณ์ ชีวิตคู่จะไปไม่รอด จริงๆแล้วตามสถิตินั้น ครอบครัวที่หย่าร้างเตียงหักนั้น

โดยมากเป็นคู่ที่แต่งงานกันตามสังคมแบบตะวันตกทั้งนั้น แต่เอาล่ะใช่ว่าการแต่งงานของวัยรุ่นนั้นจะไม่มีการหย่าร้างเกิดขึ้น

แต่ถามว่าแบบไหนดีกว่า ระหว่างการแต่งงานแล้วแยกทาง กับการทำซินาแล้วไม่แยกทาง ? (แต่โดยมากเมื่อซินาแล้วมักแยกทาง) การแยกทางนั้นไม่ได้เป็นปัญหาอะไรใหญ่โต ศาสนาอนุโลมให้กระทำได้ หากเทียบแล้วปัญหาซินานั้นหนักกว่า

ยิ่งแล้วถ้ามีลูกซินาเกิดขึ้นมาอีกก็วุ่นไปกันใหญ่ สู้ให้แต่งงานแล้วท้องอย่างถูกต้องถึงแม้จะเรียนอยู่ก็ตาม

ถึง กระนั้นกรณีการแยกทางนั้นไม่ใช่เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะทั่วไปผู้ใหญ่ก็ย่อมคอยประคับประครองช่วยเหลือ และถ้าคู่แต่งงานมีอิสลามที่เข้มแข็ง มันก็จะช่วยพัฒนาความคิดความอ่านและการครองตนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

จริงอยู่ว่าการแต่งงานที่ดี สุดคือเมื่อมีความพร้อมในทุกด้าน แต่วัยรุ่นวันนี้เราปล่อยรอช้าไม่ได้ สังคมของเราต้องจัดระบบระเบียบใหม่ ให้สามารถนำคำสอนอิสลามมาใช้ได้ ไม่ใช่แขวนเอาไว้ รอจนยุคไหนจะเปลี่ยนแปลงก็ไม่รู้
แหล่งข้อมูล http://www.thailandnewsdarussalam.com

0 ความคิดเห็น:

เป็นตุ๊ด กะเทย เกย์ ทอม ดี้ ในอิสลามว่าไว้อย่างไร?


เป็นตุ๊ด กะเทย เกย์ ทอม ดี้


1. ศาสนาอิสลามห้ามการเลียนแบบเพศตรงข้าม ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า "พระองค์ทรงสาปแช่งผู้ชายที่ทำตัวเป็นผู้หญิงและผู้หญิงที่ทำตัวเป็นผู้ชาย" (บันทึกโดยบุคอรีย์) นักวิชาการอธิบายว่า การเลียนแบบเพศตรงข้าม ไม่ว่าจะเลียนแบบทางด้านการพูด,การกระทำ หรืออื่นๆ ของเพศตรงข้ามถือว่ามีความผิด และถูกสาปแช่งจากพระองค์ทั้งสิ้น แม้กระทั่งว่าผู้ชายพูดโดยลงท้ายประโยคว่า "ค่ะ" ก็ถือว่าเลียนแบบเพศตรงข้ามแล้ว

2. บทบัญญัติว่าด้วยการลงโทษพวกรักร่วมเพศมีดั่งนี้ครับ ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า "พระองค์อัลลอฮฺทรงสาปแช่งบุคคลที่มีพฤติกรรมเสมือนพฤติกรรมของกลุ่มชนของ (นบี) ลูฎ,พระองค์อัลลอฮฺทรงสาปแช่งบุคคลที่มีพฤติกรรมเสมือนพฤติกรรมของกลุ่มชน ของ (นบี) ลูฎ,พระองค์อัลลอฮฺทรงสาปแช่งบุคคลที่มีพฤติกรรมเสมือนพฤติกรรมของกลุ่มชน ของ (นบี) ลูฎ" (บันทึกโดยอะหฺมัด) นักวิชาการลงมติเอกฉันท์นะครับว่า โทษของผู้ที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ เช่น ผู้ชายร่วมเพศกับผู้ชายทางทวารหนัก หุกุมของศาสนาคือการประหารชีวิตเท่านั้นนะครับ, ส่วนผู้ที่เลียนแบบเพศตรงข้ามอย่างเดียวโดยยังไม่ถึงขั้นร่วมเพศกัน เช่นนี้มีความผิดในประเด็นที่พระองค์อัลลอฮฺทรงสาปแช่งพวกเขานะครับ

3. การที่พวกรักร่วมเพศถือศีลอดหรือนมาซ ผลบุญจากการถือศีลอดหรือนมาซไม่ได้นะครับ เพียงแต่เขาพ้นฟัรฺฎูเท่านั้น (หมายถึงไม่ต้องเกาะฎอฺชดใช้นั่นเอง) เพราะพระองค์อัลลอฮฺทรงสาปแช่งพวกรักร่วมเพศ (ซึ่งหากประเทศนั้นใช้กฎหมายอิสลาม พวกรักร่วมเพศต้องถูกประหารชีวิตด้วย) อีกทั้งการนมาซต้องยับยั้งความชั่วและความลามก หากนมาซแล้วไม่ยับยั้งความชั่วหรือความลามกก็ไม่ถือว่าเป็นมาซ,พระองค์อัล ลอฮฺทรงตรัสไว้ในอัลกุรฺอานว่า "แท้จริงการนมาซนั้นยับยั้งความลามกและความชั่วช้า" (สูเราะฮฺอัลอังกะบูต : 45)

4. การตักเตือนถือเป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคน ฉะนั้นเรื่องการตักเตือนจึงไม่มีไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นญาติพี่น้องของเรา, การมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศนั้น หลักการแพทย์ถือว่าเป็นโรคชนิดหนึ่ง หากพึ่งเริ่มต้นเป็น เช่นเริ่มจะมีพฤติกรรมเลียนแบบเพศตรงข้าม เช่นนั้นเราต้องทำให้เขารู้ถึงเพศของตนเอง โดยเฉพาะเรื่องของศาสนาช่วยได้มาก เช่นหากลูกสาว หรือน้องสาวของเราดูคล้ายกับผู้ชาย เช่นนี้ต้องสอนนางให้รู้จักการคลุมฮิญาบ, สอนให้เขานมาซอยู่ในแถวของผู้หญิง, สอนจริยธรรมอิสลามว่าด้วยการการปฏิบัติตัวของผู้หญิงเป็นต้น แต่ถ้าเป็นมากแล้ว หรือเป็นมานานแล้ว เช่นนี้ต้องพึ่งจิตแพทย์แล้วละครับ เพราะอาจไม่พึ่งแพทย์แล้วการรักษาให้หายขาดนั้นค่อนข้างลำบากหน่อยครับ ซึ่งจิตแพทย์อย่างเช่น ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรมก็รับรองว่า หากได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีผู้ป่วยมีสิทธิหายนะครับ และดร.วัลลภเองก็เปิดคลีนิกรักษากลุ่มรักร่วมเพศนี้ด้วย ท่านบอกว่ามีโอกาสหายขาดและรักษาหายมาหลายคนแล้ว โดยเฉพาะผู้หญิงที่เลียนแบบผู้ชายซึ่งมีเปอร์เซ็นต์การรักษาหายขาดมากกว่า ผู้ชายที่เลียนแบบผู้หญิงนะครับ ผมเสียดายว่าไม่ทราบว่าคลีนิกของดร.วัลลภอยู่ที่ไหน อย่างไรก็ให้คุณnu ลองสอบถามดูว่าคลีนิกของท่านอยู่ที่ไหนนะครับหากว่าจะได้พาน้องสาวของคุณไป ปรึกษาแพทย์ก็จะเป็นการดีไม่น้อย

0 ความคิดเห็น:

คุยกับเธอ " สตรีชาวอิตาลี " เข้ารับอิสลามทำไม?

เธอเข้ารับอิสลามทำไม ?


โดย...ญีฮาน อัลบัดรียฺ อัสไซยยิด อะหฺมัด กรุงไคโร

ใน หลายบรรทัดต่อไปนี้ ข้าพเจ้าจะเขียนเกี่ยวกับการเข้ารับอิสลาม ของสตรีชาวอิตาลีที่เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะในสถานศึกษาแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นได้กลายเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงในอิตาลีที่มีความสวยงามโดด เด่น ชีวิตของเธอหลังจากที่ได้เป็นศิลปิน(นักแสดง)แล้ว ได้โลดแล่นไปในสิ่งที่เสียหายทางกิริยามารยาท วันแล้ววันเล่า ในรูปแบบศิลปะ และในทุกสังคมได้มอบให้กับเธอ ในขณะที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ ให้เธอหันหน้าเข้าหาพระผู้เป็นเจ้าแห่งสกลโลก และเปลี่ยนสภาพของเธอ จากดำเป็นขาว เธอ คือ มาร์เซลลา อันญโล

ซึ่งเหมือนกับที่อันญโล กล่าว เธอกล่าวว่า

" ฉันเกิดที่เมืองเญนัว จากพ่อ และแม่ชาวอิตาลี คริสเตียน ที่มีทิฐิ มานะมาก ฉันได้รับการศึกษาเบื้องต้น จากโรงเรียนในเมืองเญนัว หลังจากนั้น ฉันได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองหลวงอิตาลี กรุงโรม กับครอบครัวของฉัน เพื่อไปเรียนต่อในสถานศึกสอนศิลปะต่างๆ "

มาร์เซียลลา ได้กล่าวต่อไปว่า

"ฉัน เป็นสาวสวย ที่ทำให้หลายคนเหลียวหันมามอง จนกระทั่งในขณะที่ฉันเป็นนักศึกษา อยู่ในสถานศึกษา ได้รับข้อเสนอ ให้ไปทำงานเป็นนางแบบ แก่พวกนักวาดเขียน ฉันได้ทำงานไปพร้อมกับการเรียน ฉันได้รับชื่อเสียงมาก ในเวทีแห่งนี้ หลังจากนั้น ในขณะที่ฉันมีความสวยงามอันมากมาย ฉันได้ทำงานเป็นนางแบบ เพื่อแสดงเสื้อผ้า ฉันได้รับชื่อเสียง เงินทองมากมาย จบการศึกษาจากสถานศึกษาศิลปะด้วยดี "

มาร์เซียลลา ได้เล่าต่อไปว่า

"เธอ มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าที่ผ่านมา มีความฝันที่จะได้ไปแสดงภาพยนตร์ในอิตาลี แล้วมีโอกาสได้ไปพบกับผู้สร้างภาพยนตร์เบตโร ญไรยสฺ ที่เสนอให้ฉันได้แสดงภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง และฉันได้รับความสำเร็จอย่างมาก ในภาพยนตร์เรื่องนี้ หลังจากนั้น ก็มีภาพยนตร์เข้ามากมาย และได้รับความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง "

เธอได้กล่าวต่อว่า

"ฉัน ได้แต่งงานกับชาวอิตาลี ที่มีฐานะดีคนหนึ่ง ชีวิตของฉันดำเนินไปกับภาพยนตร์ ความรุ่งโรจน์ เชื่อเสียง เงินทอง และอื่นๆ จากถ้อยคำสวยงามต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้ในโลกนี้ "

ภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง

ในช่วงนี้ มาร์เซลลา ไม่มีความคิดในสิ่งหนึ่งสิ่งใด นอกจากการทำงานด้านศิลปะ และในวันหนึ่งมีคำสั่งให้ฉันเดินทางไปยังมัรซามัต-รู้หฺของอียิปต์ กับบรรดานักแสดงทั้งหญิง และชาย เพื่อแสดงภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง

"ตรง นั้น ฉันได้เห็นกลุ่มชนจำนวนมาก มุ่งหน้ามายังอาคารเล็กๆ พวกเขาจะถอดรองเท้าของพวกเขาไว้ตรงประตูของมัน แล้วเดินเท้าเปล่าเข้าไป เมื่อนั้นเองฉันเดินไปด้านหน้าอาคาร ฉันได้เห็นผู้คนทั้งหลายในห้องของอาคาร โดยมีความนอบน้อม สงบเงียบ แล้วเข้าแถวเพื่อปฏิบัติพิธีกรรมที่ถูกกำหนด มีการก้มกราบ และโค้งลง ขณะนั้นเองฉันได้ถามผู้คนและรู้เรื่องราวต่างๆ และครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นมัสญิด และเป็นครั้งแรก ที่ฉันได้เห็นบรรดามุสลิมทำการละหมาด โดยมีอายุ เสื่อผ้าที่แตกต่างกันไป ทำการละหมาด ในขณะที่พวกเขามีความเท่าเทียมกัน เท้าเปล่า ทำการละหมาดด้วยความนอบน้อม และสงบเงียบ "

มาร์เซลลา ได้อธิบายเรื่องราวต่างๆ ต่อไป โดยกล่าวว่า

"ใน วันต่อมา ฉันได้มุ่งหน้าไปยังมัสญิดเดียวกันนั้น ได้ไปยืนดูบรรดามุสลิม ได้พูดจาทักทายกับบางคน หลังจากที่พวกเขาละหมาดเสร็จแล้ว พวกเขาเป็นคนดี มีความยำเกรง พูดตรงไปตรงมา ฉันรู้สึกว่าสิ่งที่มีอยู่ในหัวใจของพวกเขา ตรงกับสิ่งที่พวกเขาพูดออกมา ช่วงการแสดงภาพยนตร์ได้เสร็จลง ทุกคนตลอดจนตัวฉันได้กลับไปยังอิตาลี และที่นั่น ที่อิตาลีฉันได้พบการเปลี่ยนแปลงของสามีของฉัน แล้วเกิดความขัดแย้งกับเขา ความขัดแย้งได้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น และขยายวงไป มีคนบางคนเข้ามาไกล่เกลี่ย เพื่อขจัดปัญหา และเรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆได้ดำเนินไปตรงตามความต้องการอีกอย่างหนึ่ง เราได้ตกลงแยกทางกัน และเราก็ได้แยกทางกันจริง "

หลัง จากนั้น มาร์เซลลา ได้เริ่มขอตัวในการแสดงภาพยนตร์บางเรื่อง โดยที่เธอนั่งคิดอยู่หลายชั่วโมง เกี่ยวกับการละหมาดของบรรดามุสลิม ความง่ายดายของพวกเขา ความง่ายดายของการละหมาดของพวกเขา ความใจดี และการมีมารยาทดีของพวกเขา

มาร์เซลลา เล่าต่อไปว่า

"วัน หนึ่งฉันได้ไปทำธุระและระหว่างที่ขับรถ ฉันได้หยุดอยู่ที่ป้ายศูนย์กลางอิสลาม ในกรุงโรม ฉันลงจากรถโดยเร็ว ไปพบกับมุสลิมบางคน แต่ฉันไม่ได้บอกอะไรกับพวกเขา เว้นแต่ว่า ฉันได้ขอความหมายอัลกุรอานที่แปลเป็นภาษาอิตาลี และหนังสือเล็กๆบางเล่มที่พูดถึงอิสลาม และท่านนบีที่มีเกียรติ มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮวะซัลลัม ที่เป็นภาษาอิตาลี ฉันได้ถือเอาขุมทรัพย์อันมีค่านี้ไป และมุ่งหน้าไปยังบ้านของฉันทันที หลังจากอีกไม่กี่วันต่อมา อัลลอฮฺ ทรง ประสงค์ให้ฉันได้รับทางนำ ความยำเกรง ความผ่องใส ความผุดผ่อง และฉันได้มุ่งหน้าไปยังศูนย์กลางอิสลามฯ โดยที่ได้ประกาศความประสงค์ของฉันในการเข้ารับอิสลาม ในวันนั้นฉันได้รับความสุขที่ไม่สามารถที่จะอธิบายได้"

หลังจากนั้น เธอได้พูดกับบรรดามุสลิมหลังจากที่ได้รับอิสลามแล้ว โดยกล่าวว่า

“แน่ นอนยิ่ง ฉันได้พบสิ่งที่เป็นปัญญา สิ่งที่กินกับปัญญาในศาสนาของท่านทั้งหลาย และเหมือนกับที่ท่านทั้งหลายศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และร่อซูลของพระองค์ ร่อซูลผู้เป็นมนุษย์เหมือนกับเรา และคนที่อัลลอฮฺได้ทรงเลือกเขา เพื่อที่จะนำเอาสาสน์ของพระองค์ไปเผยแพร่แก่ผู้คนทั้งหลาย เพื่อให้พวกเขาศรัทธาต่อพระองค์ และกุรอานที่ยิ่งใหญ่ กุรอานนี้ที่เป็นธรรมนูญ จัดระเบียบชีวิตของมนุษย์ ฉันมีความรู้สึกว่า ฉันนี้ได้เกิดใหม่” .

และ หลังจากการเกิดใหม่นี้ มาร์เซลลา ได้รับชื่อว่า ฟาฏิมะฮฺ มุฮัมมัด อับดุลลอฮฺ หลังจากที่เธอได้เข้ารับอิสลามแล้ว เธอได้ย้ำเน้นว่า

“ฉัน รู้สึกเสียใจในวันเวลาที่มากมายที่ผ่านฉันไป และสิ่งที่ฉันได้กระทำไป จากการให้ร้ายต่างๆ ในขณะที่ฉันได้กระทำในฐานะเป็นนางแบบให้พวกนักวาดภาพ นางแบบ เพื่อแสดงเสื้อผ้า หากว่าอิสลามไม่ลบล้างสิ่งที่ผ่านมา ความเศร้านั้น ก็จะเล่นงานฉันเป็นพายุใหญ่ ฉันได้สวามิภักดิ์ และกลับเนื้อกลับตัวยังอัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าแห่งสกลโลกแล้ว”

เธอได้กล่าวเช่นเดียวกันว่า

“ฉัน จะพยายามนำเอาศาสนาของฉัน มาเชื่อมติดกันกับการงานของฉัน ในการงานของฉันนั้น มีสิ่งต่างๆมากมาย ที่อิสลามปฏิเสธ และเมื่อทั้งหมดนั้น มันค้านกับอิสลาม ความเหมาะสม และประเสริฐที่สุดนั้น ก็จะต้องเป็นไปตามอิสลาม”

อนึ่ง เนื่องจากฟาฏิมะฮฺ ไม่พบในภาพยนตร์และศิลปะซึ่งสิ่งที่จะมาช่วยเธอ ในการรักษาศาสนาของเธอ และการกลับเนื้อกลับตัวของเธอ เธอจึงได้สร้างสำนักพิมพ์ และใช้ชีวิตที่ดีมีเกียรติ สะอาด บริสุทธิ์ผุดผ่อง...


ถอดความเสนอ. ม.ดอนฉิมพลี

0 ความคิดเห็น:

ความตายคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมเข้ารับอิสลาม

undefined

ความตายคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมเข้ารับอิสลาม


แปลโดย.....อิบนุลฮัค


ในโลกที่เต็มไปด้วยผู้คน ต่างเต็มไปด้วยกับการนับถือศาสนาที่ถูกต้องและศาสนาต่างๆที่ถูกอุบัติขึ้น และการหลงผิดตามชัยฏอน บวกกับปัญหาความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทำให้พวกเขาต้องดิ้นรนหาทางแก้ และดูเหมือว่าสิ่งที่มนุษย์ค้นหานั้นคงจะเป็นความสุขนั่นเอง พวกเขาทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนอยากได้ ไม่ว่าจะเป็นความสุขทางบันเทิง ผู้หญิง รถ หรือการสะสมเงินทอง

พวกเขาส่วนใหญ่ต่างก็มีความเชื่อที่คล้ายๆกันว่าหากว่าเขามีเงิน เขาก็สามารถซื้อหาความสุขที่เขาอยากได้ แต่ในขณะเดียวในเมื่อสิ่งเหล่านั้นมันไม่สามารถให้คำตอบ และไม่สามารถค้นพบความสุขที่แท้จริงให้กับชีวิตได้ เขาเลยต้องหามันให้พบด้วยการสรรหาพระเจ้าที่แท้จริง ! อะไรคือศาสนาที่แท้จริง ?

คำถามต่างนานา มันได้จุดขึ้นมา แล้วก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า...เราเกิดมาทำไม ? เรามาทำอะไรในโลกใบนี้ และอะไรคือความสุขที่แท้จริง ชีวิตของเรามันจบเพียงแค่การฝังในสุสานกระนั้นหรือ ? หรือว่ามีอะไรอีกหลังจากที่ความตายมาเยือน ?


และชายผู้นี้ก็เช่นเดียวกัน เขาคือคนหนึ่งที่พยายามหาคำตอบให้กับชีวิต และปรากฏว่าคำตอบที่ได้พยายามหาทุกอย่างมันอยู่ใน “อิสลาม” วันนี้เขารู้แล้วว่าอิสลามสามารถให้ความสุขในทุกอย่างที่เขาอยากได้จริงๆ....ลองไปอ่านเรื่องราวการรับอิสลามของเขากัน

เขามีนามว่า อัชลี เตชั่น(أشلي تشين ) เป็น ชาวอังกฤษ อาชีพนักดนตรี อายุ 18 ปี แต่ผลงานของเขานั้นนับว่าไม่ธรรมดา เขาได้โลดโผนอยู่ในวงการมายามาอย่างยาวนานตั้งแต่เด็ก มีชื่อเสียง มีงานให้เห็นทั้งทางทีวีและงานแสดงต่างๆมากมาย เขาโตมากับเสียงดนตรีตั้งแต่เด็กเพราะไม่ว่าพ่อหรือแม่ของเขาก็เป็นนักดนตรี เลยเป็นปัจจัยหลักและเป็นแรงผลักดันให้เขาได้มาเป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียง โด่งดังในวันนี้ แต่แล้วเมื่อวันหนึ่งอัลลอฮ์ ตาอาลาทรงเมตตาให้เขาได้รับโชคลาภและความสุข ซึ่งมันเป็นความสุขที่ล้ำค่ากว่าการที่เขามีดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ ด้วยการให้เขาเข้ารับอิสลาม


จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ชายผู้นี้ หรือ “บีลาล” (ชื่อ ของเขาหลังจากเข้ารับอิสลาม) กลับเป็นพลังที่มีค่าในการทำงานเพื่ออิสลาม เขาสามารถช่วยเหลือพี่น้องให้เข้าใจอิสลามได้ดีมากขึ้น เพราะเขาได้เป็นนักเผยแพร่อิสลามในประเทศของเขา รวมถึงอีกหลายประเทศจากประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

เรื่องราวการเข้ารับอิสลามของเขาได้ถูกเล่าไว้ในหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์อัล วะตอน (ของประเทศซาอุดิอาระเบีย)ในวันเสาร์ที่ 25 พ.ย. 2554 ซึ่งเขาได้มีโอกาสให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวเป็นการส่วนตัวซึ่งมีข้อความดังต่อ ไปนี้...

ตอนเป็นเด็กคุณเป็นอย่างไรบ้าง ?

เริ่มแรกและสุดท้ายผมต้องขอบคุณต่อพระองค์อัลลอฮ์ ผม โตมาในประเทศอังกฤษ ที่ไม่เคยมีมุสลิมมาบอกผมถึงอิสลามเลย และผมก็ไม่รู้จักอะไรเลยเกี่ยวกับอิสลาม ครอบครัวผมนับถือศาสนาคริสต์ และข้อมูลที่ผมพอจะรู้ถึงอิสลามอยู่บ้างก็แค่รู้ว่ามันคือประเทศหนึ่งที่ อยู่ใกล้กับประเทศปากีสถานครับ ผมโตมาในครอบครัวที่ยากจน ในวันหนึ่งๆผมไม่คิดอะไรมาก นอกจากคิดว่าจะทำอย่างให้ได้เงินมาเลี้ยงชีพ และสำหรับผมแล้วเงินเป็นชัยชนะและความสุขในการอยู่ในโลกนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมต้องคอยช่วยแม่หาเงินมาเลี้ยงครอบครัวอีกแรงหนึ่งเพราะพ่อได้ทิ้งพวกเราไปตอนอายุ 4 ขวบ

คุณเริ่มรู้จักอิสลามได้อย่างไร ?

ผม ได้เริ่มเข้าวงการตั้งแต่อายุ 16 ปี ผมเคยออกอากาศทางโทรทัศน์หลายช่องด้วยกัน และแสดงคอนเสิร์ตมากมาย พอผมอายุได้ 18 ปี ผมได้รับเงินก้อนโต แต่ทุกครั้งที่ผมได้มาผมก็รู้สึกว่าเหมือนมีอะไรอย่างหนึ่งที่ขาดหายไปจากชีวิต ถึงผมแม้ว่าจะมีเงินมากมายก็ตาม ชีวิต ที่ทุกข์มากกว่าการมีความสุข และรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยพบกับการผ่อนคลายและพักผ่อนเลย กลัดกลุ้มใจ ว้าเหว่ จากนั้นผมจึงเริ่มคิดถึงความตาย คิดถึงสุสาน และสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวผมหลังจากทั้งสองนั้น

อยู่ มาวันหนึ่งในขณะที่ผมกำลังอัดเสียงในห้องสตูดีโอ มีเพื่อนชาวอังกฤษได้แวะเข้ามาเยี่ยมเยียน ซึ่งผมไม่ได้พบเขามานานแล้ว ผมออกมาพบเขาที่ห้องรับแขก และดูเหมือนว่าเขาได้เปลี่ยนศาสนาจากคริสต์ เป็นอิสลามแล้ว ในระหว่างที่คุยกันเขาก็ได้ถามผมหลายคำถามมาก ...หนึ่งในนั้นเขาได้ถามผมว่า..

คุณมาจากไหน?

คุณเกิดมาในโลกใบนี้ทำไม?

แล้วคุณจะไปไหน?

แล้วเขาก็บอกกับผมว่า.. “แท้จริง อัลลอฮ์ คือผู้สร้างทุกๆสิ่งทุกอย่าง พระองค์คือผู้ทรงประทานความจำเริญให้แก่เรา เราเกิดมาในโลกใบนี้ก็เพื่อได้ใช้ปัจจัยยังชีพที่เรามีเพื่อให้พระผู้สร้างพอใจ และจุดจบของชีวิตคือการกลับไปยังพระองค์"

หลังจากนั้นเขาได้เตือนผมว่า “แต่ ละวันผมมัวแต่ยุ่งอยู่กับดนตรีและเรื่องหาเงินโดยที่ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้อง ตาย และอะไรที่จะเกิดกับผมบ้างหลังจากที่กลับไปหาพระผู้สร้างของเรา และเราจะเป็นชนฝ่ายใด? เราจะได้เข้าสวรรค์ที่ประสบความสำเร็จ ได้รับชัยชนะที่ถาวร หรือต้องเป็นกลุ่มชนที่ขาดทุนแล้วมีนรกเป็นที่พำนัก !

ทำไมต้องเป็นอิสลามที่คุณเลือก ทุกศาสนาต่างก็พูดถึงเรื่องการมีชีวิตและความตายไม่ใช่หรือ?

สิ่งที่ผมอ่านเจอในศาสนาคริสต์ยังไม่พอสำหรับผม อิสลามไม่ได้สอนให้คุณรู้เพียงแค่ความหมายของการมีชีวิต การตายเท่านั้น หากแต่อิสลามได้สอนให้เรารู้ทุกอย่าง ไม่ ว่าจะเป็นการกิน การดื่ม การอบรมลูก การปฏิบัติต่อภรรยา วิธีการละหมาด และทุกๆเรื่องที่คุณอยากรู้ล้วนแล้วมีคำตอบให้คุณอยู่ในอิสลามเพียงแค่ใช้ เวลาในการศึกษาไม่มาก

เป็นเพราะเพื่อนของคุณหรือเปล่าที่คุณได้รู้จักอิสลามดีอย่างนี้ หรือคุณอ่านจากหนังสือ หรือได้รับความรู้มาจากใครอื่นหรือเปล่า?

ความ จริงแล้วเพื่อนผมคนนี้เขาเปรียบเสมือนคนจุดประกายให้ผมสนใจในอิสลาม หลังจากนั้นผมจึงเริ่มกลับไปหาหนังสือมาอ่านเอง ส่วนเพื่อนนั้นได้ข่าวว่าเขาบินออกไปจากประเทศอังกฤษแล้ว

หลังจากที่คุณได้เป็นมุสลิมแล้วมีปัญหาอะไรบ้างไหม?

สำหรับคนที่ไม่ใช่มุสลิมต่ออิสลามแล้วแน่นอน ปัญหา หลักของคนที่เข้ารับอิสลามใหม่คือ การขาดการเรียนการสอนเรื่องราวเกี่ยวกับอิสลาม โดยเฉพาะหลักการยึดมั่นพื้นฐานที่จำเป็นต้องรู้ และสิ่งที่ตรงข้ามกับอิสลาม และต้องหมั่นในการเรียนรู้ด้วย ผม เองหลังจากที่ผมได้ศึกษาอิสลามทำให้ผมมั่นใจยิ่งขึ้นและพบว่าอิสลามเป็น ศาสนาที่บริสุทธิ์ ไม่มีภาคีใดๆเป็นสื่อกลางระหว่างบ่าวกับผู้สร้าง

คุณสามารถปฏิบัติ อิบาดะห์ในอังกฤษ ได้อย่างเสรีหรือไม่ ?

ผมเชื่อว่าแผ่นดินของอัลลอฮ์นั้นกว้างใหญ่พอที่จะให้เราทำอิบาดะได้ ที่ ประเทศอังกฤษนั้นสามารถสร้างมัสยิดได้ ทำพิธีกรรมทางศาสนาได้ แต่จะมีปัญหาในการเรียน การสอนศาสนาอิสลาม เพราะผู้คนมักจะยุ่งอยู่กับการทำงานตลอดวัน และอีกนัยหนึ่งสังคมต่างจับตามองว่ามุสลิมเป็นชนหัวรุนแรง และเป็นผู้ก่อการร้าย ส่วนผู้หญิงก็ลำบากที่จะคลุมอิญาบในที่สาธารณะหรือที่ราชการ เป็นต้น

ในยุโรปบางประเทศมีการส่งสายลับไปสืบตามมัสยิดและศูนย์กลางอิสลาม คุณมีความเห็นอย่างไรบ้าง?

ครับแม้แต่อังกฤษก็มีการส่งสายลับจากรัฐบาลมาสืบ โดยการจ้างมุสลิมให้เป็นคนสืบมุสลิมอีกที แต่ ผมว่าหากเขาไม่สามารถจะปฏิบัติอีบาดะได้เพราะเนื่องจากมีการกีดกัน หากว่าเขามีความสามารถที่อพยพได้ก็ให้เขาอพยพไปยังประเทศมุสลิมเถิด เพราะสิ่งนั้นน่าจะดีที่สุด

คุณเริ่มเป็นนักดนตรีเมื่อไหร่? และมันเป็นเหตุให้คุณต้องทิ้งมันเพื่ออิสลามไหม ?

ส่วนใหญ่คนในครอบครัวของผม จะเล่นดนตรีกันทั้งนั้น เลยเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมมีอาชีพนักดนตรีตั้งแต่เด็ก จากเด็กจนโต ผมได้เข้าประกวดร้องเพลงมาหลายเวทีมาก และแต่ละเวทีที่ผมเข้าไปผลปรากฏว่าผมชนะมันเกือบทุกครั้ง แต่ตอนที่ผมเอียะติกาฟในเดือนรอมาฏอนผมได้ยินคอตีบกล่าวขณะที่เขาคุตบะฮ์ว่า

คุณได้จำเพลงเท่าไหร่แล้ว และคุณได้จำกรุอ่านเท่าไหร่กัน?

คุณมีความรู้สึกอย่างไรบ้างตอนที่ได้อ่านอัลกรุอ่าน และในทางกลับกันยามที่คุณได้ร้องเพลงละคุณรู้สึกอย่างไร?

แล้วตอนนี้ละคุณรู้สึกอย่างไรเมื่อคุณได้อ่านอัลกรุอ่านหลังจากที่คุณได้เลิกจากการร้องเพลงแล้ว?

แต่ สำหรับผมแล้ว ผมรู้สึกถึงความหอมหวานของการอัลกรุอ่าน ตั้งแต่เริ่มต้นเลย และผมรู้สึกได้ว่ามันสามารถเยียวยาหัวอกของผมได้อย่างไรบ้าง ทั้งทีผมยังไม่เข้าใจความหมายก็ตาม แต่มันก็ทำให้ผมเกิดความสับสนอย่างมากว่าจะเลือกอะไรดีระหว่างอัลกรุอ่าน หรือการร้องเพลง ซึ่งตอนนั้นมันแวบเข้ามาตอนที่ผมอยู่ในรถ จนกระทั่งได้ตัดสินใจไปพบครูท่านหนึ่งให้สอนอัลกรุอ่านและภาษาอาหรับให้ ฮัลฮัมดุลิลลาฮ์ จากนั้นเป็นต้นมาผมสามารถเลิกจากทุกอย่างที่เป็นเพลงได้ แล้วหันไปอ่านอัลกรุอ่านแทนเพราะครั้งใดที่ผมกลับไปร้องเพลง ผมพบว่ามันทำให้ผมรู้สึกอึดอัดใจ แต่คราใดที่ได้อ่านอัลกรุอ่านมันทำให้ผมสบายใจทุกครั้งไป

คุณได้ทำงานแผยแพร่อิสลามแก่เพื่อนๆบ้างไหม หลังจากที่คุณเข้ารับอิสลามแล้ว?

อัลฮัมดุลิลลาฮ์ ครับผมทำอยู่ สำหรับงานดะอฺวะฮ์เป็นสิ่งสำคัญและเป็นภารกิจที่ใหญ่มาก เพราะ ผมพบกับคนที่คอยต่อต้านอิสลามเป็นร้อย ซึ่งเวลาส่วนใหญ่ผมจะหมดไปกับการเดินตามถนน และในขณะเดียวกันส่วนใหญ่แฟนคลับที่คอยติดตามงานเพลงของผม พอพวกเขารู้ว่าผมเข้ารับอิสลามและเป็นนักดาอีย์ด้วยแล้ว กลับทำให้เรื่องดังกล่าวยิ่งมีผลต่อพวกเขามากขึ้น

อะไรเป็นเหตุให้คุณมาอยู่ที่ประเทศคูเวต ?

ผม อยากเรียนภาษาอาหรับต่อให้จบ และอีกเหตุผลหนึ่ง ผมได้แรงจูงใจมาจากผู้บริหารศูนย์เผยแพร่อิสลาม คือท่านยามาล อัชชะตีย์ ซึ่งผมได้มีโอกาสนั่งคุยกับเขาที่ลอนดอน

ตอนนี้คุณกำลังทำงานอะไรอยู่?

ตอน นี้ผมกำลังเขียนหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ซึ่งผมจะเล่าถึงเรื่องราวชีวิตและการเข้ารับอิสลามของผม พร้อมๆไปกับทำงานดะอฺวะฮ์ ในประเทศตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอียิปต์ และคูเวต ผมตั้งใจว่าผมจะพยายามรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่ได้มาจากการไปประเทศเหล่านี้เพื่อข้อมูลในการอบรมให้แก่พี่น้องเราต่อไป

แล้วคุณว่าอย่างไรบ้างกับหุก่มของงานเพลงทุกชนิด รวมถึงการร้องหรือฟังเพลง ต่างก็เป็นสิ่งต้องห้ามในอิสลาม?

เท่า ที่ผมรู้ บางฟัตวาอนุญาตให้ฟังได้ในเพลงบางชนิด แต่ในขณะเดียวกันก็มีการฟัตวาว่าเพลงเป็นที่ต้องห้ามในอิสลามไม่ว่าจะเป็น ชนิดใดก็ตาม แต่พึงรู้เถิดว่า ผลของการฟัตวาที่คุณพูด หากว่าเป็นเพลงที่ดี ให้สาระอะไรทำนองนี้ก็ไม่เป็นไร... แต่ส่วนตัวผมมีความเห็นว่า สำหรับ เพลงแล้วมันมีผลที่ก่อให้เกิดอันตรายมากต่อการดำเนินชีวิตเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของความรู้สึก ทั้งคนที่ร้องเองหรือคนที่ฟังก็ตาม มันทำให้คนร้องเกิดความยิ่งยโส โอ้อวด จนลืมอัลลอฮ์ เพราะ ในขณะที่เขาได้เสดงโชว์ต่อหน้าผู้ชมมากมายเขาจะรู้ตัวเองได้อย่างไร และไม่ว่านักดนตรีจะเป็นอย่างไรผู้ฟังก็จะเอาแบบอย่างไปใช้เช่นกัน ซึ่งบางครั้งเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี จนในที่สุดพวกเขาต้องลืมแบบอย่างที่ดีที่สุดที่เราควรเอาอย่างไป คือบรรดาศอฮาบะห์นั่นเอง ฉะนั้นผมเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ฮารอม(ต้องห้าม)ทั้งหมด


พี่น้องที่รักทั้งหลาย ดูเหมือนว่าไม่มีศาสนาใดอีกแล้วที่เที่ยงธรรมไปกว่า “อิสลาม” และไม่มีใดบุคคลใดที่มีอยู่ ณ พื้นพิภพนี้ที่โชคดีไปกว่าคนที่เป็น “มุสลิม” ไม่มีคำตอบใดที่สมบูรณ์แบบไปกว่าคำพูดของ “อัลลอฮ์ และซุนนะห์ของท่านนบี และไม่มีความจริงใดที่น่าพิสูจน์และน่าค้นหาไปกว่าการนับถือ “ศาสนาอิสลาม”

แล้ววันนี้คุณได้พบคำตอบที่คุณตามหาแล้วหรือยัง ?

หาก คำตอบของคุณว่า..ยัง...อิสลามมีทุกคำตอบที่คุณอยากรู้ และจงอย่าจากโลกใบนี้ไป ก่อนที่ท่านจะได้ลิ้มรสชาติของการเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม เพราะชัยชนะที่ถาวรนั้นอยู่ที่ชีวิตหลังความตาย

ووصى بها إبراهيم بنيه يعقوب يا بنيّ إنّ الله اصطفى لكم الدين فلا تمو تنّ إلا وأنتم مسلمون [ البقرة:132 ]

อัลลอฮ์ ตรัสไว้ความว่า

“และท่านนบีอิบรอฮีมได้สั่งเสียแก่ลูกๆของท่านให้ปฏิบัติตามแนวทางนั้น

และยะอฺกูบก็ได้สั่งเสียด้วยว่า..โอ้ลูกเอ๋ยแท้จริงอัลลอฮ์ ได้ทรงเลือกศาสนาให้กับพวกเจ้าแล้ว

ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่าได้ตายเสียก่อนที่เจ้าจะเป็นผู้นับถือในศาสนาอิสลาม”

(อัลบากอเราะฮ์ 132)

undefined

เพราะ ความตาย คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมเข้ารับอิสลาม......แล้วคุณละพบคุณค่าในการเป็นมุสลิมแล้วหรือยัง ?

แปลและเรียบเรียงจากหนังสือพิมพ์รายวัน Alwatan Newapaper

جريدة الوطن

الموضوع : الكويت أكبر دول العالم حرية دينية وبها سأكتب قصة حياتي

0 ความคิดเห็น:

สัมภาษณ์ โต อดีตนักร้องวงซิลลี่ฟูล (ฟิรเดาวส์ ศรัทธายิ่ง)

สัมภาษณ์ทางรายการ ใต้ร่มเงาอิสลาม

Part 1




Part 2


......................................................................................................................................................................

สัมภาษณ์ทางรายการ ประเด็นชวนคิด ตอน ฟิรเดาวส์ ศรัทธายิ่ง (โต SillyFools) ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ Yateem TV ทีวีศรัทธาชน

1/3


2/3



3/3




0 ความคิดเห็น: