กุหลาบที่เหี่ยวเฉา


กุ =สร้างขึ้น- หลาบ=เข็ด

เหี่ยว=ไม่มีค่าเลย เฉา=บอบช้ำ

ให้ความหมายโดย อบูฮาบีบ

بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْم
السلام عليكم ورحمة الله وبركا ته

ฉันอาจจะถูกเปรียบ..เหมือนดอกไม้ดอกหนึ่ง!!อาจเป็นดอกกุหลาบแดง สำหรับใครที่ชอบมีความรัก หรืออาจเป็นดอกกุหลาบเหลือง สำหรับใครที่มักจะห่วงใย คนอื่นเขา….

นี่..อาจ จะเป็นคำปรารภหนึ่งที่เหล่าบรรดาศรัทธาชนหญิงเราหลายๆคน ที่อาจเคยได้ยิน อาจเคยรับรู้จากคนรอบข้าง หรือจากศรัทธาชนอื่นๆที่เขานั้นได้เปรียบไว้ก่อนแล้ว เนื่องจากการที่ศาสนานั้น ออกมาปกป้อง ยอมรับ ให้เกียรติและให้ความคุ้มครองถึงคุณค่าที่มีอยู่ในตัวเธอ ด้วยกับความสวยงามที่มีอยู่…..

โอ้ศรัทธาชนหญิงเอ๋ย เราลองมาหันดูตัวเองซิ๊!! ว่าวันนี้ ฉันถูกผู้ชายเปรียบเปรยด้วยดอกสีอะไร ดอกชนิดไหน และในรูปแบบใด…… หรือฉันถูกเปรียบเปรยด้วยดอกไม้ที่อยู่ในแจกัน ที่ๆถูกห่อหุ้มเป็นอย่างดี….. หรือฉันถูกเปรียบเปรยด้วยดอกไม้ที่ใครจะยื่น ใครจะส่ง ใครจะเปลี่ยน..มือ..ก็เป็นได้ ทำได้ง่ายเพียงนั้น…..หรือ ฉันจะถูกเปรียบเปรยเพียงแค่ดอกไม้หนึ่งที่อยู่ริมทาง ใครต่อใคร เค้าเดินผ่าน เค้าเด็ดดม เค้าเชยชม แล้วจากไปก็ทำได้เพียงนั้น.. หรือฉันจะถูกเปรียบเปรยเพียงแค่ดอกไม้ ดอกหนึ่งที่ถูกตั้งโชว์ ตั้งขาย ที่ใครต่อใคร เค้าจะซื้อ เค้าจะขาย และต่อรองซึ่งราคากันได้ อย่างเปิดเผย โดยไม่มีแม้กระทั่ง ลิขสิทธิที่ควรแก่การให้ความคุ้มครองและเก็บไว้ในที่ที่ควรอยู่เลย

ดั่ง ที่กล่าวมาแล้วนั้น เมื่อเราได้คำตอบ เมื่อเราพบเจอซึ่งสิ่งที่ตัวเองนั้นเป็นอยู่ ถึงคำเปรียบจากชายที่มีให้ด้วยกับการกระทำสิ่งเหล่านั้นไป อันเนื่องจากความไม่รู้ ความหน้ามืดตามัวเพียงชั่วขณะหนึ่งก็แล้วแต่นั้น มันจะเป็นการควรอีกไหม ที่เราจะนิ่ง เราจะเฉย และจะยังไม่คิดที่จะถีบตัวเองให้มันมีค่า มีเกียรติ มีค่ามากกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ ซึ่งบรรดาชายนั้นเขาได้เปรียบไว้

โอ้ศรัทธาชนหญิงเอ๋ย เราไม่อยากเปรียบได้ ดั่งเพชร อันล้ำค่าใช่ไหม.. ที่ใครๆเค้าไม่อวดเพชรชิ้นนี้ให้กับใคร! เราจะยังเป็นดอกที่ไร้เกียรติ ไร้ซึ่งคุณค่า ด้วยกับการที่เรานั้นยังจะโชว์รูปตัวเองลงบนเอ็มเอสเอ็น เฟสบุค หรือยังจะยอมให้ผู้ชายหน้าไหนก็ไม่รู้ เค้าแทะโลม เค้าเชยชม เค้าเด็ดดม ด้วยกับการคุยโทรศัพท์กับเค้า การสนทนากับเค้า โดยไม่มีเหตุจำเป็น หรือ การที่เราให้เค้าควงแขนไปไหนต่อไหนขึ้นมอเตอร์ซ้อนท้ายกับเขา หรือแม้กระทั่งการเปิดเผยซึ่งเอาเราะห์เปิดเผยซึ่งสัดส่วนแล้วเดินส่ายไป ส่ายมาไปยังสาธารณะอีกหรือ

ดังนั้น เธอ..และเธอ..และเธอทั้งหลายครับ ลองมองภาพของสังคมหนุ่มสาวมุสลิมของเราดูซิ นั่นเขาถูกเปรียบเหมือนอะไรกันหรอ จะเป็นดอกไม้ได้ไหม จะเป็นเพชรได้หรือเปล่า หรือเขาเหล่านั้นจะเป็นแค่ของเล่นชิ้นหนึ่ง ที่ใครเค้าเด็ดดม เชยชม เมื่อไหร่ก็ได้ ตอนไหนก็ได้ ตามที่ต้องการ ตามที่เวลาและสถานที่มันเอื้ออำนวยให้เมื่อไหร่ที่เค้าต้องการ ก็เพียงใช้คำพูดหนึ่งหว่านล้อมไม่กี่คำ บวกกับสิ่งที่มาคอยยั่วยุทุกชั่วขณะ ไม่นานนัก เธอก็หมดความละอายที่จะตอบปฏิเสธ

ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาก็ถูกสร้างขึ้น ด้วยกับการที่เรียกความสัมพันธ์นั้นว่ามากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟนมากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่เพื่อนร่วมงาน และมากกว่าเพื่อนร่วมงานแต่ไม่ใช่เพื่อนร่วมทุกข์ จน วันหนึ่งเขารู้สึกเบื่อดอกไม้ดอกนี้ รู้สึกไม่ชอบดอกไม้ดอกนี้ เขาก็พร้อมที่จะสลัดทิ้งอย่างง่ายดายเหมือนที่เขาได้มาอย่างง่ายๆเช่นเดียว กัน

ถึงตอนนั้น แม้เธอจะถูกเปรียบเหมือนกุหลาบแดงที่ดูสดใส กุหลาบเหลืองที่ดูโดดเด่นก็ตามแต่ แต่เธอเหล่านั้นก็เป็นได้แค่เพียงดอกกุหลาบที่เหี่ยวเฉาดอกหนึ่ง มันคงไม่มีค่าเลยแล้วหล่ะมันคงไม่มีเกียรติเลยสักนิด และท้ายที่สุดแล้ว เธอก็ต้องบอบช้ำ เธอก็ต้องไร้ค่า เธอก็ต้องเสียใจ และเธอก็ต้องหลาบจำ เพราะชายที่ เธอหลงคารม ชายที่เธอเคยเดินควงไปไหนต่อไหนแล้ว ชายที่เคยแทะโลมเธอในทุกค่ำคืนของวันไหนๆ เขาก็ไปเลือกหญิงที่เป็นเพชรซิ!! เขาจะเลือกเธอเพื่อเป็นแม่ที่สร้างแบบอย่างที่ดีให้ลูกๆ เป็น ภรรยาที่ดีและเชื่อฟังสามีหรอ! หากเธอที่ผ่านมานั้นมักจะอวดโฉม อวดสิ่งดีๆที่คู่ควรต่อการปิดไว้ให้ใครก็ไม่รู้เค้าได้ดู เค้าสัมผัสมาก่อนแล้ว

เขาไม่เลือกหรอก เพราะ เธอเปรียบได้แค่กับ..กุหลาบที่เหี่ยวเฉาเท่านั้นเอง

ลองถามตัวเองสักนิด วันนี้! ฉันคบกับใคร วันนี้ฉันคุยกับคนไหน เค้าคนนั้นทำอะไรให้เราบ้าง เกียรติและค่าของเราเค้ารักษา หรือเค้าทำลาย และเราเองวันนี้ ภูมิใจไหม!!ที่เป็นของโชว์ มากกว่าของที่ถูกเก็บไว้เป็นอย่างดี !!!

والسلام عليكم ورحمة الله وبركاته

0 ความคิดเห็น:

เพียง…ลูกอมฮาร์ทบีท !!


โดย อบูฮาบีบ

ใช่แต่เพียงแค่ดอกไม้ ดอกหนึ่ง จะเป็นกุหลาบแดง หรืออะไรทั้งหลายแหล่ ที่เขาแสดงออกถึงความรักที่มีต่อกันด้วยสีแดง ไม่ว่าจะมอบ ไม่ว่าจะส่ง หรือเขาจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีแดง ในวันดังกล่าว (วาเลนไทน์) เท่านั้น เพียง..ลูกอมฮาร์ทบีท นั่นก็ผิดแล้ว หากมุสลิมคนนึง จะถือโอกาสในวันข้างต้น ถือปฏิบัติมอบกัน!!

เราไม่ได้บอกว่า ใครจะซื้อดอกไม้ ใครจะอมฮาร์ทบีท มันจะเป็นเรื่องที่ผิดในหลักการของศาสนา แต่เมื่อไหร่ที่เราเชื่อ เราเข้าใจ และเราเองไปมองข้ามถึงการส่งมอบ การฝากให้ดอกไม้หรือลูกอมฮาร์ทบีท เพราะว่ามันแทนความห่วงใย แทนความรักที่มีต่อกัน ซึ่ง มันสอดคล้องกับประเพณีที่อยู่บนพื้นฐานของความเชื่อในศาสนาอื่นมาถือปฏิบัติ แล้วมอบกันแก่เพื่อนรัก เพื่อนรู้กิน หรือเพื่อนที่เราอุปโลกน์ว่า เป็นมากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่สามีหรือภรรยา ในช่วงวัน เวลา ดังกล่าว แล้วล่ะก็ นั่นหล่ะครับ เราก็มีความเชื่อและพฤติกรรมที่ไม่ต่างอะไรกับพวกเขา นาอูซุบิลลาฮฺ มินซาลิกฺ

อัลลอฮฺซุบฮานาฮุวาตะอาลาตรัสว่า وَمَنْ يَتَوَلَّهُمْ مِنْكُمْ فَإِنَّهُ مِنْهُمْ » (سورة المائدة: من الآية ความว่า ผู้ใดในระหว่างพวกเจ้าที่ผูกสัมพันธ์กับพวกเขา แน่นอน เขาก็ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา(อัล-มาอิดะฮฺ : 51) หรือที่มีรายงานจากอิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุมา เล่าจากท่านนบีศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า ผู้ใดที่เลียนแบบกลุ่มชนใด เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา(บันทึกโดย อบู ดาวูด 3512, อัล-อัลบานีย์ให้หุก่มว่า หะสัน เศาะฮีหฺ ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อบี ดาวูด : 3401)

หลาย คนที่ยังไม่เข้าใจ และเคยชิน เคยตัวกับการมีส่วนร่วมทุกอย่าง เขาใส่ เราก็ใส่ เขามีเราก็อยากมีด้วย และเขาทำ เราก็อยากทำเหมือนกันในประเพณีต่างๆของต่างศาสนิก ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ คริสต์มาส ลอยกระทง หรือวาเลนไทน์ก็ตามแต่ อาจเกิดความรู้สึกจะงุนงน และสับสน เฉยๆกับเรื่องเหล่านี้พอควร ก็แค่ดอกไม้ดอกเดียว ลูกอมก็เพียงเม็ดเดียว มันจะผิดร้ายแรงอย่างไรหรือ!!

แต่ พี่น้องคงต้องถามตัวเองแล้วว่า เราเป็นมุสลิมที่นับถืออิสลามหรือไม่ อิสลามกำหนดเช่นนี้เป็นบาป เช่นนี้ไม่เป็นบาป เราเองจะเลือกทางไหน กฎเกณฑ์ที่ถูกตั้งไว้ มีไว้ให้แหกหรือเฉยๆกับมันหรือเปล่า

ในวันนี้!! เรา เองที่เลือกที่ไปทางเดินอื่น เรามักจะแหกกฎที่ตั้งไว้ ฉะนั้นในเมื่อเราแหกกฎเกณฑ์ที่ถูกตั้งไว้ อัลลอฮฺซุบฮานาฮุวาตะอาลาก็ทรงให้แนวทางในการกลับเนื้อกลับตัว แต่ถ้ายังไม่เลิกกระทำ ก็จงรอคอยการลงโทษที่อัลลอฮฺได้เตรียมไว้เถิด)

ท้ายนี้ ขอให้เราใส่ใจกับมันสักนิด ตระหนักถึงความเป็นมุสลิมสักหน่อย

ภูมิใจไหมครับ!! หาก เราเป็นแค่มุสลิมตามบัตรประชาชนที่ไม่ใส่เลยสักนิดว่า มุสลิมตามหลักการอิสลามเขาควรวางตัวอย่างไรเมื่อประเพณีของต่างศาสนิกนั้นมา ถึง

มันคุ้มไหมหนอ!! หากเรามองข้ามสิ่งเหล่านี้ เพียงแค่มอบลูกอมฮาร์ทบีท ก็เพราะมันแทนว่า ฉันห่วงใยกัน !!!

ฉงนใจว่า วันอื่นๆ เดือนอื่นๆ เราถึงไม่มอบความรักให้แก่กันอย่างถูกต้อง ถูกหลักการ ทำไมต้องมาเลือกช่วงนี้!! ทำไม??

-----------------------------

หุก่มการร่วมวันวาเลนไทน์

http://www.islamhouse.com/p/76023

เทศกาลวาเลนไทน์ สำหรับใคร !

http://www.islamhouse.com/p/76023

คำวินิจฉัยของบรราดอุละมาอ์ เกี่ยวกับวันวาเลนไทน์

http://www.islammore.com/main/content.php?page=sub&category=4&id=1953

ที่มาของวันวาเลนไทน์

http://www.islamhouse.com/p/57605

..ปลปลปลปลปลปลปลปปลปลปลปลปลปลปลปลปลปลปลปลปลปลปลปลปลลปลปลปลปลปลปลป.

0 ความคิดเห็น:

การแอบรักในอิสลามถือว่าผิดไหม


อัสลามุอาลัยกุม วาเราะมาตุลลอฮ วาบารอกาตุฮ คุณนูรโอ

จะผิดถูกอย่างไรนั้นอัลลอฮ(ซ.บ)ทรงตรัสไว้ ซึ่งมีใจความว่า"และพวกเจ้าอย่าเข้าใกล้การผิดประเวณี แท้จริงมันเป็นการลามกและทางอันชั่วช้า""[17:32]
รายละเอียดมีไว้อ่าน คลิก

http://www.banatulhuda.com/webboard_show.php?Key=&Page=1&postid=897

หรือลองอ่านคำแนะนำ จากคำถามเรื่อง รักชายคนหนึ่งไปแล้ว ดังนี้

คงไม่ใช่เป็นเรื่อง แปลกนะ หากความรู้สึกที่คุณมีกับชายคนดังกล่าวนั้น เป็นความรู้สึกที่เป็นปกติของชายและหญิงที่มีต่อกัน มันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงและปฏิเสธไม่ได้ว่า แรงปรารถนา(หรือแรงดึงดูดของอารมณื)ระหว่างชายหญิง จะเป็นแบบนี้กันในสังคมปัจจุบัน หากการที่ชายหรือหญิงคนนั้นได้กระทำสิ่งหนึ่ง สิ่งใดที่นำมาซึ่งความรู้จักและเห็นในความเป็นอยู่ที่เรารู้สึกว่าอืม!เตะใจเลยหล่ะผู้ชายคนนี้ โดนใจเลยหล่ะผู้หญิงคนนั้น ก็เป็นธรรมดาหล่ะนะ

แต่จะทำอย่างไรหนอ ให้ความรู้สึกเหล่านั้น เป็นความรู้สึกที่มันฮาลาล ไม่ใช่เป็นเพียงความรู้สึกที่มีให้ แค่ชั่วครั้งชั่วคราวโดยทำให้เกิดการบั่นทอนซึ่งจิตใจ แล้วนำมาซึ่งความอ่อนแอของอีหม่านและความศรัทธาของตัวเอง ในฐะนะที่เรานั้นเป็นมุสลิมที่เชื่อและศรัทธาว่า สิ่งเหล่านี้ มันเป็นความผิดนะ มันจะต้องถูกสอบสวนนะ มันเป็นบ่อของการเกิดฟิตนะฮต่างๆตามมานะ อาจจะเป็นเรื่องในการวางตัวและการใช้ชีวิตของเราในปัจจุบันที่เราต้อง พิจารณาและทบทวนถึงอามาลของเรา และการปฏิบัติตัวของเราให้เพียงพอกับการกลับไปสู่พระองค์อัลลอฮ ซุบฮานาฮุวา ตะอาลา แทนที่เราจะมานั่งทบทวนอามาลต่างๆ แต่เรากลับนำความรู้สึกที่ให้ไว้กับชายหรือหญิงใด มาเป็นตัวถ่วงเวลาของเรา โดยที่เรานั้นไม่ได้หาทางออกที่ดีกว่านี้เลย ว่าไหม!!!

ฉะนั้นแล้ว แน่นอน เราเองก็ต้องมาพิจารณาหล่ะนะว่า ความรู้สึกที่เรามีให้แก่เค้าหรือเธอคนนั้น เป็นความรู้สึกจริงๆหรือเป็นเพราะอารมณ์ชั่วครั้งชั่วคราวของเราเองเพียง นั้น หากเป็นเพียงความรู้สึกแค่ชั่วครั้งชั่วคราว เค้าไม่ได้ดีอย่างที่คิดหรอกนะ เค้าไม่เป็นคนที่เรารู้สึกอย่างนั้นหรอกนะ แต่เพราะเค้าทำอะไรบางอย่างเท่านั้นเอง ฉันก็เลยรู้สึกอย่างนั้นกับเค้า ดังนี้แล้ว เราเองก็ควรสำรวมตัวและสำรวมความรู้สึกเหล่านั้นให้มากๆ อย่าเสียเวลากับการมานั่งคิดถึงเค้าเลย อย่าเสียเวลากับการนำมาคิดเลยนะ...

แต่หาก เค้าคนนี้ ที่เราปลื้มและคิดถึง ออ!! เค้ามีอุดมการณ์สูงนะ เค้าเป็นคนทำงานอิสลาม เค้ามีความรู้ศาสนาจริงๆนะ และเค้าก็มีความรู้และมีความตักวาจริงๆด้วยหล่ะ (ไม่ใช่มีความรู้ศาสนาแต่ไม่มีความยำเกรงและความตักวาเลย)

เออ!! ใช่เลย ที่อิสลามบอกไว้ ที่ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า" 4 ประการ ที่ผู้หญิงจะถูกเลือกให้แต่งงาน คือ ทรัพย์สินของนาง วงศ์ตระกูลของนาง ความสวยของนาง และศาสนาของนาง จงเลือกแต่งงานกับหญิงที่มีศาสนา ท่านจะเป็นผู้โชคดี หรืออีกสำนวนหนึ่ง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า ท่านจะไม่คลุกฝุ่น(บันทึกโดยบุคอรี) หะดิษข้างต้นนี้ หมายรวมถึงการที่หญิงพิจารณาเลือกชายด้วย..

และตรงเลยหล่ะที่ลักษณะของชายเอ๋ย ที่หญิงควรเลือกหาพิจารณา
มีชายคนหนึ่งถามท่านหะสัน บิน อาลี ว่า "ฉันมีลูกสาวคนหนึ่ง แล้วชายมีลักษณะอย่างไรที่ฉันควรเลือกเป็นสามีนาง ? ท่านตอบว่า "ชายที่มีความยำเกรงต่ออัลลอฮ ซึ่งเขามีความสุข เขาก็จะให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่หากเขาทุกข์ เขาก็จะไม่กระทำที่ทารุณโหดร้าย" (ดูฟิกฮุส สุนนะฮ ของสัยยิด สาบิก)

ซึ่งหากเราพิจารณาดั่งนี้แล้วว่า ผ่านหล่ะ คนนี้ใช่เลย ศาสนาก็มี ความตักวาก็เยอะ มารยาทก็ดีงาม งั้นเราก็เสนอตัวไปเลยดีกว่าไหม
อย่างที่ท่านสะฮฺล์ บุตรสะอีดเล่าว่า

عن أنس أن امرأة عرضت نفسها على النبي صلى الله عليه وسلم فضحكت ابنة أنس فقالت ما كان أقل حياءها فقال أنس هي خير منك عرضت نفسها على النبي صلى الله عليه وسلم .

จากท่านอนัส "แท้จริงสตรีนางหนึ่งเสนอตัวให้แก่ท่านนบีมุหัมมัด, แต่บุตรสาวของท่านอนัสกลับหัวเราะ นางกล่าวว่า อะไรหนอที่ทำให้เธอมีความละอายน้อยเหลือเกิน, ท่านอนัสกล่าวแก่นางว่า นางดียิ่งกว่าเธอเสียอีกที่เสนอตัวให้แก่ท่านนบีมุหัมมัด" (บันทึกโดยอะหฺมัด, หะดีษเศาะหี้หฺ)

จากหลักฐานข้างต้น สรุปว่า ศาสนา อนุญาตให้สตรี หรือวะลีย์ของนาง เสนอตัวให้แก่ผู้ชายเพื่อให้เขาพิจารณาแต่งงานกับนาง ซึ่งไม่ถือว่าเป็นเรื่องน่าอับอายแต่อย่างใดทั้งสิ้น เพราะเป็นสิ่งที่ศาสนาอนุมัติให้กระทำ
ฉะนั้น เราอาจจะเห็นว่ามีผู้ชายบางคนเป็นคนดีอยู่ในหลักการศาสนา ตัวเสนอตัวให้เขาพิจารณานางได้ หรือให้วะลีย์ไปพูดกับเขาให้รู้ว่า นาง หรือบุตรสาวของตนพอใจในตัวเขา เช่นนี้กระทำได้ ศาสนาอนุมัติ ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นโสดอยู่ หรือมีภรรยาแล้วก็ตาม

อนึ่ง แต่ศาสนากำชับให้ผู้ชายที่ถูกสตรีเสนอตัว หรือวะลีย์ของนางนำเสนอนั้นให้เขาปกปิดสิ่งนั้นเป็นความลับ ทั้งนี้เพื่อรักษาเกียรติของสตรีผู้นั้น โดยการปกปิดความลับนั้นไม่ว่าเข้าจะตอบรับนางหรือไม่ก็ตามครับ. والله أعلم

จาก http://www.baanmuslimah.com/dp57/node/902
ที่มาในส่วนของหลักฐานข้างต้น

0 ความคิดเห็น:

วิธี จัดการกับความเครียด&ความกังวล

วิธีที่ 1

“ความเครียดคือชีวิต” ความ เครียด คือสิ่งที่เป็นสาเหตุอันนำไปสู่ความตึงเครียดทางจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณ ซึ่งไม่มีหนทางที่จะหลีกเลี่ยงความรู้สึกนี้ได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือ เราจะสามารถรับมือกับความเครียดนี้ได้อย่างไร บทความนี้ไม่ได้บอกถึงวิธีจัดการกับปัจจัยของความเครียด ความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า และไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม หากคุณกำลังอยู่ในภาวะเศร้าโศกเสียใจ จงตระหนักเถอะว่า คุณไม่ได้เป็นเพียง “คนเดียว” ที่รู้สึกเช่นนั้น ในประเทศอเมริกามีผู้ป่วยประมาณ 75-90 เปอร์เซ็นที่เข้าพบแพทย์ในศูนย์สุขภาพชุมชนอันเกิดจากปัญหาความเครียด ด้วยเหตุนี้คุณจึงควรปรึกษาแพทย์หากพบว่าคุณมีปัญหาด้านความเครียด อย่างไรก็ตามเรามีเคล็ดลับบางประการ จากมุมมองด้านจิตวิญญาณที่สามารถช่วยคุณให้พ้นจากความเครียดได้ อินชาอัลลอฮฺ

วิธีที่ 1 วอนขอจากอัลลอฮฺ พระองค์จะทรงรับฟังการวอนขอจากท่าน : ดุอาอฺ

หันหลังให้กับ “ความกระวนกระวายใจ” “ความกลัว” และ “ความวิตกกังวล” ไปสู่การดุอาอฺ (การวิงวอนขอจากอัลลอฮฺ) จงทำให้ “การดุอาอฺ” เป็นอีกหนึ่งเหตุผลอันนำไปสู่การสวามิภักดิ์ต่ออัลลอฮฺและการอยู่ในซัจดะฮฺ (การหมอบกราบ สุญูด) ขณะที่ท่านอยู่ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺมากที่สุด - พระองค์ทรงได้ยินและรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในหัวใจของท่าน หากแต่พระองค์ต้องการให้ท่านวอนขอต่อพระองค์ในสิ่งที่ท่านปรารถนา ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงโกรธกริ้วบรรดาผู้ที่ไม่วอนขอสิ่งใดจากพระองค์” (ติรฺมิซียฺ)

ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม เคยกล่าวไว้ว่า ขณะที่ท่านทำการละหมาด ท่านจะรู้สึกสงบและผ่อนคลาย {นะซาอียฺ}

ท่านมักจะขอการอภัยโทษจากอัลลอฮฺอย่างสม่ำเสมอ และคงอยู่ในการหมอบกราบ (สุญูด) ระหว่างทำการสรรเสริญอัลลอฮฺ (ตัสบีฮฺ) และวิงวอนขอการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ {บุคอรียฺ}

อัล ลอฮฺทรงต้องการให้ท่านระบุสิ่งที่ท่านปรารถนาต่อพระองค์ ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้แนะนำให้เราวอนขอจากอัลลอฮฺในสิ่งที่เราต้องการอย่างชัดเจน แทนการขอดุอาอฺอย่างคลุมเคลือ เพราะการดุอาอฺคือส่วนสำคัญยิ่งของการทำอิบาดะฮฺ (ดังที่ท่านรอซูลได้กล่าวไว้จากรายงานของติรฺมิซียฺ)

จากบทความ 25 Ways to Deal with Stress and Anxiety
บทความโดย : อับดุลมาลิก มุญาฮีดฺ
ถอดความโดย : บินติ อิสลาม

0 ความคิดเห็น:

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม

ชาว มุสลิมเชื่อในพระผู้เป็นเจ้าที่ไม่มีสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้ มีเอกลักษณ์เด่นพิเศษเพียงพระองค์เดียว ผู้ซึ่งไม่มีพระบุตรหรือบริวาร และไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์ที่จะได้ รับการ สักการะบูชา นอกจากพระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้น พระองค์ทรงป็นพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง และพระเจ้าองค์อื่นล้วนเป็นสิ่งสักการะจอมปลอม พระองค์ทรงมีพระนามที่ไพเราะ และมีคุณลักษณะอันเพียบพร้อมงดงามไม่มีผู้ใดจะมาแบ่งความเป็นพระผู้ เป็นเจ้าของพระองค์ หรือคุณลักษณะอันสมบูรณ์ของพระองค์ไปได้

กะอฺบะฮฺ ณ นครมักกะฮฺ ซาอุดิอาระเบีย ศูนย์รวมของมวลมนุษย์ทุกเชื้อชาติ ภาษา สีผิว

ในพระคัมภีร์กุรอาน พระผู้เป็นเจ้าทรงอรรถาธิบายตัวของพระองค์เองไว้ดังนี้:

قُلْ هُوَ الله أَحَدٌ ( 1 ) الله الصَّمَدُ ( 2 ) لَمْ يَلِدْ وَلَمْ يُولَدْ ( 3 ) وَلَمْ يَكُن لَّهُ كُفُواً أَحَدٌ ( 4 )

"จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด พระองค์คืออัลลอฮ์ผู้ทรงเอกกะ อัลลอฮ์นั้นทรงเป็นที่พึ่ง พระองค์ไม่ประสูติและไม่ทรงถูกประสูติ และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์" (อัลกุรอาน, 112:1-4)

ไม่ มีผู้ใดมีสิทธิ์ที่จะได้รับการเอ่ยนามระลึกถึง การอ้อนวอนการบูชา หรือได้รับการแสดงการสักการะบูชา นอกจากพระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น

พระ ผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียวคือผู้มีอำนาจสูงสุด เป็นผู้สร้าง เป็นผู้ครอบครอง และเป็นผู้จรรโลงสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ พระองค์ทรงจัดการทุกสรรพกิจ พระองค์ทรงมีอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสัตว์โลกของพระองค์ และสัตว์โลกทุกหมู่เหล่าต่างต้องพึ่งพาพระองค์สำหรับทุกสิ่งที่พวกเขาต้อง การ พระองค์ทรงสดับทุกสรรพสิ่ง ทรงเห็นทุกสรรพสิ่ง และทรงหยั่งรู้ในทุกสรรพสิ่งในหลักการปฏิบัติที่สมบูรณ์แบบ ความรอบรู้ของพระองค์ทรงครอบคลุมเหนือทุกสรรพสิ่ง ทั้งเรื่องที่เปิดเผยและที่เป็นความลับ และต่อสาธารณะชนและที่เป็นส่วนพระองค์ พระองค์ทรงหยั่งรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นสิ่งที่จะเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นอย่างไร ไม่มีกิจการใดเกิดขึ้นในโลกใบนี้ได้ เว้นแต่พระองค์ประสงค์จะให้บังเกิดขึ้น

สิ่ง ใดก็ตามที่พระองค์ประสงค์จะให้เกิด ก็จะต้องบังเกิด และสิ่งใดที่พระองค์ไม่ประสงค์จะให้เกิด ก็จะไม่บังเกิดและจะไม่มีทางบังเกิดขึ้นได้ ความประสงค์ของพระองค์อยู่เหนือความต้องการของสัตว์โลกทั้งปวง พระองค์ทรงมีอำนาจอยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง และพระองค์ทรงสามารถกระทำทุกสรรพสิ่ง พระผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอพระองค์ทรงเป็นผู้โอบอ้อมอารีย์

หนึ่ง ในวจนะของศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม พวกเราได้รับการบอกเล่าว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงมีพระเมตตาต่อสรรพสิ่งถูกสร้างของพระองค์มากกว่ามารดาที่ เมตตาต่อบุตรเสียอีก พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ห่างไกลจากความอยุติธรรมและการกดขี่ พระองค์ทรงรอบรู้ทุกสรรพสิ่งที่ทรงสร้างสรรค์และทรงกำหนด หากผู้ใดต้องการบางสิ่งจากพระผู้เป็นเจ้า ผู้นั้นสามารถอ้อนวอนได้จากพระองค์โดยตรงโดยไม่ต้องพึ่งผู้อื่นเป็นสื่อกลางให้ขอร้องต่อพระผู้เป็นให้กับตน

คลิกที่ไฟล์แนบ (หรือคลิกเลือกไฟล์ที่นี่ Pdf หรือ Doc) เพื่อดาวน์โหลดบทความฉบับสมบูรณ์ ประกอบด้วยเนื้อหาเพิ่มเติมดังนี้ ..

- ศาสนาอิสลามคืออะไร?

- ความเชื่อพื้นฐานบางประการของศาสนาอิสลามมัสยิดท่านศาสนทูตมุหัมมัด เมืองมะดีนะฮฺ ซาอุดิอาระเบีย

1) เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า

2) ความเชื่อในเรื่องมลาอิกะฮฺ

3) ความเชื่อในคัมภีร์ที่ทรงเปิดเผยของพระผู้เป็นเจ้า

4) ความเชื่อในศาสนทูตและผู้ถือสารของพระผู้เป็นเจ้า

5) ความเชื่อในเรื่องวันพิพากษา

6) ความเชื่อใน อัล-เกาะดัร (กฏแห่งกำหนดสภาวะดีและชั่ว)

- มีแหล่งข้อมูลที่เป็นบทบัญญัติอื่นใดนอกเหนือจากพระคัมภีร์กุรอานหรือไม่?

- ตัวอย่างวจนะของศาสนทูตมุหัมมัด

- ศาสนาอิสลามกล่าวถึงวันพิพากษาไว้อย่างไร?

- บุคคลหนึ่งจะเป็นมุสลิมได้อย่างไร?


หรือคลิกลิงก์เรื่องที่เกี่ยวข้องด้านล่างสำหรับข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติม ...

ลิงก์ร่วม

0 ความคิดเห็น:

"Aku Mencintaimu Ibu"

Sahabat Hikmah...
Kita telah dilahirkan oleh Ibu kita
dengan perjuangan antara hidup dan mati...
Sudahkah kita BERBUAT sesuai yang diharapkannya. ..
untuk orang tua, untuk keluarga, untuk bangsa, negara dan agama?
Apakah KEBERADAAN kita sudah sebanding dengan perjuangannya ...?
Ataukah sebaliknya kita sudah mengecewakannya?

Marilah kita mengambil sebuah tulisan berikut...



IBU

Suatu ketika seorang anak menghampiri ibunya di dapur..
ia menyerahkan selembar kertas yang telah ditulisinya. ..
Setelah sang ibu mengeringkan tangannya dengan lap.
Ia pun mebacanya dan inilah tulisannya :


Untuk memotong rumput 5.000 rupiah
Untuk membersihkan tempat tidur 1.000 rupiah
Untuk pergi ke toko disuruh ibu 1.000 rupiah
Untuk menjaga adik waktu ibu belanja 3.000 rupiah
Untuk membuang sampah 1.000 rupiah
Untuk nilai bagus 10.000 rupiah
Untuk membersihkan dan menyapu halaman 5.000 rupiah
Jadi total jumlah hutang ibu adalah 26.000 rupiah

Sang Ibu memandangi anaknya dengan penuh harap..
berbagai kenangan terlintas dalam benak sang ibu..
lalu ia mengambil pulpen,
membalikan kertasnya dan inilah yang ia tuliskan :

Untuk sembilan bulan ibu mengandung kamu, gratis
Untuk semua malam ibu menemani kamu, gratis
Untuk mengobati kamu dan mendoakan kamu, gratis
Untuk semua saat susah dan airmata dalam mengurus kamu, gratis
Untuk semua mainan, makanan dan baju, gratis
Kalau dijumlahkan semuanya..
harga cinta ibu adalah gratis..
semuanya GRATIS...

Seusai membaca apa yang ditulis ibunya,
Sang anak pun BERLINANG AIR MATA dan menatap ibunya dan berkata :

”Bu, aku SAYANG SEKALI sama ibu”
Kemudian ia mengambil pulpen
dan menulis sebuah kata dengan huruf-huruf besar ”LUNAS”

Masih senantiasa teringat dalam benak kami...
Ketika kami muda betapa Ibunda ingin MEMELUK kami ...
tapi kami MENGUNCI kamar kami.....

Ketika sebagian dari kami lulus SMA Ibu MENANGIS TERHARU.....
tapi kami malah BERPESTA dengan teman-teman kami...

Ketika mereka membayar uang kuliah dan MENGANTAR kami kuliah pertama...
tapi kami malah minta diturunkan di gerbang kampus karena MALU sama teman-teman kami...

Ketika beliau bertanya”dari mana saja seharian pergi...”
sebagai jawaban..”Ah Ibu cerewet amat sih, mau tahu aja urusan orang”

Ketika mereka MEMBANTU biaya pernikahan.. .
akan tetapi malah kami menjauh pindah beratus kilometer darinya ...

Ketika dia memberi nasehat cara merawat bayi...
tetapi kami berkomentar ”Maaf Bu zaman sudah berubah...”

Ketika mereka memendam rindu ingin bertemu kami...
akan tetapi apa jawaban kami ”Maaf Bu kami sibuk dengan urusan kami.....”

Ketika di Usia mereka LANJUT dan SAKIT-SAKITAN
sehingga memerlukan PERAWATAN... .
sebagai gantinya kami malah membaca pengaruh negatif orangtua yang menumpang di rumah cucu-cucunya. ..

Sehingga ketika sebagian dari orangtua kami Engkau Panggil....
Baru terasa seperti sebuah PALU GODAM yang meremukan hati kami...
ternyata kami BELUM MELAKUKAN APAPUN untuk kedua orangtua kami...

Jika beliau masih ADA,
jangan lupa memeberikan KASIH SAYANGMU lebih dari yang pernah kau berikan selama ini...

Dan jika beliau sudah TIADA,
ingatlah kasih sayang dan cintanya yang tulus tanpa syarat kepadamu..
janganlah lupa untuk senantiasa melantunkan DOA kepadanya disetiap waktumu...

Untuk itu...
Ya Allah ampunilah kedurhakaan kami...
Ya Allah senantiasa perbaiki akhlak kami...
Ya Allah rahmatillah senantiasa orangtua kami.
Ya Allah cintailah... kasihilah. ..sayangilah mereka
sebagaimana mereka demikian sayang kepada kami sewaktu kami kecil....... ..
(Dari milis sebelah)

Demikian semoga kita tersadarkan. ..
KEBERADAAN kita di dunia harus BERARTI...
Terutama untuk IBU TERCINTA....

0 ความคิดเห็น:

วิธีเอาชนะใจ (ความรัก) ภรรยา



1. ทำให้ภรรยาของคุณรู้สึกปลอดภัย อย่าขู่เธอด้วย “การหย่า”

2. กล่าวทักทาย “สลาม” ที่จริงใจต่อเธอ

3. ปฏิบัติต่อเธอด้วยความอ่อนโยน เปรียบเธอเสมือนแก้วที่เปราะบาง

4. ให้การตักเตือนเธอในที่ลับ ในเวลาและบรรยากาศที่เหมาะสมที่สุด และด้วยวิธีการที่ดีที่สุด

5. ใจกว้างต่อเธอ

6. ทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจ สบายใจ

7. หลีกเลี่ยงการโกรธเคือง พยายามทำให้ตัวคุณให้อยู่ในสภาพที่มีน้ำละหมาดตลอดเวลา

8. ทำตัวเองให้ดูดีและมีกลิ่นตัวที่หอมเพื่อภรรยาของคุณอยู่เสมอ

9. อย่าเข้มงวดเกินไป (ไม่ยืดหยุ่น) หรือมีจิตใจที่แข็งกร้าว (หยาบกระด้าง) ต่อภรรยาของคุณ มิเช่นนั้นคุณอาจจะเสียสูญเธอไปได้

10. เป็นผู้ฟังที่ดี

11. ชื่นชมภรรยาของคุณบ้าง และหลีกเลี่ยงการโต้เถียงกัน

12. เรียกภรรยาของคุณด้วย "ชื่อที่ดีที่สุด" อาจจะเป็น "ชื่อน่ารักๆ" หรือ "ชื่อที่เธอชอบให้เรียก"

13. ทำเซอร์ไพรส์ภรรยาของคุณบ้างเป็นครั้งคราว

14. ระมัดระวังเรื่องการพูดจากับภรรยา

15. เผื่อใจไว้ว่าภรรยาของคุณย่อมมีข้อเสียบ้าง จากนั้นจงยอมรับ และมองข้ามข้อบกพร่องของเธอ

16. ให้คำชมที่จริงใจต่อเธอ

17. คอยสนับสนุนส่งเสริมให้ภรรยาของคุณรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวของเธอ

18. พูดคุยถึงเรื่องราวที่เธอมีความสนใจ

19. ชมเชยภรรยาว่าเธอดีเพียงใดต่อญาติพี่น้องของเธอ

20. ให้ของขวัญต่อกัน

21. หาเวลาว่าง เพื่อเซอร์ไพร์เธอ

22. คิดดีต่อกัน

23. มีมรรยาทที่ดี มองข้ามความผิดเล็กๆ น้อยๆ และอย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่

24. มีความอดทนต่อภรรยาของคุณให้มาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เธอกำลังตั้งครรภ์ หรือมีรอบเดือน

25. พร้อมรับกับความหึงหวงของภรรยาของคุณและเคารพต่อความหึงหวงนั้นของเธอ

26. มีความสุภาพ ถ่อมตน

27. เสียสละความสุขส่วนตัวของคุณ เพื่อเธอ

28. ช่วยเธอทำงานบ้าน

29. ช่วยทำให้ภรรยาของคุณรักญาติพี่น้องของคุณ แต่อย่าบีบบังคับ ฝืนใจเธอ

30. บอกให้เธอทราบว่า “เธอคือภรรยาในอุดมคติของคุณ”

31. ดุอาอฺให้ภรรยาของคุณเสมอ

32. ทิ้งอดีตทุกอย่างของเธอไว้กับอัลลอฮฺ อย่าคิดถึงมัน อย่าขุดคุ้ยเรื่องราว และอย่าหยิบยกเรื่องเก่าขึ้นมา

33. คุณไม่ควรทำตัวเหมือนกับว่า คุณคือผู้ที่ให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่ภรรยาของคุณ ด้วยการทำงานและการให้ปัจจัยต่างๆ แก่เธอ เพราะแท้จริงแล้ว อัลลอฮฺคือผู้ทรงประทานปัจจัยทั้งหลาย และคุณในฐานะ “สามี” เป็นเพียงผู้ที่นำปัจจัยนั้นๆ ส่งต่อไปยังครอบครัวของคุณเท่านั้น

34. พึงระลึกว่า “ชัยฏอน” คือศัตรูของคุณ และ “ภรรยาของคุณ” ไม่ใช่ศัตรูของคุณ

35. ป้อนอาหารเธอ (ทำบ้างในบางโอกาสพิเศษๆ)

36. ปฏิบัติต่อภรรยาของคุณเสมือนว่าเธอคือ “ไข่มุกที่ล้ำค่าที่สุด” ที่คุณต้องการปกป้องรักษาไว้

37. มอบรอยยิ้มให้กับเธออยู่เสมอ

38. อย่าเพิกเฉยต่อเรื่องเล็กๆ น้อยๆ คุณควรจัดการกับเรื่องเหล่านั้น ก่อนที่มันจะบานปลายเป็นเรื่องใหญ่

39. หลีกเลี่ยงการเป็นคนที่มีจิตใจแข็งกระด้าง

40. ให้เกียรติเธอและทำให้เธอรู้ว่าคุณเคารพความคิดเห็นของเธอ

41. ช่วยให้เธอได้ค้นพบและสร้าง “ศักยภาพ” และ “ความสามารถ” ในตัวเธอ

42. ควรให้เกียรติ (เคารพ) เธอ หากเธอไม่พร้อมที่จะร่วมหลับนอน คุณทั้งสองควรอยู่ในขอบเขตที่หะลาลต่อกัน

43. ช่วยเหลือเธอดูแลลูกๆ

44. ให้ของขวัญ รางวัลแก่เธอด้วยคำพูดที่ดี จงมีศิลปะในการชื่นชมเธอ

45. นั่งรับประทานอาหารร่วมกัน

46. หากคุณต้องเดินทางไกล หรือกลับมาจากการเดินทาง คุณควรบอกให้ภรรยาของคุณทราบก่อนล่วงหน้า (ไม่กระชั้นชิด) เพื่อให้เธอได้เตรียมตัว

47. อย่าออกจากบ้านขณะที่มีความโกรธ

48. รักษาความลับและความเป็นส่วนตัวภายในบ้าน

49. ส่งเสริมกันและกันในการทำอิบาดะฮฺ

50. ให้เกียรติและเติมเต็มสิทธิ์ของเธอ

51. อยู่ร่วมกับเธอด้วยความเมตตา ความดีงาม ความยุติธรรม ทั้งในเวลาที่ดีและเวลาที่ไม่ดี

52. หอมเธอ หยอกล้อเธอ อย่ากระโจนเข้าหาเธอเสมือนว่าคุณเป็นวัวดุ

53. อย่าเปิดเผย “ปัญหาการโต้เถียงระหว่างคุณทั้งสอง” ให้ผู้ใดทราบ

54. แสดงความห่วงใยต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของเธอ

55. พึงระลึกเสมอว่า คุณไม่ได้เป็นฝ่ายที่ถูกต้องเสมอไป หรือว่าคุณมีความสมบูรณ์แบบแล้ว

56. แบ่งปันความสุขและความทุกข์กับภรรยาของคุณ

57. มีความเมตตาต่อความอ่อนแอของเธอ (เห็นใจเธอ)

58. เป็นหลักมั่นคงให้เธอได้พึ่งพิง (คอยสนับสนุนเธอ)

59. ยอมรับในสิ่งที่เธอเป็น

60. มีเจตนาที่ดีต่อเธอ

61. ทำอาหารให้เธอทาน

62. หาพื้นที่ที่ดี สะอาด กว้างขวาง ภายในบ้านสำหรับคุณและเธอเพื่อทำการละหมาดในยามค่ำคืนร่วมกัน

63. ผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบดอกไม้ คุณอาจจะเซอร์ไพรส์เธอด้วยการโรยกลีบดอกไม้ที่พื้นเป็นทางให้เธอเดินตามรอย ไปจนพบกับของขวัญที่คุณเตรียมไว้ให้เธอ

64. คุณอาจจะเซอร์ไพรส์เธอด้วยการนวดให้เธอ ขณะที่เธอไม่ได้คาดหวัง

65. ส่งข้อความแสดงความรักให้เธอทางมือถือ

66. ส่งอีเมลแสดงความรู้สึกดีดีที่คุณมีต่อเธอ

67. ออกไปเที่ยวนอกบ้าน หรือออกไปเที่ยวสถานที่ดีดีในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันพักร้อนเพียงสอง คนสามีภรรยา โดยไม่ต้องเอาลูกๆ ไปด้วย (ฝากคุณพ่อคุณแม่ให้ดูแลแทน)

68. ทำอะไรพิเศษๆ ให้กับครอบครัวของภรรยา ไม่ว่าจะเป็นการให้ของขวัญ หรือการพูดคุยกับพี่ชายหรือน้องชายของเธอที่อาจต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับ เรื่องต่างๆ การกระทำเช่นนี้ย่อมเอาชนะใจเธอได้มาก

69. อย่าทวงหรือเรียกร้อง “สิทธิของคุณ” อยู่ตลอดเวลา

70. ออกไปซื้อของที่ตลาดหรือซุปเปอร์มาร์เก็ตให้ภรรยา และถามเธอหากเธอต้องการสิ่งใดสำหรับบ้าน หรือสำหรับตัวเธอ หรือต้องการซื้อของขวัญให้ใครหรือไม่

71. ถามภรรยาหากเธอต้องการชวนเพื่อนมุสลิมะฮฺมาที่บ้านหรือทานอาหารที่บ้านหรือ ไม่ และให้เธอได้ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนมุสลิมะฮฺของเธอแบบส่วนตัว (โดยที่คุณไม่อยู่ร่วมด้วย)

72. ส่งเสริมภรรยาให้ส่งของขวัญไปให้กับพ่อแม่และญาติพี่น้องของเธอ

73. ช่วยชำระหนี้ให้พ่อแม่ของภรรยา หรือส่งเงินไปช่วยเหลือญาติพี่น้องที่ยากจนของเธอ

74. เขียนข้อความหรือบทกลอนแสดงความรัก วางไว้บนหนังสือที่เธอกำลังอ่าน

75. หากภรรยาของคุณบอกกับคุณถึงบางสิ่งบางอย่างที่เธอเพิ่งศึกษามาจากอัลกุรฺอาน หรือหะดีษ คุณอย่าเพิกเฉยหรือดูถูกความพยายามของเธอ แต่จงรับฟังเธอและน้อมรับสิ่งที่เธอบอกกล่าว

76. ช่วยอับเดตโปรแกรมใหม่ๆ ให้กับคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุคของเธอ หรือซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ให้เธอ

77. หาแมวมาให้เธอเลี้ยง (หากเธอชอบ)

78. ปลูกพืชสวนครัวให้เธอ เพื่อที่เธอจะได้นำมาประกอบการทำอาหาร

79. หยอกล้อ สร้างความสนุกสนานกับเธอ

80. อบรมสั่งสอนให้ลูกๆ ของคุณ ให้เกียรติและเคารพมารดาของพวกเขา

ถอดความ بنت الاٍسلام

แหล่งที่มา Ways to win Wife's Love

http://www.facebook.com/topic.php?uid=225528852893&topic=14755

0 ความคิดเห็น:

วิธีเอาชนะใจ (ความรัก) สามี


1. แสดงออกถึงความเป็น “ผู้หญิง” (โดยแท้จริง) เช่น การแสดงออกถึงความอ่อนโยน ความอ่อนแอ

2. คุณควรทำให้ตัวเองดูดี มีเสน่ห์ดึงดูดใจสามี แต่งตัวให้สวยงามเพื่อสามี (ไม่ใช่การแต่งตัวสวยงาม ให้ชายอื่นชม) และหากคุณเป็นแม่บ้าน ก็อย่าปล่อยให้ตัวเองอยู่ในชุดนอนตลอดทั้งวัน

3. ทำให้ตัวของคุณมีกลิ่นหอมอยู่เสมอ (สำหรับสามี และภายในบ้านเท่านั้น)

4. อย่านำเอาปัญหาทั้งหมดไปบอกให้สามีทราบทันทีที่เขากลับมาถึงบ้าน ให้เวลาเขาได้พักผ่อนสักพักก่อน และ อย่าพูดคุย หรือปรึกษาหารือ เรื่องสำคัญๆ หรือนำปัญหาไปบอกกับสามีคุณ ขณะที่เขากำลังเหนื่อยหรือง่วงนอน คุณควรพูดคุยกับเขาในเวลาที่เหมาะสม

5. อย่าคะยั้นคะยอถามว่า "เขากำลังคิดอะไรอยู่" เพราะผู้ชายนั้นต่างจากผู้หญิง ความคิดของผู้ชายไม่มีระบบระเบียบ เหมือนผลการค้นหาใน Google ส่วนความคิดของผู้หญิงนั้นจะเป็นระบบระเบียบเหมือนกับตู้เก็บเอกสาร

6. อย่าพร่ำบ่นเรื่องนู้น เรื่องนี้โดยไม่หยุดหย่อน ก่อนที่อัลลอฮฺจะประทานซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่คุณควรพร่ำบ่นจริงๆ

7. อย่านำปัญหาภายในครอบครัวไปบอกเล่าให้ใครฟัง หรือด้วยการแสร้งว่าคุณต้องการความช่วยเหลือ แม้ว่าคุณจะเป็นผู้ถูกกระทำก็ตาม แต่หากคุณคิดว่าคุณต้องการให้ "ปัญหาที่มี" ได้รับการแก้ไข คุณก็ควรขอคำปรึกษาจากบุคคลที่เหมาะสม ที่สามารถให้การช่วยเหลือได้จริงๆ

8. จงปฏิบัติดีต่อแม่ของสามี และเอาอกเอาใจเธอ เช่นเดียวกับที่คุณต้องการให้สามีของคุณปฏิบัติดีต่อคุณแม่ของคุณ

9. เรียนรู้ถึงสิทธิและหน้าที่ทุกอย่างของสามีและภรรยาตามหลักการของอิสลามให้เข้าใจ

10. เมื่อสามีมาถึงบ้าน ให้รีบไปเปิดประตูให้เขา พร้อมด้วยรอยยิ้ม และอ้อมกอด ทำเสมือนว่าคุณกำลังรอคอยการกลับมาของเขาอยู่

11. ทำให้บ้านของคุณสะอาด เรียบร้อยอยู่เสมอ อย่างน้อยก็ทำให้สะอาดพอเท่าที่สามีคุณพึงพอใจ 12. ชื่นชมสามีของคุณในสิ่งที่คุณทราบว่า เขาไม่ค่อยมีความมั่นใจในเรื่องนั้นๆ (เช่น รูปลักษณ์ และความเฉลียวฉลาดของเขา) สิ่งนี้จะช่วยเพิ่ม “ความเคารพตัวเอง” ในตัวของเขา

13. บอกให้สามีทราบว่า “เขาคือสามีที่ดีที่สุด”

14. โทรหาครอบครัวของสามีให้บ่อยครั้ง

15. ขอให้สามีช่วยทำงานเล็กๆ น้อยๆ ภายในบ้าน จากนั้นก็ขอบคุณเขาเมื่อเขาทำมันให้กับคุณ สิ่งนี้จะช่วยทำให้เขามีกำลังใจ อยากช่วยเหลือคุณมากขึ้น

16. หากเขากำลังพูดเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างที่น่าเบื่อ คุณก็ควรรับฟังเขาและพยักหน้ารับ หรือถามคำถามเขาเสมือนว่าคุณมีความสนใจต่อเรื่องนั้นๆ

17. คอยสนับสนุนส่งเสริมให้สามีของคุณกระทำสิ่งที่ดีงาม

18. หากสามีของคุณกำลังอารมณ์ไม่ดี คุณควรปล่อยให้เขาได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง และรอเขาจะหายจากอาการนั้นก่อน

19. ขอบคุณสามีอย่างจริงใจสำหรับการให้อาหารและที่พักพิงแก่คุณ มันไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนี่นา 20. หากสามีโกรธเคืองคุณ และตะคอกใส่คุณ จงปล่อยให้เขาตะคอก ขณะเดียวกันคุณควรจะนิ่งเงียบเสีย และคุณจะพบว่า "การทะเลาะเบาะแว้ง" จะยุติลงเร็วกว่าที่คิดไว้ และเมื่อเขาสงบลง คุณก็สามารถบอกให้เขาทราบถึงเหตุผล หรือสิ่งที่คุณคิด ร่วมไปถึงสิ่งที่คุณต้องการให้เขาเปลี่ยนแปลง 21. และเมื่อคุณโกรธเขา จงอย่าพูดว่า "คุณทำให้ฉันโมโหมากเลยนะ" แต่ให้พูดว่า "สิ่งที่คุณทำมันทำให้ฉันเสียใจมากเลยนะคุ" และคุณควรโกรธต่อ "การกระทำและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น" ไม่ใช่ โกรธที่ "ตัวเขา"

22. พึงตระหนักว่า สามีของคุณก็มีความรู้สึกเช่นกัน ดังนั้นคุณควรนึกถึงใจเขาบ้าง

23. ให้สามีคุณได้ออกไปข้างนอกเผื่อผ่อนคลายกับเพื่อนๆ โดยที่เขาไม่ต้องรู้สึกผิดบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเพื่อนของสามีคุณเป็นคนดีมีศีลธรรม คุณก็ควรส่งเสริมให้เขาได้ออกไปข้างนอกบ้าง เพื่อที่เขาจะไม่รู้สึกว่าเขาถูกกักบริเวณภายในบ้าน

24. หากสามีของคุณไม่ชอบ หรือรำคาญการกระทำเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างของคุณ (ที่คุณสามารถควบคุมมันได้) คุณก็ควรหยุดกระทำสิ่งนั้นเสีย

25. คุณควรเรียนรู้วิธีการที่จะบอกสามีให้ทราบถึงสิ่งที่คุณปรารถนา โดยที่ไม่จำเป็นต้องให้เขาคาดเดาเอาเองตลอดเวลาว่าคุณต้องการอะไร จงเรียนรู้ที่จะสื่อสารความรู้สึกต่อกัน

26. อย่าโกรธเคืองกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพราะมันไม่คุ้มกันเลย

27. สร้างความสนุกสนาน หรือมีอารมณ์ขันกับสามี หากธรรมชาติของคุณไม่ใช่คนตลก คุณก็อาจจะหาเรื่องตลกๆ ในอินเตอร์เน็ตเพื่อมาบอกเล่าให้เขาฟังก็ได้

28. บอกสามีว่าคุณเป็นภรรยาที่ดีที่สุด คุณควรชื่นชมตัวเองในบางเรื่องที่คุณทราบว่าคุณมีความสามารถ หรือเก่งในเรื่องนั้นๆ

29. ทำอาหารจานโปรดให้สามีทาน ทำชาหรือเครื่องดื่มร้อนที่เขาชอบ

30. อย่าพูดถึงสิ่งที่ไม่ดีเกี่ยวกับสามีของคุณกับเพื่อนหรือครอบครัวโดยเด็ดขาด หากไม่มีความจำเป็น 31. หากคุณเป็นแม่บ้าน จงใช้เวลาของคุณอย่างชาญฉลาดและทำให้ทุกอย่างเรียบร้อย

32. ทำหน้าที่ภรรยาของคุณให้ดีที่สุด (พยายามสร้างความพึงพอใจต่อสามี) เพื่ออัลลอฮฺและคุณจะพบว่าคุณได้รับการอำนวยพรจากพระองค์ในทุกๆ สิ่งที่คุณทำเพื่อเขา

33. สามีและภรรยาเป็นเครื่องนุ่งห่มของกันและกัน ดังนั้นจงปกปิดความบกพร่องของสามีและจงให้การช่วยเหลือเขาให้ผ่านพ้นสิ่ง เหล่านั้นไปให้ได้ด้วยวิธีการที่ชาญฉลาด

34. บอกสามีของคุณว่า “คุณรักเขา” อยู่สม่ำเสมอ

35. วิ่งแข่งกับสามีคุณและปล่อยให้เขาเป็นผู้ชนะ แม้ว่าคุณจะแข็งแรงกว่าเขาก็ตาม

36. รักษารูปร่างและดูแลสุขภาพของคุณให้ดีอยู่เสมอ เพราะคุณจะต้องทำหน้าที่ในฐานะของผู้เป็นแม่ ภรรยา คนทำอาหาร และคนดูแลความเรียบร้อยภายในบ้านให้ดี

37. ฝึกตัวเองให้เป็นผู้มีมรรยาทที่ดีงาม อย่าเสียงดัง ไม่ว่าจะเป็นการหัวเราะ การพูด หรือแม้แต่การเดินก็ตาม

38. อย่าออกจากบ้านโดยมิได้รับการอนุญาตจากสามี หรือออกไปข้างนอกโดยที่เขาไม่ทราบ

39. ดูแลเสื้อผ้าของสามี ให้สะอาดและเรียบร้อยอยู่เสมอ

40. ขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺให้ทรงสร้างความมั่นคงและรักษาความสัมพันธ์แห่งรักและ ความเมตตาระหว่างคุณทั้งสองในทุกๆ การละหมาดแต่ละวันของคุณ แท้จริง "ความปรารถนายิ่งของชัยตอน" คือการสร้างความร้าวฉานระหว่างคู่ครองให้ไปสู่จุดแห่งการหย่าร้าง ดังนั้น จงขอความคุ้มครองอัลลอฮฺให้พ้นจากชัยตอน

41. มีคนเคยกล่าวว่า “หัวใจของผู้ชาย อยู่ในท้องของเขา” และนั่นคือความจริง (หมายความว่าคุณควรทำอาหารดีดีให้เขาทาน)

42. คุณควรเตรียมอาหารค่ำให้พร้อมอยู่เสมอ ทำชาหรือเครื่องดื่มร้อนๆ ที่สามีของคุณ

43. ดูแลตัวเองให้ดูดีเสมอ (ไม่ควรทำตัวเป็นยายเพิ้งตลอดเวลา ^^)

44. อย่าลืมซักผ้า รีดผ้า

45. เซอร์ไพรส์สามีคุณด้วยการให้ของขวัญ อาจจะเป็นของใช้ เช่น รองเท้า

46. รับฟังสามีเมื่อเขาพูดกับคุณ อย่าพูดแทรกขณะที่เขาพูดหรือพูดเกี่ยวกับเรื่องราวของคุณ

47. พยายาม (ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้) ให้ความสนใจต่อสิ่งที่เขาชื่นชอบ และพยายามอย่าชอปปิ้งมากจนเกินไปและอย่าใช้จ่ายเงินของสามีจนหมด

48. เรียนรู้วิธีและกลยุทธ์ในการเอาใจ และสร้างความพึงพอใจให้กับสามีของคุณ

49. เตรียมช่วงเวลาพิเศษในตอนเย็นเพื่ออยู่กับสามีของคุณ พร้อมด้วยอาหารค่ำมื้อพิเศษในเวลาพิเศษๆ (โดยปราศจากลูก ซึ่งคุณอาจจะฝากลูกให้พ่อแม่เลี้ยงดูชั่วคราว)

50. คอยดูแลผิวพรรณของคุณ โดยเฉพาะใบหน้า ซึ่งเป็นส่วนที่ดึงดูดใจมากที่สุด (เพื่อสามีเท่านั้น) 51. หากคุณไม่พึงพอใจในเรื่องของความสัมพันธ์รัก ก็ให้พูดคุยกับสามีตรงๆ อย่ารอจนกว่าเรื่องดังกล่าวกลายเป็นปัญหาที่แย่กว่าเดิม

52. คุณควรเรียนรู้ที่จะประนีประนอมกับสามีของคุณ (เพื่อป้องกันการทะเลาะเบาะแว้ง)

53. กระทำสิ่งต่างๆ ให้กับสามีของคุณอย่างสม่ำเสมอ และอย่าละเลย เพิกเฉยต่อเขา

54. เคารพต่อสิทธิ์ของสามีคุณ (เพราะเขาคือหนทางที่จะนำคุณไปสู่สวนสวรรค์)

ถอดความ بنت الاٍسلام

แหล่งที่มา Ways of winning your husband's love http://www.facebook.com/note.php?note_id=415143358419

0 ความคิดเห็น:

มุสลิมกับวันเมาลิด


คำว่า "เมาลิด" เป็นคำนามเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ ซึ่งจะแปลความหมายเป็นเวลา หรือสถานที่นั้นย่อมขึ้นอยู่กับส่วนขยายภายในประโยค เช่นเรากล่าวว่า "เมาลิดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม คือเมืองมักกะฮฺ" ในกรณีนี้คำว่า "เมาลิด" ต้องหมายถึงสถานที่เกิดของท่านนบีอย่างแน่นอน จะแปลว่าเกิดไม่ได้แต่ถ้าเรากล่าวว่า "เมาลิดของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้นคือวันจันทร์ เดือนรอบีอุลเอาวัล ปีช้าง" "เมาลิด" ในที่นี้จะต้องแปลเป็นวันเกิดอย่างแน่นอนจะแปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้

เมาลิดนบีตรงกับวันอะไร ?

นักวิชาการต่างมีความเห็นตรงกันว่า นบีมุฮัมมัด เกิดในวันจันทร์เดือนรอบีอุลเอาวัล ปีช้าง เพราะท่าน อิมามมุสลิมได้บันทึกหะดีษไว้ในหนังสือ ซ่อเฮียหฺของท่านจาก อบีกอตาดะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ว่าท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ถูกถามเกี่ยวกับ การถือศีลอดในวันจันทร์ ท่านกล่าวว่า "นั่นคือวันที่ฉันเกิด วันที่ฉันได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนบี และเป็นวันที่อัลกุรอานได้ถูกประทานมายังฉัน" แต่จะตรงกับวันที่เท่าไรนั้น นักวิชาการมีความเห็นแตกต่างกัน

ท่าน อิบนุอิสหาก ผู้บันทึกชีวประวัติของท่านนบีคนแรกมีความเห็นว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เกิดในวันที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล

ท่าน อิบนุฮิซาม ได้รายงานอยู่ในหนังสือชีวประวัติของท่านนบีมุฮัมมัด (ซีเราะฮฺอิบนิฮิซาม) ซิยาด อิบนิอับดิลมะลิก อัลบุกาอียฺ จากท่านมุฮัมมัดอิบนิอิสหาก อัลมัฎละบียฺ กล่าวว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เกิดในวันจันทร์ที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล ปีช้าง

และ อิบนุอบีชัยบะฮฺ ได้รายงานจากท่านญาบีร และอิบนุอบีชัยบะฮฺ ได้รายงานจากท่านญาบีร และอิบนุอับบาส ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เกิดในวันจันทร์ที่ 12 รอบีอุลเอาวัล เช่นเดียวกันและพวกเขาได้รายงานว่า นี่เป็นทัศนะที่แพร่หลายในหมู่นักวิชาการส่วนมาก

ส่วน เจ้าของหนังสือชื่อ "ตั๊กวีมุลอาหรับก้อบลัลอิสลาม" (ปฏิทินอาหรับก่อนอิสลาม) ได้ตรวจสอบ ทางการคำนวณดาราศาสตร์อย่างละเอียด ยืนยันว่าท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เกิดในวันจันทร์ที่ 9 เดือนรอบีอุลเอาวัล ซึ่งตรงกับวันที่ 20 เมษายน ค.ศ.571

นักวิชาการบางท่านมีความเห็นว่าท่านนบีมุฮัมมัดเกิดตรงกับวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ.570 หรือตรงกับวันที่ 20 กันยายน ค.ศ.622

ส่วน ท่านเชคอับดุลลอฮฺ อิบนิเชคมุฮัมมัด อิบนิอับดิลวะฮาบ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ "มุคตะซ้อรซีร่อตุรร่อซูล (สรุปชีวประวัติของท่านร่อซุล) ว่าท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เกิดในวันที่ 8 เดือนรอบีอุลเอาวัล ซึ่งเป็นทัศนะที่ข้าพเจ้ายึดถือ

และ มีผู้กล่าวว่าท่านนบีเกิดในวันที่ 10 รอบีอุลเอาวัล บางท่านกล่าวว่าท่านนบีเกิดในวันที่ 12 รอบีอุลเอาวัล ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นนบี ในเดือนรอบีอุลเอาวัลซึ่งผ่านไปแล้วหลายวัน และตายในวันที่ 8 เดือนรอบีอุลเอาวัล

- การยกย่องวันเกิดของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม

ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ให้แบบอย่างในการยกย่องวันเกิดของท่าน ดังปรากฎในหะดีษซึ่งรายงานโดยท่านอิมามมุสลิม ซึ่งได้หยิบยกมากล่าวแล้วข้างต้น คือการถือศีลอดในวันจันทร์ ขณะเดียวกับท่านหญิงอาอิชะฮฺ ท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ และท่านอุซามะฮฺ อิบนุเซด ได้กล่าวว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ชอบถือศีลอดในวันจันทร์ เมื่อท่านถูกถามเกี่ยวกับการนี้ ท่านกล่าวว่า "มันเป็นวันที่ฉันเกิด และได้มีการแต่งตั้งการเป็นนบีแก่ฉัน"

นอก จากนั้น ท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ยังได้รายงานหะดีษจากท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ว่าท่านได้ถือศีลอดในวันจันทร์และวันพฤหัส เมื่อท่านได้ถูกถามเกี่ยวกับการนี้ ท่านกล่าวว่า "การงานจะถูกนำเสนอ (ยังอัลลอฮฺ) ในวันจันทร์และวันพฤหัส ดังนั้นฉันจึงชอบที่จะให้การงานของฉันถูกนำเสนอขณะที่ฉันถือศีลอด" บันทึกโดยอัตติรมีซียฺ และท่านกล่าวว่าเป็นหะดีษหะซัน

- การให้เกียรติและการมีความรักต่อท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม

ท่าน นบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เป็นผู้ที่สมควรจะได้รับการให้เกียรติยกย่อง เนื่องจากว่าท่านเป็นศาสดาที่มีความสำคัญของโลก ในขณะเดียวกันท่านก็ได้รับการยกย่องจากผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมว่า เป็นผู้ที่มีความยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก

ดัง นั้นหน้าที่ของมุสลิมก็จำเป็นจะต้องให้เกียรติยกย่องท่าน รำลึกถึงคุณงามความดีของท่าน อัลลอฮฺศุบฮานะฮูวะตะอาลา และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ให้แบบอย่างการให้เกียรติยกย่องท่านไว้ในหลายรูปแบบด้วยกันคือ

1. การดำเนินตาม การปฏิบัติในวันเกิดของท่านคือการถือศีลอดในวันจันทร์ ดังรายละเอียดซึ่งได้กล่าวมาแล้ว

2. การมีความรักต่อท่านร่อซูล เพราะการมีความรักต่อท่านร่อซูลนั้นคือ สิ่งซึ่งแสดงถึงการอีมานของเขา ดังที่ท่านอนัส อิบนุมาลิก รอฎิฯ ว่าท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า "คนหนึ่งในหมู่พวกท่านยังไม่ศรัทธาจนกว่าฉันจะเป็นที่รักของเขายิ่งกว่าลูก ของเขา พ่อของเขา และประชาชนทั้งหลาย" บันทึกโดย อัลบุคอรียฺและมุสลิม

การ มีความรักต่อท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม แสดงออกได้โดยการปฏิบัติตามซุนนะฮฺของท่าน ดังที่ท่านอนัสได้รายงานว่าท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า "ผู้ใดที่ดำเนินตามซุนนะฮฺของฉัน แท้จริงเขารักฉัน และผู้ใดรักฉัน เขาก็จะได้อยู่กับฉันในสวรรค์" บันทึกโดย อัลบุคอรียฺ

สรุปแล้ว การมีความรักต่อท่านร่อซูล คือการดำเนินตามซุนนะฮฺของท่านร่อซูลนั่นเอง

3. การกล่าวซอลาวาตต่อ ท่านนบี ส่วนหนึ่งจากการให้เกียรติยกย่อง และมีความรักต่อท่านนบีคือการกล่าวซอลาวาตต่อท่าน อัลลอฮฺตรัสว่า

(إِنَّ اللَّهَ وَمَلائِكَتَهُ يُصَلُّونَ عَلَى النَّبِيِّ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا صَلُّوا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوا تَسْلِيماً) (سورة الأحزاب: 56)

"แท้ จริงอัลลอฮฺ (ได้ทรงประทานพร) และมะลาอิกะฮฺ ของพระองค์ได้ขอพรให้แก่นบี (มุฮัมมัด) โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ท่านทั้งหลายขอพรให้แก่ท่านนบี และขอความสันติสุขให้แก่ท่านเถิด" อัลอะหฺซาบ/56

ท่า นอบูมัสอู้ด อัลบัดรียฺ กล่าวว่า บะซีร อิบนุซะอดฺ กล่าวว่า "โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ อัลลอฮฺทรงใช้ให้เรากล่าวซอลาวาตแก่ท่าน แล้วเราจะกล่าวซอลาวาตแก่ท่านอย่างไร" ท่านนบีหยุดชั่วครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงกล่าวว่า "โอ้อัลลอฮฺ ได้โปรดประทานพรแก่มุฮัมมัดและแก่วงษ์วานของมุฮัมมัด"

หรือ ถ้าหากว่า เรากล่าวชื่อของท่านนบีมุฮัมมัดก็ควรให้เกียรติต่อท่าน โดยกล่าวต่อว่า "ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม" ขออัลลอฮฺได้ทรงโปรดประทานพรและความสันติสุขแด่ท่าน

การ ที่เรากล่าวซอลาวาตต่อท่านนบี เช่นนี้ไม่ต้องใช้เวลามาก ไม่ต้องใช้สถานที่เฉพาะ ไม่ว่าเขาจะเดิน นอน นั่ง ออกไปทำงาน หรือพักผ่อนอยู่บ้าน หรือไม่ว่าท่านจะอยู่ในอิริยาบถใด อยู่ที่ไหนก็สามารถกล่าวซอลาวาตบนีได้ตลอดเวลา การที่บุคคลกล่าวซอลาวาตนบี จะทำให้เขาได้รับพลานิสงค์อย่างมากมาย อิมามอะหมัดได้รายงานมาจากท่านอนัส เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า "ผู้ใดที่ขอพรให้แก่ฉัน 1 ครั้ง อัลลอฮฺจะทรงประทานพรให้แก่เขา 10 ครั้ง และจะทรงลบล้างความผิดของเขา 10 ความผิด"

ท่าน ติรมีซียฺได้รายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิมัสอู้ดว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า "คนแรกในบรรดามนุษย์ที่จะอยู่กับฉันในวันกิยามะฮฺ คือผู้ที่กล่าวขอพรให้ฉันมากที่สุดจากพวกเขา"

4. การปฏิบัติตามคำสั่งใช้และการละเว้นที่จะปฏิบัติตามคำสั่งห้ามของท่านนบี เพราะอัลลอฮฺศุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ตรัสใช้ไว้ว่า

( وَمَا آتَاكُمُ الرَّسُولُ فَخُذُوهُ وَمَا نَهَاكُمْ عَنْهُ فَانْتَهُوا وَاتَّقُوا اللَّهَ إِنَّ اللَّهَ شَدِيدُ الْعِقَابِ) (سورة الحشر: من الآية 7)

"และ สิ่งใดที่ร่อซูลได้นำมาให้แก่พวกสูเจ้า สูเจ้าทั้งหลายจงปฏิบัติเถิด และสิ่งใดที่ร่อซูลห้ามพวกสูเจ้า สูเจ้าทั้งหลายก็จงยุติเถิด สูเจ้าทั้งหลายจงเกรงกลัวอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺคือผู้ทรงลงโทษอย่างรุนแรงยิ่ง" อัลฮัชรฺ/7

ท่า นอบูฮุรอยเราะฮฺ รฎิฯ ว่าท่านร่อซูล กล่าวว่า "เมื่อฉันใช้ท่านทั้งหลายให้กระทำสิ่งหนึ่ง ท่านทั้งหลายก็จงนำมาปฏิบัติ ที่ท่านทั้งหลายมีความสามารถเถิด และอันใดที่ฉันห้ามท่านทั้งหลายไม่ให้ปฏิบัติ ท่านทั้งหลายก็จงออกห่างเถิด" บันทึกโดย อัลบุคอรียฺและมุสลิม

5. ดำเนินตามแบบอย่างของท่านนบี ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสรับรองไว้ในอัลกุรอานว่า

(لَقَدْ كَانَ لَكُمْ فِي رَسُولِ اللَّهِ أُسْوَةٌ حَسَنَةٌ لِمَنْ كَانَ يَرْجُو اللَّهَ وَالْيَوْمَ الْآخِرَ وَذَكَرَ اللَّهَ كَثِيراً) (سورة الأحزاب: 21)

"แน่ นอนยิ่งในตัวของร่อซูลุลลอฮฺ (มุฮัมมัด) มีแบบอย่างที่ดีแล้วแก่พวกเจ้า สำหรับผู้ที่หวังจะได้รับการตอบแทนจากอัลลอฮฺ และ (มีความศรัทธาใน) วันอาคิเราะฮฺ และเขารำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมากมาย" อัลอะฮฺซาบ/21

แบบ อย่างที่ดีของ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม แสดงออกให้เห็นได้ทั้งการประพฤติ การปฏิบัติ และจรรยามารยาทของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่เด่นชัดที่สุด ได้แก่ถ้อยคำของท่านหญิงอาอิชะฮฺ ดังที่อิมามอะหมัดได้รายงานจาก อัลหะซัน ว่าฉันได้ถามท่านหญิงอาอิชะฮฺ ถึงจรรยามารยาทของท่านร่อซูล นางกล่าวว่า "จรรยามารยาทของท่านคือ อัลกุรอาน"

การจัดงานเมาลิด

มุสลิม ในบางสังคมได้แสดงออกถึงความรัก การให้เกียรติยกย่อง ท่านนบีมุฮัมมัด โดยจัดงานคล้ายวันเกิดของท่านขึ้น ณ ที่นี้สมควรที่เราจะได้รู้ถึงประวัติ การจัดงานเมาลิดพอเป็นสังเขป การจัดงานเมาลิดนบี เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกที่ประเทศอียิปต์ เมื่อปี ฮ.ศ. 362 ซึ่งขณะนั้นวงศ์ฟาตีมียฺชีอะฮฺ อิสมาอีลียะฮฺ (คนละนิกายกับชีอะฮฺ อิสไนอะชะรียะฮฺ 12 อิมาม) เป็นผู้ปกครองอียิปต์ และได้สถาปนาอาณาจักรฟาตีมียฺขึ้น ผู้ปกครองขณะนั้นได้แก่ คอลีฟะฮฺ อัลมุอิซลิดีนิลลาฮฺ อัลฟาตีมียฺ พวกฟาตีมียฺ ได้จัดงานเมาลิดขึ้น 6 งานคือ

1. เมาลิดนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม

2. เมาลิดอีมามอาลี อิบนิอบีฎอลิบ

3. เมาลิดท่านหญิงฟาติมะฮฺ อัซซัฮฺรออฺ บุตรีของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม และเป็นภรรยาของท่าน อิมามอาลี

4. เมาลิดท่านหะซัน อิบนิอาลี อิบนิอบีฎอลิบ

5. เมาลิดท่านฮุเซน อิบนิอาลี อิบนิอบีฎอลิบ

6. เมาลิดท่านคอลีฟะฮฺ ผู้ปกครอง

บรรยากาศ ของงานเมาลิดสมัยนั้น เต็มไปด้วยความครึกครื้น มีการประดับประดาสถานที่ต่าง ๆ ด้วยแสงสี มีการชุมนุมกัน และอ่านอัลกุรอ่านที่มัสญิด อ่านโคลง กลอน บทสดุดี และชีวประวัติของท่านนบี โดยผู้ที่มีเสียงดี พร้อมกันนั้น ก็มีการจัดสถานที่สำหรับแจกจ่ายทานบริจาคแก่ผู้ที่ยากจนขัดสน

เมื่อ คอลีฟะฮฺ อัลอามิร บิอะฮฺกามิลลาฮฺ ได้ปกครองอาณาจักรฟาตีมียฺ เขามีเสนาบดีชื่อ บัดรุลญะมาลียฺ ซึ่งยึดมั่นในแนวซุนนะฮฺ ในปี ฮ.ศ. 488 เขาได้ออกประกาศห้ามจัดงานเมาลิด ทั้งหมด

นัก ประวัติศาสตร์บางคนกล่าวว่า คอลีฟะฮฺอัลมุสตะอฺลียฺ บิลลาฮฺ มีความอ่อนแอจึงไม่อาจจะจัดการใด ๆ ที่จะยกเลิกคำสั่งของบุดรุลญะมาลียฺ ที่ยกเลิกการจัดงานเมาลิด แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่บัดรุลญะมาลียฺ ถึงแก่กรรม ก็มีการฟื้นฟูการจัดงานเมาลิดขึ้นอีก เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคอลีฟะฮฺ อัลอามิร บิอะฮฺกามิลลาฮฺ บุตรของคอลีฟะฮฺ อัลมุสตะอฺลียฺบิลลาฮฺ ได้ปกครองอาณาจักรฟาตีมียฺ ปี ฮ.ศ. 495

ใน ปี ฮ.ศ. 567 อียิปต์ได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของซ่อลาฮุดดีน อัลอัยยูบียฺ ท่านยึดมั่นในแนวซุนนะฮฺ จึงได้ยกเลิกการจัดงานเมาลิดทั้งหมด ทั่วอาณาจักรอัยยูบียฺ ไม่มีผู้ใดที่ฝ่าฝืนคำสั่งของท่านนอกจากกษัตริย์อัลมุซ็อฟฟัร อบูสะอีด แห่งเมืองอิรบีล ซึ่งอยู่ในประเทศอิรัคปัจจุบัน กษัตริย์อัลมุซ็อฟฟัร ผู้นี้ได้แต่งงานกับน้องสาวของท่านซ่อลาฮุดดีน อับอัยยูบียฺ

ได้ มีผู้เขียนหนังสือชมเชยการจัดงานเมาลิด บุคคลแรกได้แก่ อบุลค้อฏฏอบ อิบนุดะฮียะฮฺ โดยได้เขียนหนังสือที่มีชื่อว่า "อัตตันวีร ฟีเมาลิดิลบะชีร อันนะซีร" โดยที่กษัตริย์อัลมุซ็อฟฟัร ได้ให้รางวัลเป็นเงิน 1,000 ดีนาร

ใน หนังสือ "มิรอาตุซซะมาน" กล่าวว่ากษัตริย์อัลมุซ็อฟฟัร เป็นผู้ประดิษฐ์อุตริกรรมเมาลิด พระองค์ได้ทรงให้จัดเตรียมอาหารเลี้ยงขึ้นโดยเป็น แกะย่าง 5,000 ตัว ไก่ 10,000 ตัว ม้า 100 ตัว เนยแข็ง100,000 ชิ้น ขนมหวาน 30,000 จาน และสิ้นค่าใช้จ่ายในการจัดงานมากกว่า 300,000 ดิรฮัม พระองค์ได้สดับฟัง การอ่านขับร้องบทสรรเสริญท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ตั้งแต่เวลา ซุฮรฺ จนกระทั่งถึงเวลารุ่งอรุณของวันใหม่ บางครั้งพระองค์ ก็ทรงลงไปเต้นกับพวกนักเต้นทั้งหลายด้วย

เนื่อง จากมุสลิมบางคนมีความเห็นว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เกิดในวันที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล และบางคนมีความเห็นว่าท่านนบีเกิดในวันที่ 9 รอบีอุลเอาวัล เพื่อจะไม่ก่อให้เกิดการขัดแย้งกัน ระหว่างมุสลิมในอียิปต์กับกษัตริย์อัลมุซ็อฟฟัร จึงจัดงานเมาลิดในวันที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล ปีหนึ่งและจัดในวันที่ 9 เดือนรอบีอุลเอาวัล ในอีกปีหนึ่ง การจัดงานเมาลิดได้ดำเนินมาตลอดสมัยของกษัตริย์อัลมุซ็อฟฟัร จนกระทั่งพระองค์ได้สิ้นพระชนม์ในปี ฮ.ศ. 630 ก็ไม่มีใครจัดงานเมาลิดต่อมาอีกเลย

จน ถึงปี ฮ.ศ. 785 ซุลต่าน อัซซฮิร บัรกู้ก ได้ปกครองอียิปต์ จึงได้มีการพลิกฟื้น การจัดงานเมาลิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยที่ซุลต่าน อัซซอฮิร ได้ให้ทองคอบริสุทธิ์ น้ำหนัก 10,000 มิสก้อล เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานเมาลิดเป็นประจำทุกปี

ใน ปี ฮ.ศ. 845 เป็นสมัยของซุลต่าน ซัยฟุดดีนยัรมูก ได้มีการจัดงานเมาลิดนบี โดยจัดให้มีการอ่านประวัติของท่านนบีโดยละเอียด เมื่อถึงสมัยของอาณาจักรมะมาลีก ในอียิปต์ก็ได้มีการจัดงานเมาลิดเช่นกัน เฉพาะอย่างยิ่งในยุคของซุลต่าน อัชรอฟ กอยตะบาย ท่านได้ใช้ให้จัดปรำพิธีอย่างมโหฬาร มีชื่อว่า "อัสสูรอดิก อัลอัชรอฟียฺ" โดยออกค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 36,000 ดีนาร

ต่อ มาในปีฮ.ศ. 922 อาณาจักรอุสมานี ตุรกีภายใต้การนำของซุลต่านสลีมที่ 1 ได้ยกกองทัพเข้ามายึดครองอียิปต์ และได้มีการแต่งตั้งข้าหลวงประจำอียิปต์ขึ้นชื่อ เครฺเบยฺ ข้าหลวงผู้นี้ได้ฟื้นฟูการจัดงานเมาลิดขึ้นด้วย

จน กระทั่งปี ฮ.ศ. 1213 ฝรั่งเศสได้เข้ายึดครองอียิปต์และได้บังคับให้ เชคค่อลีล อัลบักรี แห่งอัลอัซฮัร จัดงานเมาลิดขึ้น โดยได้จ่ายเงินช่วยเหลือในการจัดงานครั้งนี้ 300 เหรียญ

ใน ปี ฮ.ศ. 1220 มุฮัมมัดอาลีได้ปกครองอียิปต์ท่านจึงได้ให้จัดงานเมาลิดขึ้นอันเป็นฉลอง 3 วัน 3 คืน ในปี ฮ.ศ. 1280 งานฉลองเมาลิดได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปโดยมีการละเล่นต่าง ๆ มีการอ่านโคลงกลอนสรรเสริญท่านนบี ในตอนกลางคืนมีการตั้งวง ซิเกร (ซิกรุลลอฮฺ) ของชาวฏอริกัต สายต่าง ๆ

ใน ระยะหลัง ๆ มานี้ ได้มีการจัดงานเมาลิดอย่างเอิกเริกเช่นก่อน นอกจากการจัดของชาวฏอริกัต เมื่อถึงวันที่ 12 รอบีอุลเอาวัล รัฐบาลจะประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ 1 วัน ภายหลังเวลามัฆริบ หรืออีชาอฺ ก็จะมีอีมามประจำมัสยิดต่าง ๆ หรืออาจารย์ผู้มีชื่อเสียงแสดงปาฐกถา เกี่ยวกับชีวประวัติของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม และเกียรติประวัติของท่าน มีปีหนึ่งทางการได้จัดงานรำลึกถึงเกีรยติประวัติของท่านนบี โดยได้จัดให้ศิลปินผู้มีน้ำเสียงดีอ่านคำกลอนบุรดะฮฺ เป็นท่วงทำนอง เคล้ากับเสียงดนตรี

ส่วนทางด้านประชาชน ก็มีการทำขนมวันเมาลิด ตุ๊กตาวันเมาลิด โคมไฟวันเมาลิดออกมาจำหน่าย จ่ายแจกกัน

เมาลิดระหว่างซุนนะฮฺกับบิดอะฮฺ

มุสลิม บางคนมีความเห็นว่า การจัดงานเมาลิดเป็นซุนนะฮฺ ในขณะเดียวกันมุสลิมบางคนก็มีความเห็นว่าเป็นบิดอะฮฺ หรืออุตริกรรม ที่แทรกเข้ามาในบทบัญญัติศาสนา

ก่อน ที่เราจะวิเคราะห์กันว่าการจัดงานเมาลิดเป็นซุนนะฮฺหรือบิดอะฮฺ ก็สมควรที่เราจะต้องยอมรับความจริงเสียก่อนว่า การจัดงานเมาลิด ไม่ปรากฎในสมัยของท่านนบีมุฮัมมัด ไม่ปรากฎใน สมัยคอลีฟะฮฺ อบูบักร คอลีฟะฮฺอุมัร คอลีฟะฮฺอุสมาน คอลีฟะฮฺอาลี บรรดาซ่อฮาบะฮฺทุกระดับไม่เคยจัดงานเมาลิด และไม่เคยเห็นว่ามีการจัดงานเมาลิด บรรดาตาบิอีนทุกระดับไม่เคยคิดค้นให้จัดงานเมาลิด และไม่เคยเห็นว่ามีการจัดงานเมาลิด บรรดาอิมามชาวอะฮฺลุซซุนนะฮฺ คนสำคัญคือ อิมามอบูหะนีฟะฮฺ อิมามมาลิก อิมามชาฟีอียฺ อิมามอะหมัด อิบนิฮัมบัล ไม่เคยจัดงานเมาลิด และไม่เคยเสนอหรือส่งเสริมในการจัดงานเมาลิด

ผู้ ที่จัดงานเมาลิดขึ้นเป็นครั้งแรกคือ คอลีฟะฮฺอัลมุอิซลิดีนิลลาฮฺ อัลฟาตีมียฺ แห่งอาณาจักรฟิตีมียฺ ชีอะฮฺ อิสมาอีลียะฮฺ ในประเทศอียิปต์ปี ฮ.ศ. 362

ซุนนะฮฺ

ซุน นะฮฺเป็นคำภาษาอาหรับ ส่วนจะมีความหมายอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการใช้คำนี้ในเนื้อหาวิชาการนั้น ๆ คำว่า "ซุนนะฮฺ" ในทางภาษาหมายถึง แนวทางแบบอย่างไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีก็ตาม ดังที่ท่านร่อซูลกล่าวว่า "ผู้ใดที่วางแบบอย่างที่ดีในอิสลาม เขาจะได้รับผลตอบแทนในแบบอย่างที่ดีนั้น และผลตอบแทนของผู้ที่ปฏิบัติตามแบบอย่างนั้น หลังจากเขา โดยที่ผลตอบแทนของพวกเขามิได้ลดหย่อนลงแต่อย่างใด และผู้ใดที่วางแบบอย่าง ที่ไม่ดีในอิสลามเขาจะต้องแบกรับความผิดในการวางแบบอย่างที่ไม่ดีนั้น และความผิดของผู้ที่ปฏิบัติแบบอย่างนั้น หลังจากเขาโดยที่ความผิดของพวกเขามิได้ลดหย่อนลงแต่อย่างใด" บันทึกโดยมุสลิม จากญะรีร อิบนิอับดิลลาฮฺ อัลบะญะลียฺ

นัก วิชาการวิเคราะห์หะดีษ (มุสฏอลาฮุลหะดีษ) ได้ให้ความหมายของซุนนะฮฺไว้ว่า หมายถึง ทุกสิ่งที่ถ่ายทอดมาจากท่านนบีมุฮัมมัด ไม่ว่าจะเป็นคำพูด การกระทำ หรือการยอมรับ

นัก วิชาการรากฐานนิติบัญญัติ (อุซูลุลฟิกฮฺ) ได้ให้คำจำกัดความซุนนะฮฺ ตามหลักการตัดสินพฤติกรรมของผู้มีหน้าที่ปฏิบัติ (มุกัลลัฟ) ว่าหมายถึง สิ่งที่การปฏิบัติจะได้รับการตอบแทน และการละทิ้งจะไม่ถูกลงโทษ

คำว่า "ซุนนะฮฺ" นี้บางทีก็เรียกว่า มันดู้บ นาฟีละฮฺ ตะเตาวัวะอฺ มุสตะฮับ อิหฺซาน เป็นต้น

บัญญัติ เป็นซุนนะฮฺคือ สิ่งที่มีรากฐานมาจากคำสั่งของอัลลอฮฺ และคำสั่งหรือการปฏิบัติที่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ส่งเสริมให้ปฏิบัติ

ดังนั้นกิจใดไม่มีรากฐานมาจากอัลกุรอาน และแบบอย่างของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงไม่ถือว่ากิจนั้นเป็นซุนนะฮฺ

บิดอะฮฺ

บิดอะฮฺในทางภาษา หมายถึง กิจที่เกิดขึ้นใหม่ โดยไม่มีมาก่อน ดังเช่นคำดำรัสของอัลลอฮฺ ที่ว่า

(قُلْ مَا كُنْتُ بِدْعاً مِنَ الرُّسُلِ ) (سورة الأحقاف: من الآية 9)

"จงกล่าวเถิด (มุฮำหมัด) ฉันมิได้เป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นใหม่จากบรรดาร่อซูล" อัลอะหฺกอฟ/9

สำหรับในทางวิชาการนั้น นักวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับการให้ความหมายของ "บิดอะฮฺ"

บางท่านก็ให้ความหมาย บิดอะฮฺ ว่าคือ กิจที่เป็นอุตริกรรมซึ่งเกิดขึ้นใหม่ โดยตรงข้ามกับซุนนะฮฺ

บาง ท่านก็มีความเห็นว่า "บิดอะฮฺ" หมายถึง กิจที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังสมัยของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม

อันนะ วะวียฺ ได้รายงานจากอัลบัยฮะกียฺ ซึ่งรายงานมาจาก อิมามชาฟีอียฺ ว่าบิดอะฮฺ หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ซึ่งขัดกับอัลกุรอ่าน หรือซุนนะฮฺ หรือร่องรอยจากบรรดาซ่อฮาบะฮฺ หรือการลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ ของบรรดานักวิชาการ (อิจมาอฺ)

ที่มา...http://www.islamhouse.com/p/57613.

0 ความคิดเห็น: