แก่นแท้ แห่งความสวยงาม ของสตรี


คำว่า “ซอลีฮะห์” คือ การขนานนาม ที่สวยงาม ดีที่สุดสำหรับบรรดาสตรี ซึ่งไม่ใช่ว่าสตรีทุกคนมีสิทธิได้รับขนานนามเช่นนี้ คำขนานนามนี้จะถูกมอบให้เฉพาะแก่สตรีตัวอย่างเท่านั้น นางเหล่านั้น คือ ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ของนางต่ออัลลอฮ์ และต่อรอซูลของพระองค์ ส่วนเรื่องทางโลกนั้นนางให้ความสำคัญเป็นอันดับลอง

สตรีที่ซอลีฮะหฺ หรือสตรีที่ประเสริฐนั้น คือสตรีที่เชื่อฟังในการปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของอัลลอฮ์ และออก ห่างจากข้อห้ามต่างๆของพระองค์ โดยไม่มีข้อแม้ สตรีที่ซอลีฮะหฺ นั้น มีความตระหนักถึงศีลธรรม และมีบทบาทที่ใหญ่หลวงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของสังคม ทั้งในโลกปัจจุบันและอนาคต ด้วยเหตุดังกล่าว นางทั้งหลายจึงถูกเรียกร้องให้เตรียมพร้อมตนเองด้วยหลักศรัทธาอันมั่นคง และวิชาความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้อันจะยกระดับ และฐานะของนางทั้งหลาย องค์อัลลอฮ์ ได้ทรงตรัสไว้ว่า

ความว่า “อัลลอฮฺ จะทรงยก ระดับของบรรดาผู้มีศรัทธา และบรรดาผู้ที่ได้รับความรู้หลายขั้น" (ซู เราะ อัลมุญาดะละฮ์ อายะฮ์ที่ 11)

โองการนี้กล่าวถึงมนุษย์ทุกคนทั้งชายและหญิงว่าบรรดาผู้มีศรัทธาและมีวิชา ความรู้นั้นจักได้ฐานันดรอันสูงส่ง ในหมู่ประชาชาติ ณ อัลลอฮ์

บทบาทของวิชาความรู้มีผลต่ออุปนิสัยและบุคลิกภาพของสตรี เนื่องจากว่าบรรดาสตรี คือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดมากที่สุดกับบรรดาลูกๆ ซึ่งเรียกว่าเป็นเยาวชนแห่งแสงประทีป ดังนั้นหากบรรดาสตรีมีวิชาความรู้ที่กว้างขวางและลึกซึ้ง แน่นอนก็จะสามารถอบรมเลี้ยงดูบุตรของนาง ด้วยจริยธรรมอันสูงส่ง และสามารถที่จะชี้แนะลูก ๆ ของนางไปสู่สิ่งที่จะนำมาซึ่งผลที่ดีทั้งในโลกนี้ปัจจุบันและอนาคต นอกจากการศึกษาแล้ว บรรดาสตรียังจำเป็นต้องมีหลักศรัทธาอันมั่นคง เพราะว่าหลักศรัทธ คืออาวุธและเกราะคุ้มกันความประพฤติของนางในการเผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ

ความหมายของคำว่า“เตาฮีด” คือการที่สตรี ผู้หนึ่งนั้นรู้จักอัลลอฮ์อย่างแท้ จริง ภักดีและเชื่อฟังต่อบทบัญญัติของอัลลอฮฺ พร้อมทั้งเข้าใจถึงคุณลักษณะต่าง ๆ ของอัลลอฮฺ ความยิ่ง ใหญ่ของพระองค์ และ พลานุภาพของพระองค์

หลักเตาฮีด จะทำให้สตรีผู้นั้นเกรงกลัวต่ออัลลอฮ์ ในขณะที่ จะทำบาป เพราะนางย่อมรู้ตัวตลอดเวลาว่าอยู่ภายใต้การมองดูของอัลลอฮ์ และการควบคุมของพระองค์ และ เมื่อใดที่นางมีพร้อมทั้งความรู้และการศรัทธา เมื่อนั้นนางย่อมมีจริยธรรมที่ประเสริฐ คือ มีจริยธรรมที่ดีตามหลักการของศาสนาไม่ใช่เพียงแค่ในสายตามนุษย์เท่านั้น

อิสลามได้วัดความสวยงามจากทุกๆ ด้าน ทั้งภายในและภายนอก ภายนอกของสตรีนายหนึ่งนั้นจะงดงามเมื่อภายในร่างกายของนางมีจิตใจที่นอบน้อม และมอบหมายต่อบทบัญญัติต่างๆของอัลลอฮ์และรอ ซูลของพระองค์อย่างเต็มเปี่ยม สตรี ที่งดงามทางจิตใจจะน้อมรับกำหนดการของอัลลอฮฺ และรอ ซูลของพระองค์อย่างเต็มใจ ถึงแม้ว่าภายนอกของนางจะเป็นอย่างไรก็ตาม

อิสลามไม่ได้วางบรรทัดฐานของความสวยงามบนใบหน้าที่งดงามแต่ทว่าความงดงาม ที่เป็นเครื่องวัดในที่นี้คือความสะอาดบริสุทธิ์จากองค์ประกอบต่างๆกับบท บัญญัติของอัลลอฮ์

ทำไมอิสลามจึงไม่กำหนดความสวย งามบนใบหน้าและรูปร่างภายนอก?

เพราะโดยพื้นฐานแล้ว รูปร่างภายนอกทั้งหมดล้วนแต่มาจากดินทั้งสิ้น เจริญเติบโตมาจากดิน และจะกลับกลายไปเป็นดินเหมือนเดิม ดังนั้น อิสลามจึงไม่แยกแยะมนุษย์บนพื้นฐานของความผูกพันทางสายเลือด เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ และอื่น ๆ แต่ทว่า อิสลามแยกแยะมนุษย์บนพื้นฐานของความยำเกรงที่มีต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ที่สุด

จากจุดนี้ บรรดาคนที่พิการทางร่างกายสามารถเป็นคนที่งดงามที่สุดได้ หากภายในเรือนร่างที่พิการของเขาทั้งหลายนั้นมีจิตใจที่ดีงาม และสะอาดบริสุทธิ์ด้วยรัศมีแห่งพระผู้เป็นเจ้า ในขณะที่คนอื่น ๆ มีเรือนร่างงดงาม แต่มีจิตใจที่เลวทรามเขาเหล่านั้นไม่อาจถูกเรียกว่าเป็นคนสวยคนงาม และยิ่งไปกว่านั้นอัลกุรอานได้ตราหน้าเขาเหล่านั้นว่าเป็นมนุษย์ที่โสมม นี่คือสิ่งที่แปลกประหลาด ในชีวิตความเป็นจริง สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้

ดังเช่น สาวกของท่านศาสดามูฮัมหมัด ชื่อ ซะอัด อัลอัซวัด เขาเป็นคนตัวเตี้ย ผิวดำ และมีใบหน้าไม่หล่อเหลา เนื่องจากสภาพของเขาเช่นนี้ ทุกครั้งที่เสนอขอแต่งงานกับหญิงนางหนึ่งนางใด พวกนางจะปฏิเสธการสู่ขอของเขา แต่ถึงกระนั้น เขาก็หาได้ละทิ้งความพยายามที่จะหาคู่ครองไม่ ทั้งนี้เนื่องจากว่าเขาเชื่อมั่นในโองการที่ว่า

ความ ว่า “และเราได้บันดาลพวกเจ้าทั้งหลายให้เป็นคู่”ซูเราะ ฮฺอันนะบะอฺ อายะฮฺที่ 8

ในที่สุดเขาขอความช่วย เหลือจากท่านศาสดา ให้ช่วยหาคู่ครองให้แก่เขา ท่านศาสดา ตอบรับคำด้วยความยินดี เนื่อง จากว่าท่านศาสดา ไม่มองไปที่ใบหน้า แต่ท่านมองไปที่หัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธา ท่านศาสดา ได้เลือกสาวสวยให้แต่งกับซาอัด เมื่อใกล้วันแต่งงาน ท่านศาสดา ให้ซะอัดออกไปตลาด เพื่อซื้อของให้แก่ภรรยาของเขา

ในขณะที่เขากำลังต่อรองซื้อ ของอยู่นั้นเอง ทันใดนั้นผู้แทนของท่านศาสดา ก็มาหาเขา พร้อมกับกล่าวว่า “โอ้ซะอัดเอ๋ย ท่านศาสดา เรียกตัวเจ้า ศัตรูกำลังยกพลมา พวกเราจำเป็นต้องยกทัพออกทำสงครามในตอนนี้ทันที”

ซะอัดหยุดนิ่งคิดอยู่ชั่วขณะ ประดังว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับปัญหาที่ต่างก็สำคัญพอๆกันว่า เขาสมควรร่วมทำสงคราม หรือว่าอยู่แต่งงานกับสาวสวย แต่ภายในพริบตาเขาก็ตัดสินใจว่า เขาควรทำตามคำเรียกร้องของอัลลอฮ์ และ ศาสนทูตของพระองค์

เขายกเลิกการต่อรองซื้อของนั้นจัด เตรียมสัมภาระเพื่อออกศึก พร้อมกับตรงไปพบกับท่านศาสดา หลังจากนั้นเขาก็ออกเดินทางไปทำสงคราม จนกระทั่งเขาได้รับสิ่งที่เขาใฝ่ฝัน คือ การตายชะฮีด ตายในหนทางของอัลลอฮฺ

บางคนอาจมองว่าการ กระทำเช่นนี้เป็นการกระทำที่แปลกประหลาดและยอมรับไม่ได้ ทั้งนี้และทั้งนั้นพวกเขายังไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ของความสวยงามตามทัศนะของ อิสลาม อิสลามได้วางค่าความสวยงามของคนๆหนึ่งไม่ใช่ที่รูปร่างภายนอก แต่อิสลามได้เน้นความสวยงามภายใน และการตีค่าความงามภายนอกในทัศนะของอิสลามนั้น ไม่ได้เน้นที่สัดส่วนแต่เน้นทีร่างกายของเขานั้นต้องสะอาดบริสุทธิ์จากอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องแต่งกาย และสิ่งอื่นๆ ที่ต้องห้าม

ความสวยงามของสตรีที่เสื่อมโทรมยุคปัจจุบัน ที่พวกนางต่างภาคภูมิใจเมื่อได้โชว์สัดส่วน และเรือนร่างของตัวเอง ขณะที่เต้นไปตามเสียงเพลงของมารร้ายจะมี่ความหมายอะไร ! เรือนร่างภายนอกทีถูกมองว่าสวยงามนั้นจะมีความหมายอะไร ! ในขณะที่ท้องของพวกนางนั้นเต็มไปด้วยเครื่องดื่มมึนเมาหรือสิ่งของต้องห้าม อื่นๆ ! ในสภาพร่างกายภายนอกเช่นนี้จะมีจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์แอบแฝงอยู่ กระนั้นหรือ?

หากศึกษาอัลกุรอานจะพบ ว่าจิตใจภายในของผู้คนประเภทนี้ กำลังร้องครวญครางอย่างเจ็บปวด จิตวิญญาณของเขากำลังประสบกับความหิวโหยทางวิญญาณเนื่องจากความอดอยากทาง ศาสนาบรรดาสตรีประเภทนี้จะยุติความทุกข์ระทมทางจิตใจของตัวเองด้วยกับยาฆ่า แมลง แขวนคอตาย คลอดก่อนแต่ง ทำแท้ง หรือทิ้งทารกข้างทาง บรรดาสตรีประเภทนี้จะสามารถอบรม เลี้ยงดูลูกๆของนางในอนาคตให้เป็นลูกที่ดีได้อย่างไร ในขณะที่ตังเองเป็นสตรีที่ชั่วช้าเลวทราม?

ความงามทางกายเพียงอย่างเดียวนั้นคงทนอยู่ได้ไม่นาน หลังจากที่ช่วงเวลาแห่งความแก่ชราได้มาเยือน มลาอิกะฮ์แห่งความตายจะตามมาเยือนเช่นกัน เพื่อดึงเอาวิญญาณที่เลวทรามออกจากเลื่อนร่างที่แก่ชรา และไร้เรี่ยวแรงนั้น และหลังจากสภาพร่างกายจะนอนแข็งทื่อ ต่อมาไม่นานก็จะมีกลิ่นเหม็นเน่าเปื่อยไป ทำไมใบหน้าอันสวยงามแต่ก่อนนี้ จึงต้องกลายเป็นอาหารอันโอชะสำหรับพวกหนอนด้วย?

ภัยพิบัติอะไรที่นางจะต้องเผชิญหน้าในการสอบสวนหลังจากการตาย ? นางจะสามารถร้องตระโกนให้โลกได้รับรู้อีกกระนั้นหรือว่า ไหนล่ะ ใบหน้าอันงดงามของฉัน ? ไหนหล่ะดวงตาอันสวยงามของฉัน ? ไหนล่ะ ผิวพรรณอันขาวผ่องของฉัน ? สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดได้อันตธานหายไป พึงรู้เถิดว่า ในวันนั้น ไม่มีสิ่งใดที่จะ ให้คุณประโยชน์ได้นอกจากความสวยงามทางจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ ส่วนความสวยงามของปลอม อื่นๆจะยุติลงเพียงโลกนี้ที่นี่เท่านั้น

ชมรม นักวิชาการปทุมธานี

0 ความคิดเห็น:

ปัจจัย ที่นำไปสู่การแตกร้าวของครอบครัว


นับเป็นการยากที่บุคคล 2 คน ซึ่งต่างจิตต่างใจ ต่างความประพฤติ ต่างความคิด ต่างนิสัย ต่างความเห็น ต่างบ้านต่างเมือง ต่างสภาพต่างสถานที่ ต้องมาอยู่รวมกันเหมือนกับบุคคลคนเดียวกัน แม้ว่าทั้งสองจะรู้ดีว่า ความเข้าอกเข้าใจกัน ความเห็นอกเห็นใจกัน ความปรองดองรักใคร่กัน จะทำให้ครอบครัวมีความอบอุ่นมีความผาสุก หากสองฝ่ายจะมีความเข้าใจและยอมซึ่งกันและกัน ครอบครัวจะสามารถอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

แต่เป็นการยากยิ่งที่ชีวิตครอบครัวจะเป็นไปอย่างราบรื่นตลอดไป โดยเหตุนี้จึงจำเป็นที่คู่สามีภรรยาจะต้องเสริมสร้างบรรยากาศ เพื่อให้เกิดความสุขสงบภายในครอบครัว ขณะเดียวกัน ก็สมควรที่จะได้รู้ถึงปัจจัยที่จะนำไปสู่ความแตกร้าวของครอบครัว เช่น

1.) ความไม่สมหวังในความรัก

คู่สมรสบางคนจะนำเอาความรัก ความหลงไหลมาเป็นหลักในการนิกาห์(แต่งงาน)แทนที่จะเข้าใจว่า นิกาห์เป็นอิบาดะฮ์ การนิกาห์ในบางครั้งอาจจะถูกบังคับ ถูกกีดกัน หรือพรากจากคนรักเก่า แล้วตัดใจไม่ได้และไม่ยอมรับสภาพความเป็นจริง (คือ ขณะนี้เขามีภรรยาแล้ว หรือขณะนี้เธอมีสามีแล้ว) จึงเป็นมูลเหตุแห่งความรังเกียจอีกฝ่ายหรือการเข้ากันไม่ได้ ซึ่งบางครั้งอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่รู้เรื่องก็ต้องมาเป็นแพะรับ บาปอย่างน่าสงสาร

ข้อเตือนสติในที่นี้คือ เมื่อ ได้มีการแต่งงานกันเรียบร้อยแล้ว สมควรที่คู่สามีภรรยาจะต้องยอมรับสภาพความเป็นจริง จะต้องทำใจให้ได้เพื่อรับสภาพ แม้ว่าจะไม่สมหวังตามที่หวังไว้ก็ตาม เพราะการไม่ยอมสร้างบรรยากาศที่ดีในครอบครัวนอกจากจะก่อให้เกิดความทุกข์ ความอึดอัดใจ ความรุ่มร้อนใจแล้ว ยังนำไปสู่ความแตกแยกของครอบครัว มิใช่จะก่อให้เกิดความเศร้าโศกเฉพาะคู่สามีภรรยาเท่านั้น ยังนำมาซึ่งความอับอายแก่ญาติพี่น้องด้วย จึงขอให้คู่สามีภรรยาได้ไตร่ตรองไว้มากๆ อย่าได้นำเอาความรักมาเป็นเกมการละเล่นจนทำให้ครอบครัวเกิดความร้าวฉาน

2.) ความ ไม่สมหวังทางผลประโยชน์

บางครั้งการแต่งงานเพื่อมุ่งหวังในผลประโยชน์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เช่น แต่งงานเนื่องจากความหล่อเหลาของฝ่ายชาย ความสวยงามของฝ่ายหญิง ความร่ำรวยของฝ่ายชาย ความมีฐานะของฝ่ายหญิง ศักดิ์ตระกูลของฝ่ายชาย ชื่อเสียงเกียรติยศของฝ่ายหญิง โดยไม่คำนึงถึงการยึดมั่นปฏิบัติตามหลักศาสนา จรรยามารยาทของทั้งหญิงและชาย ในเมื่อทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายมิได้เป็นไปตามมุ่งหวัง ความสดชื่นก็จะเปลี่ยนไปเป็นความผิดหวัง ความเบื่อหน่าย ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่รู้จักการระงับอารมณ์ ไม่ทำใจยอมรับสภาพ สิ่งที่ตามมาคือ ความรังเกียจซึ่งกันและกัน การดูถูกเหยียดหยาม การก้าวร้าว แน่นอนที่สุดมูลเหตุเหล่านี้จะนำไปสู่ความแตกร้าว

3.) การไม่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน

การไม่ให้ความเคารพ ไม่รักษาสิทธิซึ่งกันและกัน การละเลยต่อหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างครอบครัว ถ้าหากว่าขาดการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ละเมิดสิทธิของผู้อื่น และการไม่สนใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตน ย่อมไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและมีความอบอุ่น การขัดแย้ง การทะเลาะวิวาท และการแตกแยกย่อมจะเกิดขึ้น

4.) ความเป็นห่วงเครือญาติ

บางครั้งฝ่ายชายยังมีความผูกพันกับพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ให้ความสำคัญ ความสนใจ และความเป็นห่วงเขาเหล่านั้นมากกว่าการให้ความรักความสนใจ ความเป็นห่วงภรรยา และลูกๆ หรือฝ่ายหญิงมีความผูกพันกับพ่อแม่ วงศ์ญาติโดยให้ความสนใจ มีความห่วงใยเขาเหล่านั้นมากกว่าการให้ความรัก ความเอาใจใส่ ให้ความสำคัญต่อสามีและลูกๆ สิ่งที่ต้องยอมรับคือ พ่อแม่ ญาติพี่น้อง สามี ภรรยา ลูกๆ ย่อมมีสิทธิที่จะต้องได้รับจากเรา ถ้าหากว่าเรามอบแต่ละสิ่งดังกล่าว ให้แต่ละคนตามสิทธิที่เขาพึงได้ โดยปราศจากความลำเอียง หรือความมีอคติแล้ว ความไม่เข้าใจกันก็จะไม่เกิดขึ้น

5.) ความเป็นห่วงของเครือญาติ

พ่อแม่ หรือญาติพี่น้องของฝ่ายชายบางคน มีความรักความเป็นห่วงลูกชายจนเกินขอบเขต หรือพ่อแม่ญาติพี่น้องของฝ่ายหญิงบางคน มีความรักลูกสาวจนเกินขอบเขต โดยคิดว่าเขาทั้งสองยังเป็นเด็กไร้เดียงสาต้องขึ้นมาชี้แนะ หรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวในกิจการภายในครอบครัวของลูกชายและลูกสาวตลอดเวลา แม้ว่าจะแต่งงานแล้วก็ตาม

ความจริงแล้วสิ่งที่คู่บ่าวสาวต้อง ตระหนักในทันทีที่ได้ทำการแต่งงาน คือ เขาทั้งสองได้บรรลุสู่วัยผู้ใหญ่ จะต้องวางตัว ปฏิบัติตนมีความคิดความอ่าน ต้องพูดจาเป็นหลักเป็นฐาน ต้องมีความรับผิดชอบ ต้องพิจารณาไตร่ตรองว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร จะทำตัวเป็นคนไม่มีความคิด ไม่กล้าตัดสินใจ ทำตัวสบายๆไม่รู้ไม่ชี้ ไปไหนมาไหนแบบอิสระ ไม่มีพันธะ ไม่ได้ การเป็นห่วงของพ่อแม่ ญาติพี่น้องจนเกินขอบเขต เข้ามาเป็นผู้จัดการของลูกสาวหรือลูกชายที่มีครอบครัวแล้ว โดยคิดว่านั่นเป็นความปราถนาดี บางทีนั่นอาจเป็นกลายทำลายครอบครัวของลูกก็ได้

6.) การเกรงใจผู้อื่นจนเกินขอบเขต

การเกรงใจเพื่อน เพื่อนบ้าน ญาติ ผู้ร่วมงาน และในวงสังคม จนทำให้ละเลยหน้าที่ภายในครอบครัว บางคร้งสามีหรือภรรยา จำต้องปลอบใจตัวเองว่า ในเมื่อมีสามีหรือภรรยาเช่นนี้ จำต้องทำใจ บางครั้งต้องนึกถึงคำว่า "ต้องจำใจรับสภาพ"

7.) ความทะเยอทะยาน ความละโมบ

ภรรยาบางคน เมื่อแต่งงานกับผู้มีตำแหน่งฐานะ ก็ใฝ่ฝันว่าจะได้เป็นคุณหญิงคุณนาย มีคฤหาสน์ใหญ่โต หรือสามีบางคนเมื่อได้แต่งงานกับผู้ที่มีความร่ำรวยก็ใฝ่ฝันว่าจะมีรถเก๋ง ยี่ห้อดี หรือเป็นที่นับหน้าถือตาจากบุคคลอื่น เพราะก่อนแต่งงานได้ตั้งความหวังไว้สูง ในเมื่อไม่ได้รับตามที่ตั้งใจไว้ คู่สามีภรรยาอาจแสดงพฤติกรรมต่างๆออกมา เพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ อาจจะออกมาในรูปของการใช้จริตมารยา ออดอ้อนหรือการบีบบังคับให้กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ บางครั้งสามีภรรยาต้องกระทำผิดจรรยาบรรณหรือผิดศีลธรรม หรือกระทำทุจริต เมื่อฝ่ายที่ถูกบังคับหมดความอดทนก็จะเกิดระเบิดขึ้นในที่สุด

8.) การทำตัวเป็นผู้จัดการ

สามีภรรยา ได้ทำตัวเป็นผู้จัดการของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยทำหน้าที่วางแผน แนะนำและอาจจะทำตัวคล้ายกับเป็นผู้บัญชา สามีหรือภรรยาเข้ามาก้าวก่ายแทรกแซงในทุกเรื่องจนทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดความ รำคาญ เบื่อหน่ายและเหินห่างกันในที่สุด โดยเหตุนี้สามีและภรรยาจงอย่าได้เข้าไปก้าวก่ายหน้าที่การงานของ อีกฝ่ายหนึ่ง

9.) การมีจิตวิปริต

สามีหรือภรรยาเป็นโรคจิตวิปริต เช่น ชอบที่จะร่วมกับเพศเดียวกัน หรือต้องใช้ความรุนแรงก่อนที่จะร่วมหลับนอนกับภรรยา ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงได้บัญญัติให้ทั้งสองฝ่ายได้เปิด เผยข้อบกพร่องของตนให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ทราบก่อนที่จะทำการแต่งงาน เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาก่อนที่จะอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว

10.) การเอาแต่ใจตัวเอง

บางคนไม่ยอมที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพการณ์ เช่น เมื่อมีคู่ครองแล้วแต่ยังทำตัวเหมือนเป็นโสด หรือมีการกระทำตามใจตนเองโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่ง มูลเหตุประการหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวแตกแยก คือการเอาแต่ใจตัวเอง

11.) มือที่สาม

ครอบครัวบางครอบครัวซึ่งเคยเป็นครอบครัวที่มีความสุข ความอบอุ่น ความสมัครสมาน แต่ต่อมาได้เกิดความขัดแย้ง การทะเลาะวิวาทกันความไม่เข้าใจกัน สืบเนื่องมาจากบุคคลภายนอกที่ยุยง การใส่ร้ายป้ายสี การติฉินนินทา การว่าร้ายต่างๆนานา จนในที่สุดคนที่เคยรักกัน มีความเข้าใจกันเกิดการเกลียดชังกัน

ด้วยเหตุนี้ คู่สามีภรรยาควรจะมีใจ หนักแน่น อย่าหวั่นไหวต่อข่าวลือ ควรจะได้พิจารณาไตร่ตรองให้รอบครอบก่อนที่จะเชื่อในข่าวใด หรือคำพูดใดๆที่เกี่ยวกับความไม่ดี หรือข้อบกพร่องของสามีหรือภรยา เพราะ น้อยคนนักที่จะมีความดีเพียบพร้อมสมบูรณ์ปราศจากข้อบกพร่อง ดังนั้นจงอย่ามีใจอคติโดยมองสามี หรือภรรยาในแง่ร้าย เพียงแต่เขาหรือนางมีจุดบกพร่องบางอย่าง แต่จงมองดูความดีของเขาหรือนางเป็นสิ่งทดแทน

อัล ลอฮ์ ตรัสว่า

"ดัง นั้น ถ้าหากว่าเจ้าทั้งหลายรังเกียจนาง มาตรว่าเจ้ารังเกียจในสิ่งใด อัลลอฮ์จะทรงทำให้ในนั้นมีความดีอย่างมากมาย"(อันนิซาอ์ - 19)

คู่มือ มุอัลลัฟ

ชมรมผู้บริหารมัสยิดเขตหนองจอก



0 ความคิดเห็น:

ตำหนิของคู่บ่าวสาวในการแต่งงาน


มุ หัมมัด อิบรอฮีม อัต-ตุวัยญิรีย์


ตำหนิของคู่บ่าวสาวในการแต่งงานมีอยู่สองประเภท

1. ตำหนิที่เป็นเหตุกีดขวางการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา เช่น ผู้ชายที่มีองคชาติสั้นมาก หรือไม่มีอัณฑะ หรือสมรรถภาพทางเพศเสื่อม หรือผู้หญิงที่ไม่มีช่องคลอด หรือช่องคลอดปิดสนิท

2. ตำหนิที่ไม่เป็นเหตุกีดขวางการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา แต่ตำหนินั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความรังเกียจหรืออาจจะติดต่อกันระหว่าง สามีภรรยาได้ เช่น โรคผิวเผือก โรคบ้า โรคเรื้อน ริดสีดวงทวาร ช่องคลอดเปิดกว้าง และอื่นๆ ที่คล้ายกัน

ผู้หญิงคนใดที่พบว่าสามีมีองคชาติที่สั้น หรืออยู่กับฝ่ายชายโดยที่ฝ่ายชายไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กับนาง นางก็ย่อมมีสิทธิที่จะยกเลิกการแต่งงาน แต่หากนางรู้แล้วก่อนหน้าและได้พร้อมใจยอมรับเขาแล้วก่อนที่จะมีการกล่าว พิธีแต่งงาน หรือได้ยินยอมหลังจากการมีเพศสัมพันธ์กันแล้วนางก็ไม่มีสิทธิที่จะยกเลิกการ แต่งงานนั้นได้อีก

ตำหนิทุกอย่างที่มีอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นโรคผิวเผือก เป็นใบ้ มีตำหนิที่อวัยวะเพศ ท่อปัสสาวะฉีกขาด โรคบ้า โรคเรื้อน ปัสสาวะเรี่ยราด เป็นหมัน โรคปอด โรคกลิ่นตัวเหม็น และอื่นๆ ทั้งสามีและภรรยามีสิทธิที่จะยกเลิกการแต่งงานนั้นได้ถ้าต้องการ และในกรณีที่ยอมรับตำหนิได้และเข้าสู่ พิธีการแต่งงานแล้วก็ไม่สามารถจะบอกเลิกการแต่งงานได้อีก แต่หากตำหนิเหล่านั้นเกิดขึ้นกับฝ่ายใดหลังจากที่ได้ทำพิธีแต่งงานไปแล้ว อีกฝ่ายก็มีสิทธิที่จะเลือกได้ว่าจะยกเลิกการแต่งงานนั้นหรือไม่

ถ้ายกเลิกการแต่งงานเพราะมีตำหนิข้อใดข้อหนึ่งดังที่กล่าวมาแล้ว และยกเลิกก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์กัน ฝ่ายหญิงนั้นจะไม่ได้รับค่าสินสอด แต่ถ้าหากได้มีเพศสัมพันธ์กันแล้ว นางก็จะได้รับค่าสินสอดที่ระบุในพิธีการแต่งงาน สำหรับฝ่ายชายนั้นจะได้รับค่าสินสอดคืนก็ต่อเมื่อรู้ว่าเป็นการหลอกลวงเขา และการแต่งงานจะไม่เกิดผลกับผู้ที่มีเพศ สองเพศอยู่ในตัวก่อนที่จะรู้แน่ว่าเป็นเพศใดอย่างชัดเจน

ถ้าปรากฏว่าฝ่ายชายนั้นเป็นหมัน ฝ่ายหญิงก็มีสิทธิที่เลือกว่าจะเลิกกับเขาได้ เพราะฝ่ายหญิงมีสิทธิในเรื่องลูก

อัล-อินนีน คือผู้ที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ คือไม่มีความสามารถในการสอดใส่อวัยวะเพศ และหญิงใดพบว่าสามีของตนนั้นสมรรถภาพทางเพศเสื่อม หลังจากตรวจพบแล้วต้องรอให้ถึงหนึ่งปีก่อนเพื่อความแน่ใจ ในช่วงนี้ถ้าฝ่ายชายมีความสามารถที่จะมีเพศสัมพันธ์กับนางก็ไม่มีปัญหา หากไม่แล้วฝ่ายหญิงก็มีสิทธิที่จะยกเลิกการแต่งงานได้ แต่ถ้าฝ่ายหญิงยินยอมกับสภาพดังกล่าวก่อนหรือหลังจากได้ มีการสัมพันธ์ทางเพศแล้ว นางก็ไม่มีสิทธิที่จะยกเลิกการแต่งงานอีก


แปลโดย : ริซัลย์ สะอะ

Islam House


0 ความคิดเห็น:

หนุ่มๆจะแก้ปัญหาฟิตนะฮ์จากผู้หญิงได้อย่างไร?


สาวๆหลายคน เจอคำถามข้างต้น อาจจะร้อง ยี๊ ทักท้วงขึ้นมาทันทีว่า เราน่ากลัวขนาดนั้นเชียวหรือ??


แต่สาวๆลองหยิบกระจกในกระเป๋าตัวเองแล้วส่องกระจกดูซิ
แล้วจะรู้ว่า หน้าตาที่เต็มไปด้วยลิปสติ๊ก แป้งพับ หรือการแต่งตัวที่เผยบางส่วนแล้วปิดบางส่วนนั่นหล่ะครับ คือ คำตอบ อย่างชัดเจนว่า เราทำให้ชายนั้น ปั่นป่วนโดยแท้ๆ
วัลลอฮฮุอะลัม

http://www.facebook.com/notes/abutorharoh-almuminoon/hnum-ca-kae-payha-fit-nah-cak-phu-hying-di-xyangri/116704855065940

มาดูกัน

คำถาม : หนุ่มๆจะแก้ปัญหาฟิตนะฮ์จากผู้หญิงได้อย่างไร?



คำตอบ :

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลเลาะฮ์ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ.ล.) ได้พูดสมจริงแล้วเมื่อท่านพูดว่า “ ฉันไม่ได้ทิ้งฟิตนะห์(การทดสอบ, สิ่งยั่วยวน) ใดๆเบื้องหลังฉันที่ร้ายแรงต่อผู้ชายมากไปกว่าฟิตนะห์ของผู้หญิง” (รายงานโดย บุคอรี , 4706)


ท่านนบี (ศ.ล.) ยังกล่าวอีกว่า “โลกดุนยานี้หอมหวานและน่าพิศวง และอัลเลาะฮ์ได้ให้พวกท่านรับผิดชอบมัน เพื่อจะดูว่าพวกท่าน จะทำอย่างไร และจะทำอะไร ดังนั้นจงระวังดุนยา และจงระวังผู้หญิง เพราะฟิตนะห์แรกที่ประสบกับพวกบนีอิสรออีล คือฟิตนะห์จากผู้หญิง” (รายงานโดย มุสลิม, 4925)


สิ่งที่คุณจะต้องทำมีสองอย่างด้วยกัน คือสิ่งที่จะต้องทำตอนนี้ และสิ่งที่จะทำต่อจากนี้ สิ่งที่จะต้องทำตอนนี้คือ สำหรับพฤติกรรมที่ไม่ดีในอดีตที่ท่านได้ทำมา ท่านจะต้องเตาบัตตัวอย่างแท้จริงต่ออัลเลาะฮ์ และหมั่นทำความดีให้เยอะๆ เพื่อที่มันจะได้ลบล้างความผิดทั้งหลายของคุณ


ท่านอิบนุมัสอูด (ร.ด.) ได้รายงานว่า ชายผู้หนึ่งได้จูบผู้หญิงคนหนึ่ง (ซึ่งเป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขา(ไม่ใช่มะฮ์รอม)) ได้มาสารภาพผิดกับท่านนบี(ศ.ล.) เขาได้บอกกับท่านนบี(ศ.ล.) ว่า

“ ฉันได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งในสวนแห่งหนึ่ง และฉันได้กอด สัมผัส และ จูบเธอ(ฉันได้มาหาท่านเพื่อให้ท่านตัดสิน)


เขาได้ถามท่านว่าเขาจะลบล้างความผิดนี้ได้อย่างไร ท่านนบี(ศ.ล.)ไม่ได้พูดอะไร หลังจากนั้น อัลเลาะฮ์ก็ได้ลงวะห์ยู ความว่า “

และเจ้าจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาด ตามปลายช่วงทั้งสองของกลางวัน และยามต้นจากกลางคืน แท้จริงความดีทั้งหลายย่อมลบล้างความชั่วทั้งหลาย...(ซูเราะห์ ฮูด, 114)


ชายคนนั้นได้ถามว่า “โอ้ท่านรอซูลุลเลาะฮ์ นี่เฉพาะสำหรับฉันหรือ?” ท่านนบี(ศ.ล.) กล่าวว่า “สำหรับอุมมะฮ์ของฉันทั้งหมด” (รายงานโดย บุคอรี, 495).


ดังนั้นจงทำอิบาดะฮ์และความดีให้เยอะๆ เพื่อว่าอัลเลาะฮ์ อาจตอบรับการเตาบัตของท่าน”

สำหรับสิ่งที่คุณจะต้องทำต่อจากนี้ คือ คุณจะต้องไม่ไปยังสถานที่ที่ไม่ดีและที่ที่มีการปะปนชายหญิง ที่ที่คุณสามารถจะพบปะพูดคุยกับผู้หญิงได้อย่างอิสระ (ตลกสิ้นดี)คุณพูดว่าคุณไม่สามารถที่จะควบคุมตัวเองได้ (ในเรื่องผู้หญิง)


แล้วทำไมคุณยังไปในสถานที่ที่ปะปนชายหญิง ที่ที่คุณใช้เวลาไปกับการคลุกคลีและพูดคุยกับผู้หญิงโดยที่ไม่มีความจำเป็น

แล้วคุณบอกว่าคุณไม่สามารถต้านทานการยั่วยวนของผู้หญิงได้ สิ่งที่คุณพูดมาเป็นสิ่งที่ฟังไม่ขึ้นเลย หากว่าคุณหลีกเลี่ยงจากการไปในสถานที่ที่ไม่ดีและการกระทำที่นำไปสู่ความชั่วร้าย มันก็จะช่วยป้องกันคุณจากการทำบาปได้


จงเกรงกลัวต่ออัลเลาะฮ์เถิด! เพราะพระองค์ทรงเฝ้ามองการกระทำของคุณอยู่ จงระวัง! ที่จะนำพาตัวเองไปสู่การกระทำในสิ่งที่ฮะรอม (ต้องห้าม) จงจำไว้เสมอว่า ยิ่งคุณถลำลึกในการกระทำในสิ่งที่ฮะรอม คุณก็ยิ่งมีความยากลำบากที่จะถอนตัวออกจากมัน

ดังนั้นจงตัดไฟแต่ต้นลม (อย่าไปยุ่งกับสิ่งที่ฮะรอมตั้งแต่แรก)จงอยู่กับคนที่ดีๆ และออกจงห่างจากสิ่งที่ไม่ดีและคนเลว จงกระทำสิ่งที่จะช่วยให้คุณรักษาความบริสุทธิ์ของคุณ เช่น รีบแต่งงาน และ ลดสายตาลงต่ำ (เมื่อเจอเพศตรงข้าม)

ฉันขอดุอาต่ออัลเลาะฮ์ ให้ปกป้องคุณจากฟิตนะฮ์ของผู้หญิงขออัลเลาะฮ์ทรงประทานพรให้กับท่านนบีมุฮัมมัด (ศ.ล.)http://www.islamqa.com/en/ref/3234เชค มุฮัมมัด ศอและฮ์ อัล มุนัจจิด

http://www.fityatulhaq.net/forum/index.php/topic,2131.msg17866.html#new



0 ความคิดเห็น:

สาเหตุที่ทำให้มุสลิมแตกแยก

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้มุสลิมแตกแยก

ทั้งๆที่ อิสลามเรียกร้องให้มีเอกภาพ

ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้ว่า ขณะนี้ประเทศมุสลิมทุกประเทศขาดความสามัคคี อย่างไรก็ดีเหตุการดังกล่าวนี้เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติ มุสลิมทั้งหลาย และทุกประเทศก็เคยมีประสบการณ์ ถึงแนวทางที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ของตนว่าไม่เป็นเรื่องถาวร บรรดาประเทศยุโรปครั้งหนึ่งเคยมีสภาพที่ไร้ความสามัคคี เป็นผลทำให้เกิดสงครามโลกถึงสองครั้งในศตวรรษที่ 20 ดังนั้นบรรดาประเทศมุสลิมจะสามารถขจัดปัญหาและข้อขัดแย้งของตนโดยการสร้าง ระบบที่มีการให้ความร่วมมืออย่างมีผล ทั้งนี้เพื่อสวัสดิการของสังคมมุสลิมทั้งปวง

ได้มีความพยายามอันต่อเนื่องในเรื่องดังกล่าว จนถึงขณะนี้แม้ผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมานั้นยังมีน้อยก็ตาม ดังจะเห็นได้จากองค์การประชุมอิสลาม ซึ่งประเทศมุสลิมทุกประเทศเป็นสมาชิก อย่างไรก็ดียังเป็นไปได้ที่จะส่งเสริมและพัฒนาองค์การดังกล่าว ตลอดจนองค์การมุสลิมอื่นๆ ให้มีบทบาทยิ่งขึ้น เพื่อที่จะบรรลุขั้นตอนที่พัฒนาไปไกลในเรื่องของความร่วมมือระหว่างประเทศ มุสลิมด้วยกัน ดังนั้นหลักการและคำสั่งสอนต่างๆของอิสลามที่เกี่ยวกับเอกภาพความร่วมมือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ย่อมเป็นหลักประกันว่าความเพียรพยายามทั้งหลาย ที่จะให้เป็นไปตามนั้นย่อมจะบังเกิดผลในอนาคตอันใกล้

แหล่งกำเนิดหลักการของอิสลาม ซึ่งได้แก่คัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของศาสดามุฮัมมัด เรียก ร้องให้มีการสามัคคีร่วมมือกัน มีเมตตาระหว่างกัน และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ในขณะเดียวกันก็ตักเตือนไม่ให้มีความแตกแยก ทะเลาะวิวาทกัน ซึ่งเรื่องดังกล่าวนั้นปรากฏในอัลกุรอาน ซูเราะฮ์ อาลาอิมรอน โองการที่ 103 ความว่า

"และพวกเจ้าจงยึดสายเชือกแห่งอัลลอฮ์โดยพร้อมกันทั้งหมดและจงอย่าแตกแยกกัน"

และในซูเราะฮ์ อัลอันฟาล โองการที่ 10 ความว่า

"และจงเชื่อฟังอัลลอฮ์ และเราะซูลของพระองค์เถิด และอย่าขัดแย้งกัน จะทำให้พวกเจ้าย่อท้อ และความเข้มแข็งของพวกเจ้าหมดไป และจงอดทนเถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงร่วมอยู่กับผู้ที่อดทนทั้งหลาย"

อิสลามเรียกร้องให้มีความเห็นใจผู้อื่น และบรรเทาความเจ็บปวดของผู้อื่นด้วย โดยกล่าวว่า ประชาชาติอิสลามทั้งหมดนั้นเสมือนเรือนร่างเดียวกัน โดยศาสดาได้กล่าวว่า

"หากส่วนหนึ่งของร่างกายได้รับความเจ็บป่วยหรือไม่สบาย ส่วนอื่นๆของร่างกายก็จะมีปฏิกิริยาให้เห็นใจ โดยการเป็นไข้ และไม่สามารถนอนหลับ"

อิสลามเห็นว่า มุสลิมทุกคนเป็นพี่น้องกัน ดังปรากฏหลักฐานใน อัลกุรอาน ซูเราะฮ์ อัลหุจรอจญ์ โองการที่ 10 ความว่า

"แท้จริงบรรดาผู้

ครั้งเมื่อศาสดาอพยพมาจากมักกะฮ์ ไปยังมะดีนะฮ์นั้น ผู้ที่ร่วมเดินทางอพยพพร้อมกับศาสดา และชาวเมืองมะดีนะฮ์ที่ให้แหล่งพักพิงนั้น มีความรักใคร่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยมีความหวังและความเศร้าร่วมกัน เรื่องดังกล่าวได้ปรากฏในอัลกุรอาน และฮะดิษหลายตอนด้วยกัน

มีปัจจัยภายนอกหลายประการที่อยู่นอกขอบเขตของประเทศในปัจจุบัน ได้นำไปสู่กรณีพิพาทและความแตกแยกระหว่างประเทศมุสลิมด้วยกันเอง ปัจจัยต่างๆดังกล่าวนั้นมาจากสมัยที่ประเทศมุสลิมได้ถูกปกครองโดยนักล่าอณา นิคมตะวันตก และแม้ว่าการยึดครองประเทศเหล่านั้น จะหมดสิ้นไปแล้วก็ตาม แต่ปัญหาต่างๆยังเกิดขึ้น เช่น ปัญหาเขตแดนระหว่างรัฐต่างๆ นโยบายที่นักล่าอณานิคมได้ใช้ในการปกครองคือ "แบ่งแยกการปกครอง"ซึ่งหลักการนี้ทำให้มีการแบ่งแยกเชื้อชาติหลายเผ่า หลายภาษาด้วยกัน ยิ่ง กว่านั้นนักล่าอณานิคมได้ขูดรีดและเอารัดเอาเปรียบประเทศที่ตนปกครองอยู่ ทำให้ประเทศเหล่านั้นยากจนและล้าหลัง ซึ่งผลดังกล่าวยังมีให้เห็นตราบเท่าทุกวันนี้ แท้จริงแล้วประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยตกเป็นเมืองขึ้น ยังต้องได้รับทุกข์จากผลของอณานิคม และการปกครองโดยต่างชาติ โดยปัญหาเหล่านั้นยังฝังลึกอยู่กระทั่งปัจจุบัน

ประเทศมุสลิมที่เคยตกเป็นเมืองขึ้นมาก่อนได้มุ่งที่จะแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ การที่ต่างชาติมาปกครอง และได้ละเลยที่จะปฏิบัติตามหลักการของศาสนาอิสลาม ที่เรียกร้องและสนับสนุนให้มีเอกภาพและความร่วมมือ อย่างไรก็ดี ประเทศ มุสลิมยังคงใช้ความเพียรพยายามที่จะให้ประเทศมุสลิมทั้งหลายมีความผาสุข มุสลิมทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไหนก็ตาม ย่อมมีความเห็นอกเห็นใจพี่น้องมุสลิมที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือตกอยู่ในความทุกข์ ความรู้สึกเช่นนี้อาจจะนำไปสู่การจัดตั้งพื้น ฐานที่ส่งเสริมให้มีความสามัคคีประสานงานกัน และความร่วมมือระหว่างรัฐกับมุสลิมด้วยกัน ความเพียรพยายามร่วมกันในทางวัฒนธรรม เศรษฐศาสตร์การเมืองและความมั่นคง ตลอดจนการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ สิ่งต่างๆเหล่านี้ย่อมจะเกิดประโยชน์แก่โลกมุสลิม ซึ่งจะช่วยให้ประเทศเหล่านั้นมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นในอันที่จะมีบทบาทในทางบวก และสร้างสรรค์ในการสถาปนาหลักการแห่งสันติภาพและความมั่นคงของโลกต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร. มะห์มูด ฮัมดี ซักซูก

د. محمود حمدي زقزوق

0 ความคิดเห็น:

นายกฯ ย้ำรัฐบาลพร้อมสนับสนุนอิสลามศึกษา: การสัมมนานานชาติด้านอิสลามศึกษา

นายกฯ ย้ำรัฐบาลพร้อมสนับสนุนอิสลามศึกษา
เลขา เกลี้ยงเกลา / อัจนา วะจิดี

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปาฐกถาการสัมมนานานชาติด้านอิสลามศึกษาว่า

มุสลิมทุกคนต่างถูกเรียกร้องให้ศึกษาหาความรู้ เพื่อตอบสนองสู่ความต้องการสู่สังคม ดังที่ท่านศาสดามุฮัมมัด(ซ.ล.)ได้กล่าวว่า “ท่านทั้งหลายจงศึกษาหาความรู้ตั้งแต่อยู่ในแปลจนถึงหลุมฝังศพ” และอีกตอนหนึ่งว่า “การแสวงหาความรู้นั้นเป็นหน้าที่เหนือมุสลีมีนและมุสลีมะห์ทุกคน” มุสลิมทุกคนได้ถูกเรียกร้องให้ตระหนักถึงสิ่งนี้หลายศตวรรษมาแล้ว ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า สื่อถึงการน้อมรับภายนอกและการความใกล้ชิดภายในกับพระผู้เป็นเจ้า คัมภีร์อัลกุรอ่านได้บัญญัติให้ระลึกว่าเป็นการกระทำอันเยี่ยมยอด อิสลามศึกษาจึงควรยิ่งที่จะยกระดับและพัฒนาทักษะความสามารถของมุสลิม เพื่อยังไว้ซึ่งสิ่งที่พระองค์อัลลอฮฺผู้ทรงสร้างได้ตรัสไว้

การสัมมนานานชาติด้านอิสลามศึกษา มอ.ปัตตานี


ลำดับแรก ควร ย้อนมาพิจารณาถึงเป้าหมายของอิสลามศึกษาควบคู่ไปกับหลักสูตร คณาจารย์ และหลักการสอน อิสลามมิได้สร้างความแตกต่างระหว่างเรื่องศาสนากับการศึกษาเรื่องพื้นฐาน ทั่วไป เพราะทั้งสองอย่างต่างเอื้อซึ่งกันและกัน และศึกษาควบคู่กันในระบบการบูรณาการ เพื่อยังความสำเร็จทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ดังนั้น ระบบการศึกษาร่วมเป็นสิ่งที่นักศึกษาต้องมีความอุตสาหะบากบั่น เพื่อปฏิบัติได้สอดคล้องกับหลักคำสอนของอิสลามอย่างแท้จริง


ลำดับที่สอง ศิลปะ การสอนอิสลามศึกษาต้องควบคู่ไปกับการทบทวนสำรวจจิตใจ การศึกษาในทุกระดับของมนุษย์ในปัจจุบันเป็นปัจจัยอันเป็นมูลเหตุที่นำไปสู่ รูปแบบของคำถามที่แตกต่างและไม่ตรงจุด มุสลิมจึงต้องเสนอแนวทางใหม่และเหตุผลแห่งหลักการ ต่อความเชื่อบนพื้นฐานของความเข้าใจ ซึ่งอิสลามได้เตรียมไว้โดยสมบูรณ์แล้ว


ดังนั้น อิสลามศึกษาในศตวรรษที่ 21 จึงควรจัดความเหมาะสมระหว่างอิสลามศึกษากับสาขาอื่นๆ เพื่อสร้างความมั่นใจในการแข่งขันสู่โอกาสการทำงานในตำแหน่งที่ต้องการทักษะ เฉพาะด้านและความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง ทุกหลักสูตรของอิสลามศึกษาต้องออกแบบเพื่อรองรับตลาดการทำงานอย่างเต็มรูป แบบ เมื่อนักศึกษาจบออกไปย่อมมั่นใจได้ว่าจะมีหน้าที่การงานที่ต้องการรองรับใน สังคม และนำไปสู่การช่วยสร้างสรรค์พัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคต


ลำดับที่สาม แทน ที่จะมองตนเองว่าเป็นเพียงคนส่วนน้อยในประเทศ มุสลิมไทยควรตระหนักว่าเราคือส่วนหนึ่งของสังคม และเป็นส่วนหนึ่งของโลก สร้างมุมมองการมีส่วนร่วมและอบรมบ่มเพาะผู้คนเรื่องสัมพันธภาพอันดีงาม ความอ่อนไหวในเรื่องเชื้อชาติและเพศ การยอมรับความหลากหลายทางศาสนา ความตระหนักรู้ทางสังคมวิทยา พลังมวลชน และตระหนักถึงพระเจ้า

การสัมมนานานชาติด้านอิสลามศึกษา มอ.ปัตตานี

การสัมมนานานชาติด้านอิสลามศึกษา มอ.ปัตตานี


ด้วยกุญแจสามดอกนี้เอง รัฐบาลจึงพยายามที่จะนำอิสลามศึกษาของไทยสู่อีกลำดับขั้นและสู่เป้าหมายที่ชัดเจน ดังนี้คือ
1.ต้อง การให้นักศึกษาไทยมุสลิม มีความรู้รอบด้าน ทั้งด้านทางศาสนาและการก้าวทันวิทยาการด้านอื่นควบคู่กัน มีความกระตือรือร้นในด้านการศึกษา การรวมตัวและสร้างความร่วมมือในภูมิภาค และพยายามอย่างยิ่งที่จะผลิตนักศึกษาในวิชาเอกอิสลามศึกษาให้ตอบสนองสู่ตลาด การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

2.เตรียมพร้อมที่จะรับมือประเด็นและปัจจัยพื้นฐานที่ ส่งผลกระทบต่อภาวะการแข่งขันในโลก สิ่งสำคัญที่สุดคือการส่งต่อภาระหน้าที่ต่อประชากรของเราต่อนักศึกษามุสลิม ของเรา ความรู้เป็นกุญแจสู่การพัฒนารัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญจุดนี้ จึงเป็นเหตุผลให้มีการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นเวลา 15 ปี และเน้นย้ำถึงการประกันคุณภาพการศึกษา การศึกษาตลอดชีวิต และตอบรับต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมในประเทศ

3.ด้วยวิสัยทัศน์นี้จึงต้องยกระดับคุณภาพของอิสลาม ศึกษา และต้องสร้างความมั่นใจได้ว่า อิสลามศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความก้าวหน้า ไทยได้รับผลประโยชน์ ณ จุดนี้โดยสร้างความเหนือกว่าของวิทยาลัยอิสลามศึกษาที่ป็นดั่งศูนย์กลางของ สถาบันอิสลามศึกษาในภาคใต้ของไทย

4.ขณะนี้เราอยู่ในกระบวนการการสร้างแนวทางเพื่ออิสลามศึกษาในไทยและสร้างความร่วมมือสู่การพัฒนาอิสลามศึกษาต่อๆไป

5.หวังว่าวิทยาลัยอิสลามจะเป็นดั่งศูนย์กลางเขต พื้นที่สำหรับอิสลามศึกษาและจุดหมายร่วมกันทั้งนักศึกษาในพื้นที่และนัก ศึกษาต่างชาติสู่การศึกษาในปัตตานี

6.เนื่องจากภาษาอาหรับและภาษาอังกฤษมีความจำเป็น อย่างยิ่งในยุคนี้ รัฐบาลไทยในนามของกระทรวงการต่างประเทศ ภายใต้โครงการเครือข่ายอิสลามศึกษา ได้สนับสนุนทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาวิทยาลัยอิสลามศึกษาที่มีพื้นฐานภาษา อาหรับและภาษาอังกฤษดีในการศึกษาในต่างประเทศ หวังอย่างยิ่งที่จะสานต่อโครงการนี้เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษามีโอกาสเรียน รู้ทั้งในอเมริกาและประเทศแถบอาหรับ สร้างเสริมวิสัยทัศน์ให้นักศึกษาพร้อมที่จะกลับมาช่วยเหลือสังคมและส่งเสริม ประเทศชาติเมื่อกลับมา รัฐบาลพร้อมจะสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกคนได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันและ มีตำแหน่งงานรองรับโดยไม่มีใครตกหล่น

7.รัฐบาลเป็นและจะคงเป็นแรงสนับสนุนให้แก่วิทยาลัย อิสลามศึกษาอย่างไม่สิ้นสุด เพื่อความเยี่ยมยอดในสาขาอิสลามศึกษา มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นแรงผลักดันที่จำเป็นเพื่อตระหนักถึงความปรารถนาอันมี เกียรติ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษโดยให้นักศึกษามีบทบาท สำคัญ ควบคู่ไปกับภาษาอาหรับที่มีความสำคัญในศาสนาอิสลาม


นายอภิสิทธิ์ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การสัมมนาครั้งนี้เป็นการเปิดประตูสู่โอกาสโดยเฉพาะลูกหลานของพี่น้องชายแดน ใต้ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่แต่ละมหาวิทยาลัยได้สร้างเครือข่ายเชื่อมต่อให้โลก มุสลิมเห็นศักยภาพของไทยด้านการศึกษา การได้สัมผัสกับมิตรที่มาจากหลายประเทศรับรู้ได้ว่าเขามีความประทับใจที่ไทย ให้โอกาสในการไม่เลือกปฏิบัติและส่งเสริมโอกาสต่างๆแก่พี่น้องมุสลิมไทย และคาดว่าจะมีการสานต่อด้านการศึกษาและอีกหลายด้านในอนาคตอย่างแน่นอน

การสัมมนานานชาติด้านอิสลามศึกษา มอ.ปัตตานี


สำหรับนโยบายที่จะให้ชายแดนใต้เป็นศูนย์กลางอิส ลามศึกษา และกระแสแห่ง “นครปัตตานี” ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด นายอภิสิทธ์ตอบข้อข้องใจนี้ว่า
“นโยบายที่จะให้ปัตตานีเป็นศูนย์กลางอิส ลามศึกษานั้น ต้องใช้เวลาในการพัฒนาและแสดงศักยภาพอย่างต่อเนื่องจึงจะเห็นเป็นรูปธรรม รวมทั้งมีการขบยายเครือข่ายเพื่อกระตุ้นให้มีการพัฒนามากขึ้น โดยคำนึงถึงความต้องการของพื้นที่อย่างปรากฏชัด รวมทั้งพัฒนาจุดอ่อนที่เยาวชนมีปัญหาด้านภาษา ให้มีการสอนสองภาษา เมื่อมีพัฒนาการที่ดีขึ้น อนาคตเยาวชนจะมีความสามรถในการใช้ได้หลายภาษา และมีความแตกต่างจากพื้นที่อื่นเพราะที่นี่มีทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาอาหรับ และภาษามลายู”


“ในเรื่องของนครปัตตานี รัฐบาลยอมรับเรื่องประวัติศาสตร์และเครารพความหลากหลายมาตลอด เป็นสิ่งที่ประชานได้รับทราบว่ารัฐบาลส่งเสริมพื้นฐานวัฒนธรรมและความหลาก หลายจริง ทุกหน่วยงานของรัฐได้สนองนโยบายซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินงานในพื้นที่ เรื่องนี้จะเป็นไปอย่างไรต้องมีอีกหลายองค์ประกอบ” - www.muslimthai.com

0 ความคิดเห็น:

นิตยสารไทม์ยกย่อง "มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก" ผู้ก่อตั้ง เฟซบุ๊ค เป็นบุคคลแห่งปี 2553


"มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก" เขานั่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ ซีอีโอ และประธานผู้ก่อตั้งร่วมของเว็บไซต์เฟชบุ๊ก ที่มีคนติดกันงอมแงมทั่วโลก ได้รับการยกย่องจากนิตยสารไทม์ ว่าเป็นบุคคลแห่งปี 2010 ด้วยเหตุผลว่า เพื่อเชื่อมต่อกับประชาชนมากกว่า 500 ล้านคน และทำแผนผังความสัมพันธ์ทางสังคมในหมู่พวกเขา เพื่อเปิดระบบใหม่ของการแลกเปลี่ยนข้อมูล และเปลี่ยนวิธีการที่เราจะใช้ชีวิต จึงทำให้เขาได้รับยกย่องดังกล่าว

มาร์ค เป็นมหาเศรษฐีชาวอเมริกัน มีอาการตาบอดสีแดง-เขียว โดยสีที่สามารถเห็นชัดที่สุดคือ สีน้ำเงิน จึงเป็นที่มาของสัญลักษณ์เฟซบุ๊ก ที่มีสีฟ้าน้ำเงินสดใส

เขาได้ชื่อว่าเป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่ สุดในโลก อันดับ 785 ของโลก ทรัพย์สินประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปี 2551 ต่อมาเป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุด ติดอันดับรายชื่อบุคคลที่รวยที่สุดในโลกของนิตยสารฟอร์บส์ โดยครองอันดับที่ 212 ของโลก (เศรษฐีลำดับที่ 35 ในกลุ่มสัญชาติอเมริกา) ด้วยทรัพย์สินมูลค่า 6,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปี 2553

ล่าสุด มีภาพยนตร์เกี่ยวกับการก่อตั้งเฟซบุ๊ก เรื่อง THE SOCIAL NETWORK ที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากสมาคมวิจารณ์ภาพยนตร์ลอสแองเจลิส และยังมีลุ้นรางวัลลูกโลกทองคำอีก...

ชื่อ-นามสกุล : นายมาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก

วันที่เกิด : 14 พฤษภาคม 2527

ถิ่นกำเนิด : ย่านดอบส์เฟอร์รี มลรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

ประวัติครอบครัว :
- เป็นลูกชายคนเดียวในจำนวนพี่น้อง 4 คนของครอบครัว
- มีบิดาเป็นหมอฟัน (ทันตแพทย์) มีมารดาเป็นนักจิตวิทยา
- มีครอบครัวเป็นคนอเมริกันเชื้อสายยิว ทุกคนในครอบครัวนับถือศาสนายิว
- มีแฟนชื่อนางสาวพริสซิลลา ชาน

ตำแหน่งปัจจุบัน : ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร "ซีอีโอ" และประธานผู้ก่อตั้งร่วม ของเว็บไซต์เฟชบุ๊ก

การศึกษา และดูงาน :
- จบจากโรงเรียน Ardsley High School ซึ่งเป็นโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้าน
- จบจากโรงเรียนประจำชื่อ Phillips Exeter Academy เมืองเอ็กเซ็กเตอร์ มลรัฐนิวแฮมป์เชียร์
- จบปริญญาตรีทางด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

การทำงาน และตำแหน่งหน้าที่ :
- ผู้ร่วมลงทุนกับนายปีเตอร์ ธีล ก่อตั้งบริษัท PayPal จำกัด เป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ชที่ให้บริการชำระเงินและโอนเงินผ่านทางอินเตอร์เน็ต
- ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เครือข่ายสังคม หรือ โซเชียลเน็ตเวิร์คชื่อดังอย่าง Facebook
- ปี 2547 ผู้ก่อตั้งกิจการเฟซบุ๊ก (Facebook), Inc.
- ผู้ก่อตั้งบริษัท เวนเจอร์ แคปปิตอล จำกัด

ทำงานอื่นๆ : สมาชิกสมาคม Alpha Epsilon Pi ซึ่งเป็นสมาคมสำหรับนักศึกษาเชื้อสายยิว

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์

0 ความคิดเห็น:

ประวัติอินเตอร์เน็ต


ประวัติอินเตอร์เน็ต

อินเตอร์เน็ตกำเนิดขึ้นเมื่อประมาณปี ค.ศ.1969 หรือประมาณปี พ.ศ. 2512 โดยพัฒนามาจาก อาร์พาเน็ต (ARPAnet) ซึ่งเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงาน โครงการวิจัยขั้นสูง (Advanced Research Projects Agency) หรือเรียกชื่อ ย่อว่า อาร์พา (ARPA) ซึ่ง เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา (Department of Defense) จุดประสงค์ของโครงการอาร์พาเน็ต เพื่อสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่คงความสามารถในการติดต่อสื่อสารถึงกันได้ แม้ว่าจะมีบางส่วนของเครือข่ายไม่สามารถทำงานได้ก็ตาม

อาร์พาเน็ตในขั้นต้น เป็นเพียงเครือข่ายทดลองตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนงานวิจัยด้านการทหาร แต่โดยเนื้อแท้แล้วอาร์พาเป็นผลพวงมาจากความ ตึงเครียดทางการเมืองของโลก ในยุคสงครามเย็นระหว่างค่ายคอมมิวนิสต์และค่ายเสรีประชาธิปไตย ต่อมาในปี 2512 ได้มีการปรับปรุงหน่วยงานอาร์พาและเรียก ชื่อใหม่ว่า ดาร์พา (DARPA : Defense Research Project Agency ) และในปี 2518 ดาร์พาได้โอนหน้าที่ดูแลรับผิดชอบอาร์พาเน็ตโดยตรงให้แก่ หน่วยสื่อสารของกองทัพ (Defense Communications Agency) หรือ DCA เนื่อง จากอาร์พาเน็ตได้ แปรสภาพจากเครือข่ายที่ปฏิบัติงานได้อย่างแท้จริงแล้ว ในปี 2526 อาร์พาเน็ตแบ่ง ออกเป็น 2 เครือข่าย คือ เครือข่ายด้านการวิจัยใช้ชื่อ อาร์พาเน็ตเหมือนเดิม ส่วนเครือข่ายของกองทัพใช้ชื่อว่า "มิลเน็ต" (MILNET : MILitary NETwork) ซึ่งใช้การเชื่อมต่อ โดยใช้โปรโตคอล TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol ) เป็นครั้งแรก ในปี 2528 มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติอเมริกา (NSE) ได้ออกทุนการสร้างศูนย์ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ 6 แห่ง และใช้ชื่อว่า NFSNET พอมีถึงปี 2533 อาร์พาเน็ตรองรับเป็น backbone ไม่ ไหวจึงยุติบทบาท และเปลี่ยนไปใช้ NFSNET และเครือข่ายอื่นแทน และได้มีการเชื่อมเครือข่ายต่างๆ ทำให้เครือข่ายมีขนาดใหญ่มากขึ้นจนเป็นเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในปัจจุบันนี้

สำหรับประเทศไทย ได้เริ่มมีการติดต่อเชื่อมโยงเข้าสู่อินเตอร์เน็ตใน พ.ศ. 2535 โดยเริ่มที่สำนักวิทยบริการจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ซึ่งได้เช่าวงจรสื่อสารความเร็ว 9600 บิตต่อวินาทีจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ.2536 เนคเทคได้เช่าวงจรสื่อสารความเร็ว 64 กิโลบิตต่อวินาที ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการขนถ่ายข้อมูล ทำให้ประเทศไทยมีวงจรสื่อสารระหว่างประเทศ 2 วงจร หน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้าร่วมเชื่อมโยงเครือข่ายในระยะแรก ได้แก่ สถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ และต่อมาได้ขยายไปยังหน่วยงานราชการอื่น ๆ

สำหรับ ภาคเอกชน ได้มีการก่อตั้งบริษัทสำหรับให้บริการอินเตอร์เน็ตแก่เอกชนและบุคคลทั่วไป ที่นิยมเรียกกันว่า ISP (Internet Service Providers)

อินเตอร์เน็ต คือ ระบบเครือข่าย คอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเกิดจากระบบคอมพิวเตอร์เครือข่ายย่อย ๆ หลาย ๆ เครือข่ายรวมตัวกันเป็นระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ ซึ่ง ขยายความได้ดังนี้ คือ การที่คอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป สามารถติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกันได้โดยผ่านสาย Cable หรือ สายโทรศัพท์ ดาวเทียม ฯลฯ การติดต่อนั้นจะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน หรือใช้อุปกรณ์ร่วมกัน เช่น ใช้ Printer หรือ CD-Rom ร่วมกัน เราเรียกพฤติกรรมของคอมพิวเตอร์ลักษณะนี้ว่า เครือข่าย (Network) ซึ่งเมื่อมีจำนวนคอมพิวเตอร์ใน เครือข่ายมากขึ้น และมีการเชื่อมโยงกันไปทั่วโลก จนกลายเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ เราเรียกสิ่งนี้ว่า อินเตอร์เน็ต นั่นเอง

การที่คอมพิวเตอร์ สามารถติดต่อสื่อสารกันได้นั้น ว่าไปแล้วก็เปรียบเหมือนคนเรา คือต้องมีภาษาพูดคุยกันโดยเฉพาะคนไทยก็พูดภาษาไทย คนอังกฤษก็ต้องพูดภาษาอังกฤษ และภาษาอังกฤษได้ถูกกำหนดเป็นภาษาสากลในการติดต่อสื่อสารกันของทุกประเทศ ทั่วโลก สำหรับคอมพิวเตอร์ในระบบอินเตอร์เน็ตนั้น ก็มีภาษาที่ใช้คุยกันเหมือนกัน ซึ่งที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกันได้ พูดคุยกันรู้เรื่องนั่นเอง ซึ่งเราเรียกว่าภาษาที่ใช้สื่อสารกันระหว่างคอมพิวเตอร์ว่า โปรโตคอล (Protocol)

เราลองคิดดูว่า เมื่อคอมพิวเตอร์ติดต่อสื่อสารกันนั้น อาจเป็นคอมพิวเตอร์จากเมืองไทย ติดต่อกับคอมพิวเตอร์ที่อเมริกา ซึ่งต้องมีความแตกต่างกันของชนิดเครื่องทาง Hardware และระบบปฏิบัติการ (Operating System) ทาง Software แล้วถ้าคิดถึงทั่วโลกย่อมต้องมีความหลากหลายทาง Hardware และ Software กันมากมาย แต่ทำไมปัจจุบันคอมพิวเตอร์จึงสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะ คอมพิวเตอร์ในระบบอินเตอร์เน็ตนั้น จะมีภาษาสากลใช้สื่อสารกันโดยเฉพาะ คือเรียกว่ามี Protocol เฉพาะนั่นเอง ซึ่งเราเรียก Protocol เฉพาะนี้ว่า TCP/IP โดยย่อมาจากคำ ว่า Transmission Control Protocol (TCP) Internet Protocol (IP) นั่นเอง

เหตุผลสำคัญที่ทำให้อินเตอร์เน็ตได้ รับความนิยมแพร่หลาย คือ

1. การสื่อสารบนอินเตอร์เน็ต ไม่จำกัดระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ที่ต่างระบบปฏิบัติการกันก็สามารถติดต่อ สื่อ สารกันได้ เช่น คอมพิวเตอร์ที่มีระบบปฏิบัติการแบบ Windows 95 สามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ที่มีระบบปฏิบัติการแบบ Macintosh ได้

2. อินเตอร์เน็ตไม่ มีข้อจำกัดในเรื่องของระยะทาง ไม่ว่าจะอยู่ภายในอาคารเดียวกัน หรือห่างกันคนละทวีป ข้อมูลก็สามารถส่งผ่านถึง กันได้

3. อินเตอร์ เน็ตไม่จำกัดรูปแบบของข้อมูล ซึ่งมีได้ทั้งข้อมูลที่เป็นข้อความอย่างเดียว หรืออาจมีภาพประกอบ รวมไปถึงข้อมูลชนิด มัลติมีเดีย คือมีทั้งภาพเคลื่อนไหวและมีเสียงประกอบด้วยได้

คำศัพท์เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต

Intranet คือ การใช้งานอินเตอร์เน็ตในองค์กร ใช้เหมือนอินเตอร์เน็ตทุกอย่าง แต่ไม่ได้ต่อเชื่อมกับอินเตอร์เน็ต

Extranet คือ มีความคล้ายกับ Intranet เพียงแต่ สามารถเปิดช่องให้สำหรับลูกค้าที่มีสิทธิ์เข้ามาใช้บริการของ Server ได้ส่วนมากใช้ในเรื่อง E-commerce

ISP สถานที่ให้บริการอินเตอร์เน็ตทางการค้าไม่ว่าบริษัท ห้างร้านต่าง ๆ เรามีศัพท์เรียกเหมือนกันทั่วโลกโดยเฉพาะว่า ISP (Internet Service Provider) ดังนั้นผู้ที่ประสงค์จะใช้งานอินเตอร์เน็ต ไม่ว่ารูปแบบใด ก็ต้องทำการติดต่อ สมัครเป็นสมาชิกกับ ISP แห่งใด แห่งหนึ่งนั่นเอง

รูปแบบการให้บริการของ ISP ไม่ ว่าจะเป็น ISP ใดจะให้ บริการแก่บุคคลทั่วไปเหมือนกัน 3 แบบใหญ่ ๆ คือ

1. แบบบุคคลธรรมดา (Individual, Dial-Up)

2. แบบนิติบุคคล (Corporate)

3. แบบพิเศษ (Special Service) เช่นการให้ บริการทำ Web, เช่าพื้นที่บน Server Free E-mail

แบบบุคคลธรรมดา (Individual, Dial-up)

รูปแบบของการสื่อสารบนอินเตอร์เน็ต สามารถกระทำได้หลากหลาย เช่น

1. จดหมายอิเลคทรอนิกส์ (Electronic Mail)

จดหมายอิเลคทรอนิกส์หรือที่เรียกกันว่า E-mail เป็นการสื่อสารที่นิยมใช้กันมาก เนื่องจากผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารกับบุคคลที่ต้องการได้รวดเร็ว ภายในระยะเวลาอันสั้น ไม่ว่าจะอยู่ในที่ทำงานเดียวกันหรืออยู่ห่างกันคนละมุมโลกก็ตาม นอกจากนี้ยังสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยมาก

2. การสืบค้นข้อมูลแบบเครือข่ายใย แมงมุม (Wold Wide Web : WWW)

เป็นการสื่อสารที่เติบโตเร็วที่สุดในอินเตอร์เน็ต ด้วยเหตุผลที่สำคัญคือง่ายต่อการใช้งานและสามารถนำเสนอข้อมูลกราฟิคได้ การใช้ World Wide Web เปรียบเสมือนการเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุด โดยหนังสือที่มีให้อ่านจะสมบูรณ์มากกว่าหนังสือทั่วไป เพราะสามารถฟังเสียงและดูภาพเคลื่อนไหวประกอบได้ นอกจากนี้ยังสามารถโต้ตอบกับผู้อ่านได้ด้วย ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งคือข้อมูลต่าง ๆ จะมีการเชื่อมโยงถึงกันได้ด้วยคุณสมบัติของ HyperText Link

3. การโอนย้ายข้อมูล (File Transfer Protocol : FTP)

การโอนย้ายข้อมูล หรือที่นิยมเรียกกันว่า FTP เป็นการสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่งที่ใช้กันมาก พอสมควรในอินเตอร์เน็ต โดยอาจใช้เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลรวมถึงโปรแกรมต่าง ๆ ทั้งที่เป็น freeware shareware จากแหล่งข้อมูลทั้งหลายมายังเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ที่ใช้งานอยู่ ปัจจุบันมีหน่วยงานหลายแห่งที่กำหนดให้ Server ของ ตนทำหน้าที่เป็น FTP site เก็บรวบรวมข้อมูลและโปรแกรมต่าง ๆ สำหรับให้บริการ FTP ที่นิยมใช้กันมากได้แก่ WS_FTP, CuteFTP

4. การแลกเปลี่ยนข่าวสาร (USENET)

การสื่อสารประเภทนี้มาที่มาจากกระดาน ประกาศข่าว หรือ Bulletin Board กล่าวคือ ผู้ที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน จะรวมกลุ่มกันตั้งเป็นกลุ่มข่าวของแต่ละประเภท เมื่อมีข้อมูลใหม่ที่จะเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกผู้อื่น หรือมีปัญหาหรือคำถามที่ต้องการความช่วยเหลือหรือคำตอบ ผู้นั้นก็จะส่งข้อมูลของตนเข้าไปติดประกาศไว้ในอินเตอร์เน็ต โดยเครื่องที่ทำหน้าที่ติดประกาศ คือ News Server เมื่อสมาชิกอื่นอ่านพบ ถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมหรือมีบางอย่างไม่ถูกต้อง หรือมีคำตอบที่จะช่วยแก้ปัญหาให้ได้ สมาชิกเหล่านั้นก็จะส่งข้อมูลตอบกลับไปติดประกาศไว้เช่นกัน

5. การเข้าใช้เครื่องระยะไกล (Telnet)

Telnet เป็นการขอเข้าไปใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตจากระยะไกล โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องไปนั่งอยู่หน้าเครื่อง เครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวนี้อาจอยู่ภายในสถานที่เดียวกับผู้ใช้ หรืออยู่ห่างกันคนละทวีปก็ได้ แต่ทั้งนี้ผู้ใช้ต้องมี account และรหัสผ่านจึงจะสามารถเข้าใช้เครื่องดังกล่าวได้ ส่วนคำสั่งในการทำงานนั้นขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการของเครื่องที่เข้าไปขอ ใช้

6. การสนทนาผ่านเครือข่าย (Talk หรือ Chat)

เป็นการติดต่อสื่อสารแบบ 2 ทาง คือสามารถสื่อสารโต้ตอบกันได้ทันทีเหมือนการใช้โทรศัพท์ ในการสนทนาผ่านเครือข่ายนี้สามารถทำได้ทั้งแบบ Text-based และ Voice-based โดย ในระยะแรกจะจำกัดเฉพาะ Text-based คือใช้วิธีการพิมพ์เป็นข้อความในการสื่อ สารโต้ตอบระหว่างกัน โปรแกรมที่นิยมใช้คือ Talk และ IRC (Internet Relay Chat) ต่อมาเมื่อมีการพัฒนามากขึ้นทั้งด้าน Hardware และ Software ทำให้ปัจจุบันเราสามารถสทาอสารกันทาง Voice-based ได้ด้วย โปรแกรมที่ใช้ในการสื่อสารประเภทนี้ เช่น NetMeeting ของไมโครซอฟต์ หรือ Inter Phone ของ Vocaltec ฯลฯ

การใช้ งานอินเตอร์เน็ตแบบ WWW

WWW คืออะไร การใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบ WWW (World Wide Web) เป็นเครื่องมือในการให้บริการข้อมูล ข่าวสารบนอินเตอร์เน็ตที่ใช้ได้ง่าย สามารถชมได้ทั้งภาพนิ่ง เสียง VDO แม้แต่ส่ง Pager หรือจะสั่ง Pizza ก็ได้

ในปัจจุบันมีโปรแกรมในลักษณะของ WWW อยู่ หลายตัวและหลายเวอร์ชั่นมากมาย แต่ละตัวจะเหมาะกับเครื่องคอมพิวเตอร์หลากหลายชนิด โปรแกรมที่จะพาผู้ใช้เข้าถึงบริการในลักษณะของ WWW นี้ รวมเรียกว่า "บราวเซอร์" (Browser) ตามลักษณะของการใช้บริการดัง กล่าวที่ดูเสมือนการเปิด หนังสือดู ไปทีละหน้า เหมือนการใช้ Online Help นั่น เอง

คำศัพท์ที่เกี่ยวกับ WWW

Browser หรือ WEB Browser เป็นโปรแกรมที่ติดต่อระหว่างผู้ใช้กับผู้อื่นบน ระบบ Internet ซึ่งสามารถเรียกดู WebSite ต่างๆได้ทั่วโลก และยังสามารถใช้บริการต่างๆ ได้อีกมากมายเช่นบริการ E-mail รับส่งข้อมูลภายทาง Browser เช่น ที่ Geocities และในปัจจุบันยังสามารถ ที่จะฟังเพลง หรือชมภาพยนต์ตัวอย่าง ฟังวิทยุหรือแม้แต่การชมการถ่ายทอดสด ผ่านทางระบบ Internet โดยอาศัยBrowserและโปรแกรมเสริมหรือ Plug-in ต่างๆ ซึ่งBrowser นั้นมีทั้งแบบที่เป็น Text โหมด เช่นในระบบ UNIX หรือ Lenux หรือแบบที่เป็นกราฟิค โหมดเช่นในปัจจุบัน Browser ที่ได้รับความนิยมใน ปัจจุบันก็เช่น โปรแกรม Netcape Navigator โปรแกรม Microsoft Internet Explorer โปรแกรม NSCA Mosaaic โปรแกรม Opera โปรแกรม Neoplanet เป็นต้น

URLนั้นก็ย่อมาจาก Uniform Resource Location คือที่อยู่หน้าเว็บเพจ สามารถดูได้จากแถบที่อยู่ทุกครั้งที่ท่านเปิดหน้าเว็บปกติแล้ว URLจะเป็นกลุ่ม ของตัวอักษร เช่น http://wbac.wimol.ac.th/ แต่เราสามารถใส่ตัวเลขลงไปได้ และใน URLนั้นจะใช้ " / " จะไม่ใช่ " \ "เหมือน พา ร์ทในเครื่องของ เช่น C:\windows ทำให้อาจจะ พิมพ์ผิดได้ และURLนั้นจะแยกตัวอักษรใหญ่ และเล็กของชื่อไฟล์ เช่น INDEX.htm กลับ index.htm นั้น ก็จะเป็นคนละไฟล์กัน

Homepage นั้นก็คือเอกสาร HTML หน้าแรกที่เราสามารถจะเข้าถึงได้ในแต่ละ Website ดังนั้นHomepage นั้นก็เสมือนเป็น ประตูที่จะเข้า ไปสู่ Website ต่างๆ ในปัจจุบันนี้มีคนจำนวนมาก ที่เข้าใจผิดว่า Homepage มีความหมายเดียวกับ Website คงเป็นเพราะ Web Free Homepage ที่เค้าใช้คำว่า Homepage นั้นก็อาจจะเพราะว่า Homepage ที่ เราสร้างขึ้นนั้นเป็นเพียงโฟล์เดอร์หนึ่ง ใน Website นั้น หรือแม้แต่หนังสือสอนเขียน HTML ก็มักใช้คำว่า Homepage ทำจึงให้ Homepage นั้นเป็นเขาที่ ติดปากซึ่งก็ไม่แปลกที่ Homepage ของแต่ละ Website นั้น จะถูกออกแบบ ให้พิเศษกว่าหน้าอื่นๆ ในWebsite ส่วนใหญ่ก็จะออก แบบให้สะดุดตา และเป็นที่ประทับใจ แก่ผู้มาเยี่ยมชม เพื่อที่จะได้กับมาเยี่ยมชมอีก เนื่องจาก Homepage นั้นเป็นหน้าตาของ Website ดังนั้น จึงอาจ มีการใส่รูปภาพเคลื่อนไหว เสียง วีดีโอ หรือ Script และลูกเล่นต่างๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่ต้องไม่ลืมว่า ผู้มาเยี่ยมชมต้องการอะไร เช่นเขาอาจจะต้องการเพียงเข้ามาดูข้อมูลของบริษัทเท่านั้น แต่ต้องมา รอโหลดรูปภาพ เคลื่อนไหวขนาดใหญ่ หรือเสียงเพลงไพเราะ ที่ทำให้ผู้ไม่มีการ์ดเสียง รำคาญกับคำเตือนต่างๆ หรือแม้แต่การเสียทรัพยากรของระบบไปกับ Script ของนาฬิกาที่คุณสามารถเหลียวไปมองที่ Taskbar ได้เร็วกว่า และอาจจะมีการเตือน Script Error ให้ปวดหัวอีก

ข้อแนะนำ Homepage ที่ดีควรที่จะใช้เวลา Load ไม่นาน เกินไปออกแบบให้ดูสะอาดตา และสามารถค้นหาข้อมูลได้รวดเร็ว และการตั้งชื่อไฟล์ของ Homepage นั้นก็สำคัญเพราะ Server ส่วนใหญ่นั้นจะ กำหนดให้ไฟล์ index.html หรือ index.htm และ default.htm (ขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการที่ Server นั้นๆ ใช้อยู่) เป็น Homepage หรือหน้าแรกอยู่แล้วนั้นหมายความว่า URL ของ http://wbac.wimol.ac.th กับ http://wbac.wimol.ac.th/index.html นั้นเหมือนกัน แต่ถ้าคุณใช้ชื่อ ไฟล์ของ Homepage เป็นชื่ออื่นเช่น home.html หรือwelcome.html ก็จะทำให้Urlของคุณ ยาวขึ้นโดยไม่จำเป็น และจดจำ ได้อยาก ดูไม่เป็นมาตรฐาน

Website นั้นเป็นคำที่ถูกเรียกเป็นตำแหน่งที่อยู่ของผู้ที่มีเวบเป็นของตัวเองบน Internet หรือก็คือ webpage ทั้งหมดที่มีอยู่ใน site ของเรานั้นเอง ซึ่งจะได้จากการที่เราลงทะเบียนกับผู้ให้เช่าบริการพื้นที่ บนอินเตอร์เน็ตหรือ Free Homepage ต่างๆ จากนั้นก็ทำการ Upload ไฟล์ของเวบเพจเรา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วหน่วยงาน รัฐบาล ภาครัฐและบริษัทต่างๆ ก็มักจะมี Website กัน เป็นส่วนใหญ่แต่ปัจจุบันนี้ไม่เพียงจะจำกัดอยู่เพียงเท่านี้ ผู้ใช้ที่เป็นคนธรรมดาอย่างเราๆ ก็สามารถที่จะมีที่อยู่บนInternet ได้อย่างสบายๆ ซึ่งประโยชน์ของ Website ก็ มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการ ประชาสัมพันธ์ ข้อมูล ข่าวสารต่างๆ บริการรับส่ง E-mail บริการรับส่งข้อมูลผ่านทางโปรโตคอล FTP และอื่นๆ

Proxy Server เป็น Server ที่ช่วยเก็บ Cast ของ Website ต่าง ๆ ที่เราเคยเข้าไปเยี่ยมชมมาแล้วซึ่งจะช่วยให้การเรียกดูในครั้งต่อไปให้เร็ว ขึ้นนั่นเอง

Web Server เป็นที่รวมหรือ ที่อยู่ของ Website ต่าง ๆ ที่เข้าใจกันง่าย ๆ ว่า Web hosting ภายในประกอบด้วย Website ต่าง ๆ มากมาย

อุปกรณ์ที่ใช้ในการติดตั้งมีอะไรบ้าง

1. เครื่องคอมพิวเตอร์ ควร จะเป็นคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้งาน Windows ได้ และควรเป็น Pentium ความเร็ว 133 เมกะไบต์ (MB) ฮาร์ดดิสก์ 1 กิกะไบต์ (GB) ถ้าใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงได้มากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพต่อการใช้งานมากขึ้นเท่านั้น

2. สายโทรศัพท์ จะต้องมีคู่สายโทรศัพท์ ถ้าเป็นหมายเลขส่วนตัวได้ก็ยิ่งดี

3. โมเด็ม ควรเลือก โมเด็มความเร็วอย่างน้อย 56 Kbps

4. สมาชิกอินเตอร์เน็ต จะ ต้องสมัครสมาชิกกับศูนย์บริการอินเตอร์เน็ต ISP (Internet Service Provices) ก่อน โดยซื้อชุดอินเตอร์เน็ตแบบสำเร็จรูป หรือจะสมัครเป็นสมาชิกแบบรายเดือนก็ได้ เมื่อสมัครแล้วจะได้ชื่อล็อกอิน และรหัสผ่าน อีเมล์แอดเดรส สำหรับใช้รับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์บนอินเตอร์เน็ต

การใช้อินเทอร์เน็ตในยุคปัจจุบันได้ก้าวไกลมาถึงในบ้าน และขยายเข้าถึงทุกหนทุกแห่งที่โทรศัพท์ไปถึง โทรศัพท์จึงเป็นเครือข่ายที่ช่วยทำให้ผู้ใช้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่าย โทรศัพท์จึงมีประโยชน์นอกเหนือจากการเป็นสื่อสำหรับพูดคุย ส่งโทรสารแล้วยังเป็นสื่อหลักที่สำคัญของอินเทอร์เน็ต ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจึงควรทำความเข้าใจและรู้จักกับระบบโทรศัพท์ให้มาก

ระบบโทรศัพท์ที่เรา ใช้มีลักษณะการสวิตช์เชื่อมโยงระหว่างผู้เรียกกับผู้ถูกเรียกในลักษณะการ สร้างวงจรที่เรียกว่า เซอร์กิตสวิตช์ แต่ระบบอินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงวงจรในรูปแบบที่เรียกว่า แพ็กเก็ตสวิตช์ ระบบโทรศัพท์ที่ใช้รับสัญญาณเสียงพูดแบบอะนาล็อก ขณะที่อินเทอร์เน็ตเน้นการรับส่งข้อมูลแบบดิจิตอล กล่าวคือเมื่อผู้พูดผ่านไมโครโฟนของเครื่องโทรศัพท์ สัญญาณเสียงจะได้รับการแปลงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าในรูปแบบอะ นาล็อก โดยมีระดับแรงดัน 48 โวลต์เป็นตัวนำ สัญญาณไฟฟ้าแบบอนาล็อกจะเดินทางจากบ้านไปยังชุมสาย การติดต่อทางเสียงระหว่างต้นทางกับปลายทางจะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อมีวงจรเชื่อมโยงถึงกัน ดังนั้นอุปกรณ์สวิตชิ่งที่ชุมสายจะทำหน้าที่เชื่อมโยงวงจร โดยผ่านหลายชุมสายจนถึงปลายทางเนื่องจากเส้นทางของสัญญาณต้องผ่านลาดตัวนำ ทองแดง โดยเฉพาะระยะทางที่ไกล (ปกติระยะทางเป็นกิโลเมตร) กว่าจะถึงชุมสาย แถบกว้างของสัญญาณโทรศัพท์จึงต่ำ และมีสัญญาณรบกวนได้ง่าย สัญญาณเสียงที่ผ่านช่องสายโทรศัพท์มีขอบเขตเพียงไม่เกิน 4 กิโลเฮิร์ทซ์ ซึ่งเป็นแถบเสียงที่ฟังกันรู้เรื่อง แต่คุณภาพของเสียงจะไม่ดีนัก

หากสายสัญญาณเชื่อมโยงยิ่งไกล คุณภาพของสัญญาณก็จะยิ่งแย่ลง ทั้งนี้เพราะคุณภาพของสัญญาณจะแปรตามขนาดของลวดทองแดง และความยาวรวมถึงคุณภาพของสายสัญญาณอีกด้วยเมื่อต้องการต่อเชื่อมอิน เทอร์เน็ต โดยผ่านวงจรโทรศัพท์ จึงจำเป็นต้องแปลงข้อมูลแบบดิจิตอลให้เป็นอะนาล็อก และแปลงกลับจากอะนาล็อกให้เป็นดิจิตอลใหม่

โมเด็ม เป็นอุปกรณ์หลักที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณ ระหว่างอะนาล็อกกับดิจิตอล เพื่อเชื่อมโยงระบบ มาตรฐานของโมเด็มได้รับการพัฒนาให้ส่งสัญญาณดิจิตอล เข้าช่องสื่อสารโทรศัพท์ที่มีแถบกว้างเพียง 4 กิโลเฮิร์ทซ์ ปัจจุบันความเร็วในการส่งสัญญาณดิจิตอลขึ้นกับคุณภาพของสายโทรศัพท์และ มาตรฐาน โดยปกติโมเด็มจะตรวจสอบคุณภาพสายสัญญาณหรือช่องสื่อสารก่อน และจะหาความเร็วที่เหมาะสม ดังนั้นการใช้งานแต่ละครั้งจะได้ความเร็วไม่เท่ากัน

ปัจจัยที่สำคัญที่มีผลต่อการใช้โมเด็ม ในการเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ต มีดังนี้

1. คุณภาพ ของสายทองแดง ถ้าสายเก่า ระยะทางยาว การต่อสาย หรือหัวต่อต่าง ๆ ทำให้มีปัญหาต่อสัญญาณรบกวน

2. ไม่ควร ใช้สายพ่วง เพราะการพ่วงสายจะทำให้อิมพีแดนซ์ของ

3. ต้องไม่ เปิดบริการเสริมใด ๆ สำหรับสายที่ใช้โมเด็ม เช่น เปิดให้มีสายเรียกซ้อน การรับสัญญาณอื่นขณะใช้โมเด็มจะทำให้การเชื่อมโยงหยุดทันที

4. หากชุมสายที่บ้านเชื่อมอยู่ต้องผ่านหลายชุมสายลดต่ำลง และจะมีปัญหาได้ ขณะใช้งานถ้ามีคนยกหูโทรศัพท์เครื่องพ่วงสายจะหลุดทันที สาย หรือต้องผ่านระหว่างเครือข่ายของบริษัทบริการโทรศัพท์ เช่น ระหว่าง TOT กับ TA ปัญหา ของการเชื่อมโยงจะมีมากขึ้น ข้อสังเกตุดูจากรหัสหมายเลขสามตัวหน้า

5. คุณภาพของโมเด็มที่ใช้ ปัจจุบันมีโมเด็มที่ผลิตหลากหลาย และมีคุณภาพแตกต่างกัน การแปลงสัญญาณอาจมีข้อแตกต่าง ปกติหน่วยบริการอินเทอร์เน็ต มักใช้โมเด็มคุณภาพสูงอยู่แล้ว เพราะต้องให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ต้องมีความคงทนสูง มีระบบบริหารจัดการแบบอัตโนมัติ

TCP/IP กับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

เครื่องคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต สื่อสารระหว่างกันโดยใช้ Transmission Control Protocol (TCP) และ Internet Protocol (IP) รวมเรียกว่า TCP/IP ข้อมูลที่ส่ง จะถูกตัดออกเป็นส่วนๆ เรียก packet แล้วจ่าหน้าไปยังผู้รับด้วยการกำหนด IP Address เช่น สมมติเราส่ง e-mail ไปหาใคร สักคน e-mail ของเราจะถูกตัดออกเป็น packet ขนาดเล็กๆ หลายๆ อัน ซึ่งแต่ละอันจะจ่าหน้าถึงผู้รับเดียวกัน packets พวกนี้ก็จะวิ่งไปรวมกับ packets ของคนอื่นๆ ด้วย ทำให้ในสายของข้อมูล packets ของเราอาจจะไม่ได้เรียงติดกัน packets พวกนี้จะวิ่งผ่าน ชุมทาง (gateway) ต่างๆ โดยตัว gateway (อาจเรียก router) จะอ่านที่อยู่ที่จ่า หน้า แล้วจะบอกทิศทางที่ไปของแต่ละ packet ว่าจะวิ่งไปในทิศทางไหน packet ก็จะวิ่งไปตามทิศทางนั้น เมื่อไปถึง gateway ใหม่ก็จะถูกกำหนดเส้นทางให้วิ่ง ไปยัง gateway ใหม่ที่อยู่ถัดไป จนกว่าจะถึงเครื่องปลายทาง เช่นเราติดต่อกับเครื่องในอเมริกา อาจจะต้องผ่าน gateway ถึง 10 แห่ง เมื่อ packet วิ่งมาถึงปลายทางแล้ว เครื่องปลายทางก็จะเอา packets เหล่านั้นมาเก็บสะสมจนกว่าจะครบ จึงจะต่อกลับคืนให้เป็น e-mail

การที่ข้อมูลมีลักษณะเป็น packet ทำให้ในสายสื่อสารสามารถที่จะ ขนส่งข้อมูลโดยไม่ต้องจอง (occupies) สายไว้สายจึง สามารถใช้ร่วมกันกับข้อมูลที่ส่งจากเครื่องอื่นได้ ต่างจากโทรศัพท์ที่ขณะใช้งาน จะไม่มีใครใช้สายได้ เครื่องคอมพิวเตอร์ สื่อสารกันด้วย packet ซึ่งใช้สายร่วมกับ เครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ซึ่ง packet ดังกล่าวอาจจะเป็นสัญญาณเสียง (เช่น Internet Phone) ซึ่งเมื่อ packet เดินทางมาถึงก็ จะถูกจับมารวมกันให้เป็นเสียงของการพูดคุย ไม่เหมือนโทรศัพท์แบบปรกติ ที่ขณะใช้งานสาย จะไม่สามารถนำไปทำงานอื่น ๆ ได้อีก

ผู้ ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคนต้องเกี่ยวข้องกับไอพีแอดเดรส อย่างน้อย พีซีที่ต่ออยู่กับอินเทอร์เน็ตต้องมีการกำหนดไอพีแอดเดรส เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่ออยู่บนอินเตอร์เน็ตก็เปรียบ คล้ายๆ กับเครื่องโทรศัพท์ที่มีเบอร์เฉพาะตัว ซึ่งก็จะมีเพียงเบอร์เดียวในโลก ดังนั้น

ตัวเลขรหัสไอพีแอด เดรสจึงเสมือนเป็นรหัสประจำตัวของเครื่องที่ใช้ ตั้งแต่พีซี ของผู้ใช้จนถึงเซิร์ฟเวอร์ให้บริการอยู่ทั่วโลก ทุกเครื่องต้องมีรหัสไอพีแอดเดรสและต้องไม่ซ้ำกันเลยทั่วโลกคำว่าไอพีแอดเด รส จึงหมายถึงเลขหรือรหัสที่บ่งบอก ตำแหน่งของเครื่องที่ต่ออยู่บนอินเตอร์เน็ตตัวเลข 4 ชุดนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ network number และ ส่วนของ host number โดยขนาดของแต่ละส่วนจะใหญ่หรือเล็กขึ้น อยู่กับว่าเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นอยู่ในเน็ตเวอร์ค class ใด ซึ่ง class ของเน็คเวอร์คแบ่งออกเป็น 4 classes ดังนี้

1. Class A เป็นเน็ต เวอร์คขนาดใหญ่ มี network number ตั้งแต่ 1.0.0.0 ถึง 127.0.0.0 นั่นคือใน class นี้นั้น จะมีส่วนของ host number ถึง 24 บิตซึ่งอนุญาตให้มีจำนวนเครื่องได้ 1.6 ล้านเครื่องใน 1 เน็ตเวอร์ค ซึ่งจะมีเน็ตเวอร์คขนาดใหญ่แบบนี้ได้เพียง 127 เน็ตเวอร์คเท่านั้น

2. Class B เป็นเน็ต เวอร์คขนาดกลาง มี network number ตั้งแต่ 128.0.0.0 ถึง 191.255.0.0 นั่นคือใน class นี้มีส่วนของ network number 16 บิต และส่วนของ host number ได้ 16 บิต ทำให้มีจำนวนของเน็ตเวอร์คได้ถึง 16320 เน็ตเวอร์ค และ 65024 hosts

3. Class C เป็นเน็ต เวอร์คขนาดเล็ก มี network number ตั้งแต่ 192.0.0.0 ถึง 223.255.255.0 นั่นคือใน Class นี้มีส่วนของ network number 24 บิต และ ส่วนของ host number 8 บิต ทำให้มีจำนวนของเน็ตเวอร์คได้ถึง 2 ล้านเน็ตเวอร์คและมีจำนวน host ใน แต่ละเน็ตเวอร์คเท่ากับ 254 hosts

4. Class D เป็นส่วนที่เก็บรักษา ไว้สำหรับใช้ในอนาคต มี IP Address ตั้งแต่ 224.0.0.0 ถึง 254.0.0.0

Hypertext Transfer Protocol (HTTP) และ Hypertext Markup Language (HTML)

จะว่าไปแล้ว HTTP กับ HTML นั้นก็เหมือนกาแฟกับคอฟฟี่เมท โดย HTTP คือโปรโตคอลที่ใช้สื่อสารระหว่าง client computer กับ server computer ทำให้ทั้งสองเครื่องรู้ว่าจะจัดการส่งข้อมูลไปอย่างไร ส่วน HTML คือสื่อภาษาที่ทำให้เอกสารหรือ contents ที่อยู่บนเครื่อง server computer เมื่อ ถูกส่งมาที่ client computer แล้วจะนำไปแสดงได้อย่างไร เราเรียกซอฟท์แวร์ที่ใช้แสดงนี้ว่า Browser

DNS (Domain Name System)

DNS ย่อมาจาก “Domain Name System” ซึ่ง หมายถึง หน่วยความจำถาวรที่เก็บข้อมูลชื่อโดเมน, ที่หน่วย ความจำนี้ จะเป็นที่ ๆ คอมพิวเตอร์ แปลงชื่อโดเมนเป็นหมายเลข IP Address ของคอมพิวเตอร์ ซึ่งคอมพิวเตอร์ด้วยกันเข้า ใจและสื่อสารกันได้ ยกตัวอย่าง เช่น ถ้ามีบุคคลต้องการเข้าไปที่เว็ปไซต์โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ www.satitm.chula.ac.th DNS จะแปลงชื่อโดเมนนี้เป็นหมายเลข IP Address ( 161.200.155.1) ซึ่งทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อสื่อสารกันเข้าใจ และทราบถึงที่ตั้งของ Server เว็ปไซต์ได้

ชื่อทางอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ในการอ้างอิงตำแหน่งถึงกัน เช่น ใช้เป็นอีเมล์ แอดเดรส ใช้เป็นชื่อเว็บเซิร์ฟเวอร์หรือชื่อเครื่อง เพื่อประกอบกิจการต่าง ๆ บนอินเทอร์เน็ต เช่น www.chula.ac.th, www.satitm.chula.ac.th, www.sanoo.com เป็นต้น ในการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต เช่นพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งแรกที่ต้องมีไว้คือ ชื่อร้านค้า ชื่อธุรกิจ หรือสิ่งที่จะอ้างอิงได้ในไซเบอร์สเปซ ชื่อเหล่านี้จึงมีบทบาทและมีความสำคัญ และเป็นสิ่งที่จะต้องทำให้เป็นที่รู้จักกันได้ง่าย อ้างอิงได้ ชื่อจึงประกอบด้วยหลักการที่เป็นระบบ จัดกลุ่มให้เข้าใจหรือเรียกง่าย เราเรียกกลุ่มว่า โดเมน เช่น ในประเทศไทยเป็นโดเมน .th และถ้าเป็นกลุ่มธุรกิจก็เรียกว่า .co.th กลุ่มศึกษาก็เรียกชื่อเป็น .ac.th ดังนั้นการตั้งชื่อจึงให้อยู่ในกลุ่ม เช่น chula.ac.th อยู่ในกลุ่มศึกษา

ชื่อโดเมน (ชื่อบนอินเตอร์เน็ต) ในทางปฏิบัติ คือ ชื่อที่เป็นตัวแทนแสดงถึงตัวของท่านบนอินเตอร์เน็ต ควรจะเป็นชื่อบริษัทท่าน , เครื่องหมายการค้า , บริการที่ท่านให้กับลูกค้า ลูกค้าของท่านจะจำชื่อนี้และใช้มันที่จะหาสินค้าหรือบริการของท่านบนระบบ เครือข่ายอินเตอร์เน็ต ชื่อโดเมนจะไม่สามารถซ้ำกันได้ นั่นย่อมแสดงว่าชื่อโดเมนของท่าน มีท่านคนเดียวในโลกนี้

องค์ประกอบของชื่อโดเมน มีดังนี้

ชื่อโดเมนชั้นสูง (Top Level Domains)

ชื่อโดเมนประกอบขึ้นด้วยคำ 2 คำ หรือมากกว่านั้น โดยถูกคั่นด้วยเครื่องหมาย จุด (.) คำสุดท้ายทางขวามือชื่อ เราเรียกว่า ชื่อโดเมนชั้นสูง (Top Level Domains) ตัวอย่าง ที่แสดงต่อไปนี้คือ ชื่อโดเมนชั้นสูงที่นิยมใช้กันมากบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

.com ใช้เกี่ยวข้อง กับกิจกรรมทางธุรกิจเป็นชื่อโดเมนชั้นสูงที่นิยมใช้กันทุกคนสามารถยื่นขอจด ทะเบียนได้

.net ในเบื้องต้นต้องการให้ใช้สำหรับ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย (Network) เช่น ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ผู้ดูแลเรื่องการติดต่อสื่อสารแต่ในปัจจุบัน บริษัท ที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตก็เริ่มใช้ชื่อโดเมนชั้น สูงนี้มากขึ้น

.org ใช้สำหรับ องค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรของรัฐบาล เอกชน, หรือ องค์กรการกุศลต่าง ๆ

รหัสประเทศ (Country Codes)

ชื่อโดเมนที่มีตัวอักษร 2 ตัว เช่น .th.,un.de.,jp ถูกเรียกว่า ชื่อโดเมนชั้นสูงของประเทศ (CC TLDS) ซึ่งจะสอดคล้องกับประเทศ , ภูมิประเทศ หรือเขตแดนต่าง กำหนดขึ้น กฎและระเบียบในการจดทะเบียนชื่อโดเมนใน แต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับประเทศนั้น ๆ เป็นผู้กำหนดขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น ประเทศไทย (.th) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ THNIC เป็นผู้ดูแลและอนุญาตให้จดชื่อโดเมน ดังนี้ .co.th , .ac.th , .go.th , .net.th , .or.th , .mi.th

ชื่อโดเมนประกอบด้วยรายละเอียดดังนี้

1. สามารถใช้ตัวอักษร ( A-Z ) , ตัวเลข ( 0-9 ) หรือเครื่อง หมายยติภังค์ ( - )ในการจดชื่อโดเมนได้

2. สามารถจดทะเบียนชื่อโดเมนได้น้อย ที่สุด 2 ตัวอักษรและมากที่สุด 62 ตัวอักษร

3. ท่านจะจดทะเบียนชื่อโดเมนเป็นตัว เลขอย่างเดียวไม่ได้ แต่นำตัวเลขมาไว้ข้างหน้าสุดหรือหลังสุดได้

4. ท่านจะนำเครื่องหมายยติภังค์ ( - ) อยู่หน้าสุดหรือหลังสุดไม่ได้และนำมาอยู่ติดกันไม่ได้ เช่น (- -,- - -)

เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้นไม่สามารถนำมาจด ทะเบียนชื่อโดเมนได้ ซึ่งชื่อโดเมนที่ท่านต้องการจดนั้นไม่สามารถซ้ำกับใครได้

ทำไม ถึงต้องจดทะเบียนชื่อโดเมน ?

เพราะในปัจจุบันมีการแข่งขันทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ กันสูงมาก ชื่อโดเมนจึงมีความสำคัญยิ่ง ในประเทศไทยชื่อที่ ยื่นจดทะเบียนกับกระทรวงพณิชย์เป็นชื่อเดียวที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นชื่อบริษัท เครื่องหมายการค้า ชื่อสินค้าหรือบริการนั้น ซึ่งท่านอาจคิดว่าไม่มีใครสามารถจดซ้ำได้อีก แต่บน เครือข่ายอินเตอร์เน็ตใครก็สามารถจดชื่อนั้นได้ ซึ่งชื่อดังกล่าวเหล่านั้นอาจถูกบุคคลอื่นยื่นจดทะเบียนและมีสิทธิ์ในชื่อ นั้นได้ โดยที่ท่านที่มีสิทธิ์ชื่อนั้นไม่สามารถยื่นจดทะเบียนชื่อโดเมนดังกล่าวบน เครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้อีก และท่านจะไม่ขอมี สิทธิ์ในชื่อนั้นทั่วโลกหรือ

การจดทะเบียนชื่อโดเมนคืออะไร ?

การจดทะเบียนชื่อโดเมน คือ การนำชื่อบริษัท ห้างร้าน ชื่อสินค้าหรือบริการ เครื่องหมายการค้า ควรเป็นชื่อที่จำง่ายและสื่อถึงธุรกิจของท่าน มายื่นขอจดทะเบียนชื่อโดเมนไว้บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่ง ชื่อที่ท่านยื่นจดนั้น ท่านคนเดียวเท่านั้นที่มี สิทธิ์ในชื่อโดเมน คนอื่นไม่สามารถจดชื่อนั้นได้อีก ตราบเท่าที่ท่านยังคงรักษาสิทธิ์นั้นไว้

จดทะเบียนชื่อโดเมนระดับสูง Nameonnet เป็นนายทะเบียนสัญชาติไทยรับจดทะเบียนชื่อโดเมนระดับสูง .com , .net , .org (Top Level Domains) ในประเทศ ไทยให้กับบุคคลทั่วไปและบริษัทในประเทศไทยซึ่งรับอนุญาตจากผู้ได้รับอนุมัติ จาก ICANN (The Internet Corporation For Assigned Names and Numbers) ให้เป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนชื่อโดเมน โดย Nameonnet มีระบบ Online แบบ Real Time ท่านสามารถยื่นขอจดทะเบียนชื่อโดเมนได้ด้วยตัวท่านเอง กับ InterNIC และชำระ เงินผ่านบัตรเครดิตด้วยระบบความปลอดภัย SSL ของธนาคารไทยพาณิชย์ ต่อไปนี้คือ ชื่อโดเมนชั้นสูงที่นิยมใช้กันมากบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

จดทะเบียนชื่อโดเมนชั้นสูงของประเทศไทย (Country Code Domain Names) ได้ที่ THNIC.netให้บริการจดทะเบียนชื่อโดเมน ภายใต้ชื่อโดเมนชั้นสูงของประเทศ ได้แก่

.co.th สำหรับการพาณิชย์ และธุรกิจผู้สมัครขอจดทะเบียน ชื่อโดเมนภายใต้หมวดหมู่นี้จะต้องเป็นองค์กรพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศไทย หรือ บริษัทต่างประเทศที่มีตัวแทนอยู่ในประเทศไทย และตัวแทนนั้น จะต้องจดทะเบียนในประเทศไทย และได้รับการโอนสิทธิ ในการจดทะเบียนชื่อโดเมนจากบริษัทแม่ในต่างประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

.ac.th สำหรับสถาบันการ ศึกษา ผู้สมัครขอจดทะเบียนชื่อโดเมนภายใต้หมวดหมู่นี้จะต้องเป็นสถาบันการศึกษา ที่จดทะเบียนในประเทศไทย

.go.th สำหรับ การใช้ของภาครัฐบาล เช่น กระทรวงหรือหน่วยงานของรัฐบาล ผู้สมัครขอจดทะเบียนโดเมนภายใต้หมวดหมู่นี้จะต้องเป็น หน่วยงานของรัฐบาลไทย

.net.th สำหรับผู้ให้บริการ อินเตอร์เน็ตหรือเครือข่ายโดยจะต้องมีการยืนยันจาก การสื่อสารแห่งประเทศไทย

.or.th สำหรับ องค์กรที่ไม่ได้แสวงหาผลกำไร

.mi.th สำหรับ หน่วยงานทางทหาร

เพื่อให้ชื่อเป็นที่อ้างอิงได้ ชื่อจึงไม่ซ้ำกัน โดเมนของระบบจึงต้องได้รับการจดทะเบียน แต่เดิม internic เป็นหน่วยงานกลางที่ดูแลชื่อและรับจดทะเบียน แต่ต่อมามีภาระกิจมากจึงกระจายออกไปให้เอเซียแปซิฟิกดูแลส่วนพื้นที่เอ เซียแปซิฟิก ก็ใช้หน่วยงาน apnic และ ในที่สุดก็กระจายไปยังประเทศต่าง ๆ สำหรับประเทศไทยผู้ดูแลการจดทะเบียนชื่อโดเมนภายใต้ .th ทั้งหมด คือ thnic สามารถดูรายละเอียดได้จาก http://www.thnic.net/ เมื่อมีโดเมนของตนเองแล้ว ภายใต้โดเมนนั้น ๆ ผู้เป็นเจ้าของโดเมนสามารถบริหารจัดการและจดทะเบียนชื่อของตนเองได้ เช่น ภายใต้ chula.ac.th ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักบริการคอมพิวเตอร์เป็นผู้ดูแลและบริหาร ตลอดจนรับจดทะเบียนชื่อภายใต้โดเมนนี้ การจัดการชื่อบนอินเทอร์เน็ตจึงเป็นระบบ และสามารถดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพได้ ชื่อจะได้รับการจดทะเบียน และดูแลภายใต้เครื่องที่ทำหน้าที่จัดการที่เรียกว่า เนมเซิร์ฟเวอร์ ระบบเนมเซิร์ฟเวอร์จึงเป็นระบบที่สำคัญ และจะช่วยให้หน่วยงานดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพได้

ทุกครั้งที่ใช้งาน เช่น การใช้บราวเซอร์ เรียกดูเว็บเพ็จต่าง ๆ เราอ้างอิงด้วยชื่อ เช่น www.cnn.com การอ้างอิงทุกครั้งจะต้องมีการมาสอบถามที่เนมเซิร์ฟเวอร์ เนมเซิร์ฟเวอร์ จะทำหน้าที่เปลี่ยนชื่อที่ผู้ใช้เรียกให้เป็นหมายเลข IP จากนั้นจึงใช้หมายเลข IP ติดต่อ อีกครั้ง ดังนั้น ถ้าหากการสอบถามได้รับการตอบไว การทำงานส่วนนี้ก็จะเร็วขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ การบริหารเนมเซิร์ฟเวอร์จึงต้องทำอย่างมี ประสิทธิภาพ ซึ่งในกรณีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใช้ระบบเนมเซิร์ฟเวอร์เฉพาะ ทำให้บริการอย่างรวดเร็ว และเน้นให้เครื่องเซิร์ฟเวอร์นี้ทำงานหลักนี้อย่างเดียว จึงทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และไม่มีปัญหาในเรื่องช่องสื่อสาร

เนมเซิร์ฟเวอร์จะทำหน้าที่ ในการให้บริการ โดยหากถามด้วยชื่อ ก็จะตอบหมายเลข IP และหากถามหมายเลข IP ก็จะตอบด้วย ชื่อ ระบบเนมเซิร์ฟเวอร์จะทำการติดต่อกับเนมเซิร์ฟเวอร์ด้วยกันเอง และมีการจัดวางระบบเพื่อสอบถามข้อมูลระหว่างกัน ซอฟต์แวร์ที่อยู่ในเนมเซิร์ฟเวอร์ และเชื่อมโยงกับดา ต้าเบสอื่นเป็นชั้น ๆ เรียกว่า ดีเอนเอส (DNS) การจดทะเบียนชื่อโดเมนก็ดี การจดทะเบียนชื่อก็ดี จะต้องทำอย่างถูกหลักการ การจดทะเบียนโดเมนได้ ผู้จดทะเบียนจะต้องเป็นเจ้าของหมายเลข IP และมีสิทธิเท่านั้นการจดทะเบียนชื่อจะต้องใช้ IP เช่น IP หมายเลข 161.200.155.1 จดทะเบียนเป็น satitm.chula.ac.th

เครือข่าย (Network) หมายถึง

1. การ ที่มีคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป เชื่อมต่อเข้าด้วยกันสายเคเบิล (ทางตรง) และหรือสายโทรศัพท์ (ทางอ้อม)

2. มี ผู้ใช้คอมพิวเตอร์

3. มี การถ่ายเทข้อมูลระหว่างกัน สามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันได้




วัตถุประสงค์ของการใช้ระบบเครือข่าย

1. สามารถใช้โปรแกรมและข้อมูล ร่วมกันได้

ก็คือ เครื่องลูก(Client) สามารถเข้ามาใช้ โปรแกรม ข้อมูล ร่วมกันได้จากเครื่องแม่ (Server) หรือระหว่างเครื่องลูกกับเครื่องลูกก็ได้ เป็นการประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บโปรแกรม ไม่จำเป็นว่าทุกเครื่องต้องมีโปรแกรมเดียวกันนี้ในเครื่องของตนเอง

2. เพื่อความประหยัด

เพราะว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า อย่างเช่นในสำนักงานหนึ่งมีเครื่องอยู่ 30 เครื่อง หรือมากกว่านี้ ถ้าไม่มีการนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้ จะเห็นว่าต้องใช้เครื่องพิมพ์อย่างน้อย 5 - 10 เครื่อง มาใช้งาน แต่ถ้ามีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้แล้วละก้อ ก็สามารถใช้อุปกรณ์ หรือเครื่องพิมพ์ประมาณ 2-3 เครื่องก็พอต่อการใช้งานแล้ว เพราะว่าทุกเครื่องสามารถเข้าใช้เครื่องพิมพ์เครื่องไหนก็ได้ ผ่านเครื่องอื่น ๆ ที่ในระบบเครือข่ายเดียวกัน

3. เพื่อความเชื่อถือได้ของระบบ งาน

นับเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจ ถ้าทำงานได้เร็วแต่ขาดความน่าเชื่อถือก็ถือว่าใช้ไม่ได้ ไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นเมื่อนำระบบ Computer Network มาใช้งาน ทำระบบงานมีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพราะจะมีการทำสำรองข้อมูลไว้ เมื่อเครื่องที่ใช้งานเกิดมีปัญหา ก็สามารถนำข้อมูลที่มีการสำรองมาใช้ได้ อย่างทันที

4. ประหยัดเวลา ค่าเดินทาง

เมื่อต้องการแลก เปลี่ยนข้อมูลกัน ในที่ที่อยู่ห่างไกลกัน เช่น บริษัทแม่อยู่ที่ กรุงเทพ ส่วนบริษัทลูกอาจจะอยู่ตามต่างจังหวัด แต่ละที่ก็มีการเก็บข้อมูล การเงิน ประวัติลูกค้า และอื่นๆ แต่ถ้าต้องการใช้ข้อมูลของอีกที่หนึ่งจะเกิดความลำบาก ล่าช้า และไม่สะดวก จึงมีการนำหลักการของ Computer Network มาใช้งาน เช่น มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน หรือโปรแกรม ข้อมูล ร่วมกัน




องค์ประกอบของระบบเครือข่าย

จะต้องมี 3 ประการนี้จึงจะเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้

1. เครื่อง คอมพิวเตอร์ที่อยู่บนระบบเครือข่าย

- เครื่องคอมพิวเตอร์ PC / Macintosh

- เครื่องคอมพิวเตอร์เวอร์คสเตชัน

2. Physical Media หรือสื่อเชื่อมต่อทางกายภาพอันได้แก่ สาย (Cable) และ Hub หรือ อุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ

3. ระเบียบ พิธีการติดต่อสื่อสาร (Protocol) ก็คือระเบียบหรือข้อตกลง (rules) ที่ตั้งขึ้น เพื่อทำให้ผู้ที่จะสื่อสารกันเข้าใจกันและกัน ตัวอย่างเช่นสัญญาณธงที่ทหารเรือใช้สื่อสารกัน เป็นต้น

รูปแบบการ เชื่อมต่อ (Topology)

คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ รับ-ส่งข้อมูลที่ประกอบกันเป็นเครือข่าย มีการเชื่อมโยงถึงกันในรูปแบบต่างๆ ตามความเหมาะสม เทคโนโลยีการอออกแบบเชื่อมโยงนี้เรียกว่า รูปร่างเครือข่าย (network topology) เมื่อพิจารณาการต่อเชื่อมโยงถึงกันของอุปกรณ์สำนักงานซึ่งใช้งาน ที่ต่าง ๆ หากต้องการเชื่อมต่อถึงกันโดยตรง จะต้องใช้สายเชื่อมโยงมาก ปัญหาของการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ของสถานีปลายทางหลาย ๆ สถานีคือ จำนวนสายที่ใช้เชื่อมโยงระหว่างสถานีเพิ่มมากขึ้น ง่ายต่อการติดตั้ง และมีประสิทธิภาพที่ดีต่อระบบ รูปร่างเครือข่ายงานที่ใช้ในการสื่อสารมีหลายรูปแบบ ซึ่งมีรูปแบบที่นิยมกัน 3 แบบ คือ Bus , Star และ Ring

1. Star Topology

แบบดาว เป็นแบบการต่อสายเชื่อมโยง โดยการนำสถานีต่างๆ มาต่อร่วมกันกับหน่วยสลับสายกลาง การติดต่อสื่อสารระหว่างสถานีจะกระทำได้ด้วยการติดต่อผ่านทางวงจรของหน่วย สลับสายกลาง การทำงานของหน่วยสลับสายกลางจึงคล้ายกับศูนย์กลางของการติดต่อวงจรเชื่อมโยง ระหว่างสถานีต่างๆ ที่ต้องการติดต่อกัน

ข้อดี - การ เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่สามารถทำได้ง่าย
-
ตรวจสอบจุดที่เป็นปัญหา ได้ง่าย

ข้อเสีย - ต้องใช้สายจำนวนมาก
- ถ้าฮับ(
Hub)เสีย ระบบเครือข่ายจะ หยุดชะงักทั้งหมดทันที

2. Ring Topology

แบบวงแหวน เป็นแบบที่สถานีของเครือข่ายทุกสถานีจะต้องเชื่อมต่อกับเครื่องขยายสัญญาณ ของตัวเอง โดยจะมีการเชื่อมโยงเครื่องขยายสัญญาณของทุกสถานีเข้าด้วยกันเป็นวงแหวน เครื่องขยายสัญญาณเหล่านี้จะมีหน้าที่ในการรับข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ของตัวเองหรือจากเครื่องขยายสัญญาณตัวก่อนหน้าและส่งข้อมูลต่อไปยังเครื่อง ขยายสัญญาณตัวถัดไปเรื่อย ๆ เป็นวง หากข้อมูลที่ส่งเป็นของสถานีใด เครื่องขยายสัญญาณของสถานีนั้นก็รับและส่งให้กับสถานีนั้น เครื่องขยายสัญญาณจะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับว่าเป็นของตนเองหรือไม่ ด้วย ถ้าใช่ก็รับไว้ ถ้าไม่ใช่ก็ส่งต่อไป

ข้อดี - ใช้สาย เคเบิลน้อย
- เมื่อมีเครื่องเสียสามารถตัดเครื่องที่เสียออกจากระบบ ได้

ข้อเสีย - หากมีเครื่องที่มีปัญหาอยู่ ในระบบจะทำให้เครือข่ายไม่สามารถทำงานได้เลย
- การเชื่อมต่อเครื่องเข้าสู่เครือข่าย อาจต้องหยุดระบบทั้งหมดลงก่อน

3. Bus Topology

แบบบัสและต้นไม้ เป็นรูปแบบที่มีผู้นิยมใช้มากแบบหนึ่ง เพราะมีโครงสร้างไม่ยุ่งยากและไม่ต้องใช้เครื่องขยายสัญญาณหรืออุปกรณ์สลับ สาย เหมือนแบบวงแหวนหรือแบบดาว สถานีต่างๆ จะเชื่อมต่อเข้าหาบัสโดยผ่านทางอุปกรณ์เชื่อมต่อที่เป็นฮาร์ดแวร์ การจัดส่งข้อมูลบนบัสจึงสามารถทำให้การส่งข้อมูลไปถึงทุกสถานีได้ การจัดส่งวิธีนี้จึงต้องกำหนดวิธีการที่จะไม่ให้ทุกสถานีส่งข้อมูลพร้อมกัน เพราะจะทำให้ข้อมูลชนกัน โดยวิธีการที่ใช้อาจเป็นการแบ่งช่วงเวลา หรือให้แต่ละสถานีใช้ความถี่สัญญาณที่แตกต่างกัน

ข้อดี - การ เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่สามารถทำได้ง่าย
-
ตรวจสอบจุดที่เป็นปัญหา ได้ง่าย

ข้อเสีย - ต้องใช้สายจำนวนมาก
- ถ้าฮับ(
Hub)เสีย ระบบเครือข่ายจะ หยุดชะงักทั้งหมดทันที

ระบบเครือข่าย คอมพิวเตอร์ระยะใกล้ (Local Area Network หรือ LAN )

เป็นระบบเครือข่ายระดับท้องถิ่น มีขนาดเล็ก ครอบคลุมพื้นที่จำกัด เชื่อมโยงกันในรัศมีใกล้ ๆ ในเขตพื้นที่เดียวกัน เช่น ในอาคารเดียวกัน ห้องเดียวกัน ภายในตึกเดียวกันหรือหลาย ๆ ตึกใกล้ ๆ กัน เป็นต้น โดยไม่ต้องเชื่อมการติดต่อกับองค์การโทรศัพท์หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย ระบบแลนมีประโยชน์ตรงที่สามารถทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์หลาย ๆ เครื่องที่เชื่อมต่อกัน สามารถส่งข้อมูลแลกเปลี่ยนกันได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และยังสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันได้อีกด้วย เทคโนโลยีของระบบเครือข่าย Lan มีหลายรูปแบบ อย่างเช่น แลนแบบ Ethernet , Fast Ethernet , Token Ring เป็นต้น แต่เทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบันก็คือ Ethernet และ Fast Ethernet ระบบ เครือข่ายโดยทั่วไปที่ใช้กันอยู่นี้ จะเป็นการนำเครือข่ายระบบแลนมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับระบบงานของตน

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระยะกลาง (Metropolitan Area Network หรือ MAN)

เป็น ระบบเครือข่ายระดับเมือง คือมีการเชื่อมโยงกันในพื้นที่ ที่กว้างไกลกว่าระบบ LAN คืออาจจะเชื่อมโยงกันภายในจังหวัด โดยจะต้องมีการใช้ระบบเครือข่ายขององค์การโทรศัพท์ หรือองค์การสื่อสารแห่งประเทศไทย

ระบบ เครือข่ายระยะไกล (Wide Area Network หรือ WAN)

เป็นระบบเครือข่ายระดับไกล คือจะเป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ ที่อยู่ห่างไกลกันเข้าด้วยกัน อาจจะต้องเป็นการติดต่อสื่อสารกันในระดับประเทศ ข้ามทวีปหรือทั่วโลกก็ได้ ในการเชื่อมการติดต่อกันนั้น จะต้องมีการต่อเข้ากับระบบสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทยเสียก่อน เพราะจะเป็นการส่งข้อมูลผ่านทางสายโทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารกัน

อุปกรณ์ ระบบเครือข่าย

สายสัญญาณ หรือ สายรับ-ส่งข้อมูล





สาย คู่บิดเกลียว ( Twisted pair) แต่ละคู่ สายทองแดงจะถูกพันกันตามมาตรฐานเพื่อลดการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากคู่ สายข้างเคียงภายในเคเบิลเดียวกันหรือจากภายนอก โดยระยะทางในการเดินสาย สัญญาณจะไม่เกิน 100 เมตร เพราะถ้าเกินก็จะเกิดปัญหาในการ รับ-ส่งข้อมูล

สายคู่บิดเกลียวแบ่งได้ 2 ชนิด คือ

ก. สายคู่บิดเกลียวชนิดหุ้ม ฉนวน (Shielded Twisted Pair : STP) เป็นสายคู่บิดเกลียว ที่หุ้ม ด้วยฉนวนชั้นนอกที่หนาอีกชั้นดังรูป เพื่อป้องกันการรบกวนของคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า


สายคู่บิดเกลียวชนิดหุ้มฉนวน

ข. สายคู่บิดเกลียวชนิดไม่หุ้มฉนวน (Unshielded Twisted Pair :UTP) เป็นสายคู่บิดเกลียว ที่หุ้มด้วยฉนวนชั้นนอกที่บางอีกชั้นดังรูปทำให้สะดวกในการโค้งงอแต่สามารถ ป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้น้อยกว่าชนิดแรก ซึ่งสายคู่บิดเกลียวชนิดไม่หุ้มฉนวน นี้เป็นแบบ ที่นิยมใช้มาก เนื่องจากราคา ถูก และติดตั้งได้ง่าย




สายคู่บิดเกลียวชนิดไม่หุ้มฉนวน
สายโคแอกเชีย ล ( Coaxial ) สายโค แอกเชียลเป็นตัวกลางเชื่อมโยงที่มีลักษณะเช่น เดียวกับสายทีวีที่มีการใช้งานกันมาก การส่งข้อมูลระยะไกลระหว่างชุมสายโทรศัพท์ หรือ การส่งข้อมูลสัญญาณวีดิทัศน์ แต่ในปัจจุบันสายแบบโคแอกเชียลนี้ จะไม่นิยมนำมาติดตั้งในระบบเครือข่าย LAN เนื่องจาก มีความยุ่งยากมากกว่าการติดตั้งโดยใช้สาย UTP และราคาจะสูงกว่าด้วยครับ




ลักษณะของสายโคแอกเชียล

สายไฟเบอร์ ออบติก(Fiber Obtic) หรือสายใยแก้วนำ แสง เป็นสายรับ-ส่งสัญญาณด้วยแสง มีความเร็วในการทำงานสูง ส่ง ข้อมูลได้ไกล และไม่มีสัญญาณรบกวน มี ราคาแพง

ลักษณะของสายไฟเบอร์ออบติก

0 ความคิดเห็น: