ชายไม่จริง หญิงไม่แท้ (มีคลิป)





คนค้นฅน สิริลดา ชายไม่จริง หญิงไม่แท้

เปิดชีวิตสองเพศในร่างเดียวของ สิริลดา โคตรพัฒน์

.

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ทุกคนบนโลกใบนี้ย่อมพบเจอปัญหาชีวิตด้วยกันทั้งนั้น หากจะแตกต่างกันก็ตรงที่เจออะไร มากน้อยแค่ไหน และแก้ปัญหาอย่างไร แต่สำหรับบางกรณี บางคนต้องเจอกับสิ่งที่แก้ไขและตั้งรับได้ยากยิ่ง เป็นความยุ่งยากในชีวิต เพราะต้องอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อเกิดมาถูกเลือกให้เป็น "ผู้ชาย" แต่โตขึ้นพร้อมกับร่างกายและจิตใจที่บ่งชัดว่าแท้จริงเป็น "ผู้หญิง"

"กะเทย จริง ๆ จะมีเพศชายเพศหญิงอยู่ในคนเดียวกัน แต่เราเป็น กะเทยเทียม คือมีทั้งเพศชายและเพศหญิงอยู่ในคน ๆ เดียวกัน แต่อวัยวะเพศหญิง ช่องคลอดไม่มี ส่วนอวัยวะเพศชาย ก็ไม่มีอัณฑะ มีเหมือนองคชาตเล็ก ๆ ออกมา แต่ไม่สามารถใช้การได้ แล้วก็มีช่องปัสสาวะตรงบริเวณอวัยวะเพศหญิง" สิริลดา โคตรพัฒน์ หรือ น้องดา เริ่มต้นกล่าวถึงความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ของตัวเอง

คนค้นฅน สิริลดา ชายไม่จริง หญิงไม่แท้

คนค้นฅน สิริลดา ชายไม่จริง หญิงไม่แท้

ในวัยเด็ก น้องดา สิริลดา ถูกกำหนดจากทางการแพทย์ให้เป็นผู้ชาย เนื่องจากมีอวัยวะเพศกำกวม ทำให้ผู้เป็นพ่อและแม่ ปักใจเชื่อเช่นนั้น เพราะพวกเขาต่างก็อยากได้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย เพื่อหวังให้มาช่วยงาน และดูแลครอบครัวได้ในอนาคตข้างหน้า

"ก็ตะลึง เห็นลูกเกิดมา มี 2 เพศ แต่ในความคิดเราด้านผู้หญิงจะเยอะกว่า ประมาณ 80% แต่พอมาแจ้งเกิดตอน 6 ขวบ ทางอำเภอบอกว่าเป็นผู้ชาย เราก็ว่าตามนั้น เพราะเราก็อยากได้ผู้ชายอยู่แล้ว ก็เลยเลี้ยงดูเขาแบบเด็กผู้ชาย เสื้อผ้า ของใช้ทุกอย่างจะเป็นของเด็กผู้ชายทั้งหมด" แม่ของ สิริลดา กล่าว

แม้ว่าการเติบโตขึ้นของ น้องดา สิริลดา จะมีสัญญาณบ่งบอกอยู่รำไรมาตลอดว่าเธอมีกิริยาท่าทางคล้ายผู้หญิง ทว่าทางครอบครัวก็ยังปิดหูปิดตา และพยายามสอนให้ลูกเป็นผู้ชาย เพราะยังไม่อาจยอมรับได้ที่ลูกชายของพวกเขาถูกมองว่าเป็น กะเทย ซึ่งแรงกดดันนั้นเอง สร้างปมด้อยอยู่ในใจของ สิริลดา มาโดยตลอด

"เราพยายามบอกว่า เราไม่ใช่ เราเป็นผู้หญิง พ่อแม่ก็ไม่ยอมรับ ดุเราว่าอย่าสำออย อย่าร้องไห้ เราก็กดดัน พยายามจะเป็นคนเรียบร้อย ทำงานบ้านทุกอย่างที่พ่อแม่สั่ง"

ด้วยความเป็นเด็กดีและสิ่งต่าง ๆ ที่น้องดา สิริลดา ทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน และการช่วยเหลือการงานของครอบครัว ทำให้ในท้ายที่สุดแล้ว พ่อแม่ก็ใจอ่อนในสิ่งที่ลูกขอ และเปิดใจยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น ทั้งยังคอยเอาใจช่วยให้ สิริลดา ได้เป็นอย่างผู้หญิงทั่วไป และได้เปลี่ยนคำนำหน้าจาก"นาย" เป็น "นางสาว" อย่างที่ลูกหวัง

เมื่อมีพ่อแม่คอยสนับสนุน การผ่าตัดเพื่อรักษาอากาศผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์จึงเกิดขึ้นถึง 2 ครั้ง แต่ก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จ จนกระทั่งมีโครงการแปลงเพศฟรี ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2553 และ น้องดา สิริลดา ได้เป็น 1 ใน 3 คนที่ถูกคัดเลือก เนื่องจากคณะกรรมการเห็นว่าปัญหาของเธอมีมากกว่าคนอื่น และต้องผ่านการทรมานมาหลายครั้ง จึงอยากสร้างฝันให้เป็นความจริง ทำให้ความหวังในการจะเป็นนางสาวของ สิริลดา โคตรพัฒน์ สุกสว่างขึ้นอีกครั้ง





คนค้นฅน สิริลดา ชายไม่จริง หญิงไม่แท้


ต่อมา 2 ธันวาคม 2553 น้องดา สิริลดา เดินทางเพื่อเข้ากรุงเทพฯ เพื่อรับการผ่าตัด ซึ่งหนนี้ เธอบอกว่า ไม่ตื่นเต้นสักเท่าไหร่ เพียงแต่เฝ้าภาวนาให้ผลการรักษาออกมาดี เพราะเธอยังจดจำความเจ็บปวด ของการผ่าตัดสองครั้งที่ผ่านมาได้ไม่เคยลืม โดยการผ่าตัดครั้งแรก แพทย์จำเป็นต้องตัดเอาเนื้อบริเวณต้นขามาใช้ และครั้งที่ 2 ก็ต้องผ่าตัดเอาลำไส้ใหญ่มาใช้ด้วย

ทั้งนี้ คุณหมอศัลยกรรมตกแต่ง กล่าวก่อนผ่าตัดครั้งที่ 3 ว่า ปัญหาของ สิริลดา คือช่องคลอดมีขนาดเล็กเกินไป ดังนั้น จะทำการขยายปากช่องคลอดให้เหมาะสม ซึ่งความยากในการผ่าตัดครั้งนี้ อยู่ที่การเคยผ่าตัดมาก่อน ทำให้ผิวหนังไม่ยืดหยุ่นเหมือนเดิม และต้องระมัดระวังอย่างมาก เนื่องจากไม่ทราบว่าคุณหมอคนก่อนวางเส้นเลือดและเส้นประสาทไว้ตรงไหนบ้าง

หลัง จากเข้ารับการผ่าตัด สิริลดา กลับมาพักฟื้นที่บ้านด้วยการนอนอยู่แรมเดือน โดยมีตัวช่วยลดความเจ็บเป็นยาแก้ปวด ที่เธอต้องกินทุก 2 ชั่วโมง แล้วเธอก็ต้องพบว่า แผลผ่าตัดของตัวเองฉีกขาด เนื่องจากการเดินทาง ทำให้แผลผ่าตัดที่หวังว่าจะสมบูรณ์ กลายเป็นแผลขนาดใหญ่ที่เธอต้องคอยรักษาต่อไป

"เราคิดว่ามันอาจไม่สมบูรณ์ เพราะดูจากแผลแล้ว มีแต่รอยเย็บ และรอยฉีกขาด คิดว่ามันอาจไม่เหมือนเดิม หรือไม่ดีกว่าเดิม แต่ก็ทำใจแล้ว เพราะมันไม่ได้ทำให้ความเป็นผู้หญิงของเราลดลงเลย เพราะเราเจ็บตัวมามากแล้ว ถ้าครั้งนี้ไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร เพราะยังไงฉันก็เป็นผู้หญิง"

คนค้นฅน สิริลดา ชายไม่จริง หญิงไม่แท้

คนค้นฅน สิริลดา ชายไม่จริง หญิงไม่แท้

เวลาผ่านไป 2 เดือนเศษ สิริลดา โคตรพัฒน์ กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติอีกครั้ง เธอลุกขึ้นมาพร้อมกับจิตใจที่ยอมรับกับสภาพของตัวเอง และคอยช่วยเหลือครอบครัวและสังคมเช่นที่เคยทำมาตลอด นอกจากนี้ เธอยังมีความมุ่งมั่นที่จะหางานทำเพื่อหาทุนสำหรับเรียนต่อ แต่ความย่อท้อก็มักแวะมาทักทาย เมื่อทุกครั้งที่ไปติดต่อราชการ หรือสมัครงาน สิริลดา ต้องนั่งอธิบายถึงสิ่งที่เธอเป็น และคำนำหน้า "นาย" ของตัวเอง อยู่นานนับชั่วโมง และนั่นเองทำให้เธอถูกจำกัดโอกาสในหลาย ๆ ครั้ง แต่ถึงอย่างนั้น สิริลดา ก็ไม่ใช่คนที่จะนอนกอดความทุกข์ เธอยังยืนยันจะลุกขึ้นสู้อยู่เสมอ

"ก็ท้อบ้าง เรื่องคำนำหน้า เวลาเราไปติดต่อราชการ หรือไปหาหมอ จะมีคำถามตลอด เราต้องอธิบายตลอด เป็นชั่วโมง ๆ เพราะเค้ากลัวเราปลอมแปลงเอกสาร แต่ในใจก็คิดว่าเป็นเวรกรรมที่เราทำไว้ ต้องชดใช้ ก็พยายามทำชีวิตให้มีความสุข เวลาทำบุญจะขอว่า ชาตินี้ขอใช้กรรมเท่านี้ แต่ชาติหน้าจะขอเกิดเป็นผู้หญิง หรือผู้ชายก็ได้"

แม้ว่า สิริลดา โคตรพัฒน์ จะพึ่งมีดหมอให้ชีวิตของเธอปกติเช่นคนอื่นไม่ได้ แต่เธอก็ผ่าตัดใจให้กับตัวเอง ด้วยการทำใจยอมรับกับสิ่งที่เป็นอยู่ เพื่อที่จะมีชีวิตอย่างปกติสุขที่สุด



คนค้นฅน สิริลดา ชายไม่จริง หญิงไม่แท้

คนค้นฅน สิริลดา ชายไม่จริง หญิงไม่แท้


คนค้นฅน สิริลดา ชายไม่จริง หญิงไม่แท้

คนค้นฅน สิริลดา ชายไม่จริง หญิงไม่แท้

คนค้นฅน สิริลดา ชายไม่จริง หญิงไม่แท้

คนค้นฅน สิริลดา ชายไม่จริง หญิงไม่แท้



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ทุกคนบนโลกใบนี้ย่อมพบเจอปัญหาชีวิตด้วยกันทั้งนั้น หากจะแตกต่างกันก็ตรงที่เจออะไร มากน้อยแค่ไหน และแก้ปัญหาอย่างไร แต่สำหรับบางกรณี บางคนต้องเจอกับสิ่งที่แก้ไขและตั้งรับได้ยากยิ่ง เป็นความยุ่งยากในชีวิต เพราะต้องอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อเกิดมาถูกเลือกให้เป็น "ผู้ชาย" แต่โตขึ้นพร้อมกับร่างกายและจิตใจที่บ่งชัดว่าแท้จริงเป็น "ผู้หญิง"

"กะเทย จริง ๆ จะมีเพศชายเพศหญิงอยู่ในคนเดียวกัน แต่เราเป็น กะเทยเทียม คือมีทั้งเพศชายและเพศหญิงอยู่ในคน ๆ เดียวกัน แต่อวัยวะเพศหญิง ช่องคลอดไม่มี ส่วนอวัยวะเพศชาย ก็ไม่มีอัณฑะ มีเหมือนองคชาตเล็ก ๆ ออกมา แต่ไม่สามารถใช้การได้ แล้วก็มีช่องปัสสาวะตรงบริเวณอวัยวะเพศหญิง" สิริลดา โคตรพัฒน์ หรือ น้องดา เริ่มต้นกล่าวถึงความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ของตัวเอง

คนค้นฅน สิริลดา ชายไม่จริง หญิงไม่แท้

คนค้นฅน สิริลดา ชายไม่จริง หญิงไม่แท้

ในวัยเด็ก น้องดา สิริลดา ถูกกำหนดจากทางการแพทย์ให้เป็นผู้ชาย เนื่องจากมีอวัยวะเพศกำกวม ทำให้ผู้เป็นพ่อและแม่ ปักใจเชื่อเช่นนั้น เพราะพวกเขาต่างก็อยากได้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย เพื่อหวังให้มาช่วยงาน และดูแลครอบครัวได้ในอนาคตข้างหน้า

"ก็ตะลึง เห็นลูกเกิดมา มี 2 เพศ แต่ในความคิดเราด้านผู้หญิงจะเยอะกว่า ประมาณ 80% แต่พอมาแจ้งเกิดตอน 6 ขวบ ทางอำเภอบอกว่าเป็นผู้ชาย เราก็ว่าตามนั้น เพราะเราก็อยากได้ผู้ชายอยู่แล้ว ก็เลยเลี้ยงดูเขาแบบเด็กผู้ชาย เสื้อผ้า ของใช้ทุกอย่างจะเป็นของเด็กผู้ชายทั้งหมด" แม่ของ สิริลดา กล่าว

แม้ว่าการเติบโตขึ้นของ น้องดา สิริลดา จะมีสัญญาณบ่งบอกอยู่รำไรมาตลอดว่าเธอมีกิริยาท่าทางคล้ายผู้หญิง ทว่าทางครอบครัวก็ยังปิดหูปิดตา และพยายามสอนให้ลูกเป็นผู้ชาย เพราะยังไม่อาจยอมรับได้ที่ลูกชายของพวกเขาถูกมองว่าเป็น กะเทย ซึ่งแรงกดดันนั้นเอง สร้างปมด้อยอยู่ในใจของ สิริลดา มาโดยตลอด

"เราพยายามบอกว่า เราไม่ใช่ เราเป็นผู้หญิง พ่อแม่ก็ไม่ยอมรับ ดุเราว่าอย่าสำออย อย่าร้องไห้ เราก็กดดัน พยายามจะเป็นคนเรียบร้อย ทำงานบ้านทุกอย่างที่พ่อแม่สั่ง"

ด้วยความเป็นเด็กดีและสิ่งต่าง ๆ ที่น้องดา สิริลดา ทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน และการช่วยเหลือการงานของครอบครัว ทำให้ในท้ายที่สุดแล้ว พ่อแม่ก็ใจอ่อนในสิ่งที่ลูกขอ และเปิดใจยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น ทั้งยังคอยเอาใจช่วยให้ สิริลดา ได้เป็นอย่างผู้หญิงทั่วไป และได้เปลี่ยนคำนำหน้าจาก"นาย" เป็น "นางสาว" อย่างที่ลูกหวัง

เมื่อมีพ่อแม่คอยสนับสนุน การผ่าตัดเพื่อรักษาอากาศผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์จึงเกิดขึ้นถึง 2 ครั้ง แต่ก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จ จนกระทั่งมีโครงการแปลงเพศฟรี ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2553 และ น้องดา สิริลดา ได้เป็น 1 ใน 3 คนที่ถูกคัดเลือก เนื่องจากคณะกรรมการเห็นว่าปัญหาของเธอมีมากกว่าคนอื่น และต้องผ่านการทรมานมาหลายครั้ง จึงอยากสร้างฝันให้เป็นความจริง ทำให้ความหวังในการจะเป็นนางสาวของ สิริลดา โคตรพัฒน์ สุกสว่างขึ้นอีกครั้ง





คนค้นฅน สิริลดา ชายไม่จริง หญิงไม่แท้


ต่อมา 2 ธันวาคม 2553 น้องดา สิริลดา เดินทางเพื่อเข้ากรุงเทพฯ เพื่อรับการผ่าตัด ซึ่งหนนี้ เธอบอกว่า ไม่ตื่นเต้นสักเท่าไหร่ เพียงแต่เฝ้าภาวนาให้ผลการรักษาออกมาดี เพราะเธอยังจดจำความเจ็บปวด ของการผ่าตัดสองครั้งที่ผ่านมาได้ไม่เคยลืม โดยการผ่าตัดครั้งแรก แพทย์จำเป็นต้องตัดเอาเนื้อบริเวณต้นขามาใช้ และครั้งที่ 2 ก็ต้องผ่าตัดเอาลำไส้ใหญ่มาใช้ด้วย

ทั้งนี้ คุณหมอศัลยกรรมตกแต่ง กล่าวก่อนผ่าตัดครั้งที่ 3 ว่า ปัญหาของ สิริลดา คือช่องคลอดมีขนาดเล็กเกินไป ดังนั้น จะทำการขยายปากช่องคลอดให้เหมาะสม ซึ่งความยากในการผ่าตัดครั้งนี้ อยู่ที่การเคยผ่าตัดมาก่อน ทำให้ผิวหนังไม่ยืดหยุ่นเหมือนเดิม และต้องระมัดระวังอย่างมาก เนื่องจากไม่ทราบว่าคุณหมอคนก่อนวางเส้นเลือดและเส้นประสาทไว้ตรงไหนบ้าง

หลัง จากเข้ารับการผ่าตัด สิริลดา กลับมาพักฟื้นที่บ้านด้วยการนอนอยู่แรมเดือน โดยมีตัวช่วยลดความเจ็บเป็นยาแก้ปวด ที่เธอต้องกินทุก 2 ชั่วโมง แล้วเธอก็ต้องพบว่า แผลผ่าตัดของตัวเองฉีกขาด เนื่องจากการเดินทาง ทำให้แผลผ่าตัดที่หวังว่าจะสมบูรณ์ กลายเป็นแผลขนาดใหญ่ที่เธอต้องคอยรักษาต่อไป

"เราคิดว่ามันอาจไม่สมบูรณ์ เพราะดูจากแผลแล้ว มีแต่รอยเย็บ และรอยฉีกขาด คิดว่ามันอาจไม่เหมือนเดิม หรือไม่ดีกว่าเดิม แต่ก็ทำใจแล้ว เพราะมันไม่ได้ทำให้ความเป็นผู้หญิงของเราลดลงเลย เพราะเราเจ็บตัวมามากแล้ว ถ้าครั้งนี้ไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร เพราะยังไงฉันก็เป็นผู้หญิง"

คนค้นฅน สิริลดา ชายไม่จริง หญิงไม่แท้

คนค้นฅน สิริลดา ชายไม่จริง หญิงไม่แท้

เวลาผ่านไป 2 เดือนเศษ สิริลดา โคตรพัฒน์ กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติอีกครั้ง เธอลุกขึ้นมาพร้อมกับจิตใจที่ยอมรับกับสภาพของตัวเอง และคอยช่วยเหลือครอบครัวและสังคมเช่นที่เคยทำมาตลอด นอกจากนี้ เธอยังมีความมุ่งมั่นที่จะหางานทำเพื่อหาทุนสำหรับเรียนต่อ แต่ความย่อท้อก็มักแวะมาทักทาย เมื่อทุกครั้งที่ไปติดต่อราชการ หรือสมัครงาน สิริลดา ต้องนั่งอธิบายถึงสิ่งที่เธอเป็น และคำนำหน้า "นาย" ของตัวเอง อยู่นานนับชั่วโมง และนั่นเองทำให้เธอถูกจำกัดโอกาสในหลาย ๆ ครั้ง แต่ถึงอย่างนั้น สิริลดา ก็ไม่ใช่คนที่จะนอนกอดความทุกข์ เธอยังยืนยันจะลุกขึ้นสู้อยู่เสมอ

"ก็ท้อบ้าง เรื่องคำนำหน้า เวลาเราไปติดต่อราชการ หรือไปหาหมอ จะมีคำถามตลอด เราต้องอธิบายตลอด เป็นชั่วโมง ๆ เพราะเค้ากลัวเราปลอมแปลงเอกสาร แต่ในใจก็คิดว่าเป็นเวรกรรมที่เราทำไว้ ต้องชดใช้ ก็พยายามทำชีวิตให้มีความสุข เวลาทำบุญจะขอว่า ชาตินี้ขอใช้กรรมเท่านี้ แต่ชาติหน้าจะขอเกิดเป็นผู้หญิง หรือผู้ชายก็ได้"

แม้ว่า สิริลดา โคตรพัฒน์ จะพึ่งมีดหมอให้ชีวิตของเธอปกติเช่นคนอื่นไม่ได้ แต่เธอก็ผ่าตัดใจให้กับตัวเอง ด้วยการทำใจยอมรับกับสิ่งที่เป็นอยู่ เพื่อที่จะมีชีวิตอย่างปกติสุขที่สุด






คนค้นฅน สิริลดา ชายไม่จริง หญิงไม่แท้ 1/3



คนค้นฅน สิริลดา ชายไม่จริง หญิงไม่แท้ 2/3


คนค้นฅน สิริลดา ชายไม่จริง หญิงไม่แท้ 3/3

0 ความคิดเห็น:

นิทานเรื่อง.....3 สหาย


เรือใบลำใหญ่ กำลังเล่นอยู่กลางมหาสมุทรแปรซิฟิก คลื่นพายุลมแรงกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที...ภายในเรือลำนี้ มี 3 สหาย ผู้ ซึ่งกำลังตกอยู่ในอันตราย ประกอบไปด้วย นายอิสลาม นายความสุข และนายรุ่งเรือง ทั้งสามคนนี้เป็นสหายที่รักกันมาก แต่การเดินทางครั้งนี้ จำเป็นจะต้องมีใครสักคนเสียสละชีวิตลงจากเรือไป เพื่อให้เรือลอยลำสู่จุดหมายอย่างปลอดภัย...

เมฆก้อนใหญ่รวมตัวปกคลุมท้องฟ้าจนมืดสนิท คลื่นทะเลยักษ์กำลังถาโถมเข้ามา เกือบถึงเรือลำนี้ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เป็นช่วงเวลาสำคัญที่มีใครบางคนอยู่ และใครบางคนต้องกระโดดลงจากเรือไป...

นายอิสลามพูดขึ้นว่า “เมื่อถึงสถานการณ์คับขันจริงๆ เราจะเป็นคนแรกที่กระโดดจากเรือไป เพื่อพวกนายทั้งสองจะได้มีชีวิตอยู่บนเรืออย่างปลอดภัย”

นายความสุขได้ยินเช่นนั้นจึงรีบพูดขึ้นว่า “นาย คิดดีแล้วหรอ ถ้าเรือลำนี้ขาดเสาหลักอย่างนายไป มันจะแล่นต่อไปได้นานแค่ไหน เราอยู่ไม่ได้โดยไม่มีนายนะ ความสุขก็คงไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง คงเป็นแค่ความสุขจอมปลอมอย่างแน่นอน”

นายรุ่งเรืองได้ยินเช่นนั้นจึงรีบพูดขึ้นว่า “เรา ว่านายอิสลามคิดถูกต้องแล้วล่ะ เรือลำนี้ต้องเดินทางอีกไกล ต้องเจริญก้าวหน้าอีกเยอะ นายเป็นพวกหัวโบราณ อยู่ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก”

นายความสุขไม่พอใจที่นายรุ่งเรืองกล่าวดูหมิ่นนายอิสลามเช่นนั้น จึงพูดขึ้นว่า..“นายนั่นแหละคือคนที่มีค่ากับเรือลำนี้น้อยที่สุด ไม่จำเป็นต้องมีนาย เราก็อยู่กันอย่างสงบและพอเพียงได้”

ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายยิ่งไปกว่านี้ นายอิสลามจึงพูดขึ้นว่า “เราเข้าใจดีว่านายทั้งสองต่างก็มีคุณค่ากับเรือลำนี้แตกต่างกันไป นายความสุขก็เติมเต็มรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ส่วนนายรุ่งเรืองก็สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้กับเรือลำนี้ได้กินดีอยู่ดี มาโดยตลอด ส่วนตัวเราเองนั้น คงเป็นแค่เสาหลักเก่าๆที่ไม่ค่อยมีใครเห็นคุณค่า หลายคนรู้จัก แต่ไม่เคยเข้าใจ หลายคนเลื่อมใส แต่ไม่เคยศรัทธา....

ไม่ทันที่นายอิสลามจะพูดจบ คลื่นยักษ์ก็โถมกระหน่ำเข้าใส่เรือใบในชั่วพริบตา ลำเรือค่อยๆเอียงเกือบจมลงสู่ใต้ท้องน้ำ นายรุ่งเรืองเห็นท่าไม่ค่อยดีจึงตัดสินใจผลักนายอิสลาม ตกลงน้ำทะเลไป…

ด้วยน้ำหนักที่น้อยลงทำให้เรือใบค่อยๆเอียงลำเรือกลับสู่สภาพปกติอีกครั้ง และสามารถแล่นต่อไปได้...แต่ก็ยังโคลงเคลง หยุดจอดเป็นระยะๆ เพราะความไม่ลงรอยกันของนายความสุข กับนายรุ่งเรือง นายความสุขก็มัวแต่เฮฮา ไร้สาระ เพราะขาดหลักยึดเหนี่ยวอย่างนายอิสลาม ความสุขที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงภาพลวงตา ที่หามีคุณค่าไม่! ส่วนนายรุ่งเรืองก็เริ่มขาดความซื่อสัตย์และความมีคุณธรรม โกงกินทุกวิถีทาง กอบโกยผลประโยชน์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เรือลำนี้กำลังแล่นออกจากจุดหมายไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าชะตากรรมข้างหน้าจะเป็นเช่นไร

ผ่านไปไม่นานความปั่นป่วนก็เกิดขึ้นบนเรืออย่างไม่หยุดหย่อน จนในที่สุดเรือลำนี้ก็ไม่สามารถแล่นต่อไปได้ และอับปางลงในที่สุด

ห่างจากกลางทะเลไปมีเกาะเล็กๆอยู่เกาะหนึ่ง ผู้คนที่นี้มีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปมาก จากเคยเคารพบูชาผีสางเทวดา ก็เริ่มใช้สติปัญญาเรียนรู้ถึงการมีอยู่ของพระเจ้า เชื่อว่าอัลลอฮฺคือพระเจ้าแห่งสากลโลก เลิกพิธีกรรมบูชาเจว็ด มาปฏิบัติการละหมาดเพื่อขอบคุณต่อพระองค์ที่ได้ให้แนวทางที่เที่ยงแท้กับพวก เขา ...ตั้งแต่นายอิสลาม ถูกพัดเข้ามาติดที่เกาะแห่งนี้.. หลายสิ่งหลายอย่างเริ่มเปลี่ยนไป สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับคนบนเกาะเป็นอย่างมาก เมื่อ ความเป็นอิสลามไปอยู่ ณ แห่งหนตำบลใด ความศิวิไลต์ ย่อมเกิดขึ้น ผู้คนอยู่กันอย่างมีความสุข เป็นความสุขเพื่อพระเจ้าที่จีรังยั่งยืนจนไม่อาจประเมินค่าได้ และอีกไม่นานความรุ่งเรืองก็จะตามมา โดยไร้ซึ่งความหายนะอย่างที่เคยประสบกับเรือใบในคราวที่ไร้ซึ่ง นายอิสลาม....

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า......

หากไม่มีอิสลาม เราคงอยู่ไม่ได้

เหมือนกับเรือใบที่สักวันหนึ่งต้องอับปางลง…

จงมีชีวิตอยู่เพื่ออิสลาม! อยู่เพราะอิสลาม! และอยู่อย่างอิสลาม !

อินชาอัลลอฮฺ เราจะพบความสุข และความรุ่งเรืองที่แท้จริง.......


Power of Islam




0 ความคิดเห็น:

จุฬาฯสุขภาพดีขึ้นมาก-ทำกายภาพต่อไป

ท่านจุฬาฯ มีสุขภาพดีขึ้นมากตามลำดับ รับประทานอาหารได้ดี กำลังใจเต็มเปี่ยม

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน 2554 คณะกรรมการและตัวแทนจาก 15 จังหวัดภาคใต้ (รวมประจวบคีรีขันธ์) ได้เข้าเยี่ยมอาการป่วยของท่านจุฬาราชมนตรีที่ โรงพยาบาลจุฬาฯ

คณะเดินทางจาก 15 จังหวัดภาคใต้กว่า 30 ท่าน ได้เข้าเยี่ยมอาการป่วยของท่านจุฬาฯ เมื่อเวลา 10.00 ของวันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน 54
ซึ่งทุกๆคนที่มาเยี่ยมต่างดีใจ ที่ได้เห็นท่านจุฬาฯ มีสุขภาพที่ดีขึ้น สามารถรับประทานอาหารได้เป็นอย่างดี สามารถพูดคุย ทักทายกับทุกๆคนได้ ทั้งนี้ทางคณะแพทย์ผู้รักษาก็ยังคงทำกายภาพบำบัดต่อไป

พร้อมกันนั้นท่านจุฬาฯ ได้กล่าวให้กำลังใจ ดร.อิสมาแอ อาลี ซึ่งเป็นตัวแทนของ กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ในการเสนอชื่อเป็นตัวแทน ส.ว. สรรหา ว่า “ไม่ได้รับการคัดเลือก ก็ไม่ต้องคิดมาก และให้ทำงานเพื่อสังคมต่อไป”

จุฬาราชมนตรี

จุฬาราชมนตรี
ภาพแรก ที่ออกเผยแผ่สื่อมวลชน อาการป่วยท่านจุฬาฯ

จุฬาราชมนตรี

ปัจจุบันคณะแพทย์ผู้รักษาได้ให้ท่านจุฬาฯ ออกจากห้อง ICU มาพักผ่านที่ตึก ภปร. ชั้น 17 แล้ว โดยทางโรงพยาบาลฝากประชาสัมพันธ์ กรณีผู้สื่อข่าวจะต้องได้รับการอนุญาตเท่านั้น จึงสามารถที่จะทำการรายงานข่าวได้ ....................

18 เม.ย. 2554

จุฬาฯสุขภาพดีขึ้นมากออกจากห้องICU ย้ายไปอยู่ชั้น17 ตึก อปรแล้ว

16 เม.ย. 2554 -

15.00 นายกฯ เข้าเยี่ยมอาการ ท่านจุฬาราชมนตรี ที่ รพ.จุฬา อวยพรให้หายป่วยในเร็ววัน

แถลงการสำนักจุฬาราชมนตรี ฉบับที่ 5
แถลงการณ์สำนักจุฬาฯ เรื่อง อาการป๋วย และรายการวิทยุมูลนิธิอนุรักษ์มรดกอิสลาม


มูลนิธิอนุรักษ์มรดกอิสลามถึง สำนักจุฬาราชมนตรี

- ตัวแทน สำนักจุฬาฯ เข้าพบ ประธานมูลนิธิมรดกอิสลาม เคลียร์ปัญหาข้อผิดพลาด อันเกิดจากการประกาศการเสียชีวิตของท่านจุฬาฯ

- เวลา 15.00 ทางมูลนิธิฯ จะออกหนังสือขอโทษต่อสำนักจุฬา และพี่น้องมุสลิมทั่วประเทศ

และทางสำนักจุฬาฯ จะทำเอกสารแจกแจงในปัญหาที่เกิดขึ้น ให้สื่อต่างๆและพี่น้องมุสลิมทั่วประเทศได้รับทราบ

ทั้งนี้หวังว่า พี่น้องมุสลิมทั่วประเทศ จะได้มีความเข้าใจ เห็นใจในข้อผิดพลาดครั้งนี้ด้วย ว่าทางมูลนิธิฯ มิได้มีเจตนาใดแอบแฝงทั้งสิ้น

15 เม.ย. 2554 รพ.จุฬาฯ แถลง จุฬาราชมนตรียังอยู่ในห้อง ICU สัญญาณชีพปกติ แขนขาซ้ายอ่อนแรง ทำกายภาพบำบัด

14 เม.ย. 2554

คลื่นวิทยุมูลนิธิมรดกอิสลาม ออกมายอมรับข้อผิดพลาดที่มีการกระจายเสียงและขอโทษที่เป็นต้นเหตุของข่าวลือ การเสียชีวิตของท่านจุฬาฯ ว่า

ทางคลื่นวิทยุ ได้นำเทปบรรยาศาสนา ของปีที่แล้วมาออกอากาศ ซึ่งเทปดังกล่าว เป็นการบรรยายธรรม ตรงกับช่วงที่ อ.สวาสดิ์ (จุฬาฯคนก่อนเสียชีวิต) โดยเทปดังกล่าวนั้น ได้นำมาออกอากาศ (Rerun) ขณะที่ออกอากาศ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องมิได้อยู่ในห้องส่ง เลยไม่ได้ฟังเสียงบรรยาย และมีการประกาศถึงการเสียชีวิตของท่านจุฬาฯ ว่าขณะนี้ได้มีการเคลื่อนย้ายมา ยัตกลับบ้าน

จึงออกมาขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งนี้เผยว่า "มิได้มีเจตนาอื่นใดแอบแฟงเลย"

13 เม.ย. 2554 มีกระข่าวลือสพัด ทาง Facebook และวิทยุต่างๆ ว่า "ท่านจุฬาฯ เสียชีวิตแล้ว"

12 เม.ย. 2554 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์แถลงข่าวอาการป่วยของจุฬาราชมนตรี

วันนี้ (๑๒ เมษายน ๒๕๕๔) เวลา ๑๐.๓๐ น. ศาสตราจารย์นายแพทย์อดิศร ภัทราดูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงข่าวอาการป่วยของนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ณ ห้องประชุม ตึก สก ชั้น ๑๐

แถลงข่าวจุฬาราชมนตรี
ภาพ แถลงข่าวจุฬาราชมนตรี

ศ.นพ.อดิศร ภัทราดูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แถลงว่า ตามที่ท่านจุฬาราชมนตรี ได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ด้วยอาการอ่อนแรงแขนขาข้างซ้าย โดยมีอาการดังกล่าวเวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. ของวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๔ และมาถึงโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาเมื่อเวลาประมาณ ๒๑.๓๐ น. ของวันเดียวกัน อาการเบื้องต้นขณะอยู่ที่ห้องฉุกเฉิน มีอาการอ่อนแรงแขนขาข้างซ้าย ความรู้สึกตัวดี ความดันโลหิตสูง จึงได้ทำการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ พบว่า มีเลือดออกในสมองด้านขวา ขนาดไม่ใหญ่มาก แพทย์จึงให้การรักษาโดยการเฝ้าสังเกตอาการ ควบคุมความดันโลหิต และกายภาพบำบัด ที่หอผู้ป่วย ICU ศัลยกรรมประสาท ตึก สก ชั้น ๘

ผอ.รพ.จุฬาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับอาการของจุฬาราชมนตรี ในเช้าวันนี้ (๑๒ เมษายน ๒๕๕๔) ยังมีอาการคงที่ ความรู้สึกตัวอยู่ในเกณฑ์ดี สัญญาณชีพอยู่ในเกณฑ์ดี มีอาการอ่อนแรงแขนขาข้างซ้ายเท่าเดิม รับประทานอาหารได้ คณะแพทย์ยังคงให้การรักษาโดยการทำกายภาพบำบัด ควบคุมความดันโลหิตและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดต่อไป

ผู้แถลงข่าวประกอบด้วย
๑. ศาตราจารย์นายแพทย์อดิศร ภัทราดูลย์ /ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๒. ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์สุรชัย เคารพธรรม/ศัลยแพทย์ระบบประสาท
๓. ผู้แทน นางอุษา ราชปรีชา/หัวหน้าพยาบาลโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

11 เม.ย. 2554

คุณสุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการ สำนักงานกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เผยกับ "มุสลิมไทย" ว่า ขณะนี้สภาพร่างกายของท่านจุฬาฯ ดีขึ้นเป็นอย่างมาก ต่างกับข่าวลือที่ออกกัน ทั้งนี้ท่านจุฬาฯ สามารถพูดและเคลื่อนไหวร่างกายได้ ทุกๆคนไม่ต้องเป็นห่วง

คุณอาลาวี ลูกชายท่านจุฬาฯ เผยกับ "มุสลิมไทย" ว่า ตอนนี้แพทย์เริ่มทำกายภาพบำบัดแล้ว และจะย้ายไปอยู่ยังห้องพักปกติภายในเร็ววันนี้ ทั้งนี้อาจจะต้องใช้เวลาในการทำกายภาพบำบัด 1-2เดือน พร้อมเผยว่า ก็เป็นห่วงเช่นกันเพราะมีพี่น้องมุสลิมมาเยี่ยมกันเป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้แพทย์ผู้รับผิดชอบ ก็อยากให้คุณพ่อพักผ่านมากที่สุด

ผู้สื่อข่าวมุสลิมไทย ได้มีโอกาสเข้าห้อง ICU ซึ่งเป็นช่วงที่ท่านจุฬาฯกำลังทำกายภาพบำบัด ท่านจุฬาฯสามารถเคลื่อนไหวและรับประทานอาหารเบาได้ สีหน้าสดใสเป็นอย่างยิ่ง

จุฬาฯ ป่วย


คุณอาลาวี ลูกชายท่านจุฬาฯ (ซ้าย) คุณสุรินทร์ ปาราเล่ (ขวา)

จุฬาฯ ป่วย
คุณปกรณ์ ปรียากร ประธานมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ลงนาม

จุฬาฯ ป่วย
คุณกรรณิการ์ มัสซารี ผู้บริหารเมืองไทยตะกาฟุล บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด ลงนาม

จุฬาฯ ป่วย

ภาพ หน้าห้อง ICU

จุฬาฯ ป่วย

ภาพกระเช้าดอกไม้

จุฬาฯ ป่วย

จุฬาฯ ป่วย

จุฬาฯ ป่วย

จุฬาฯ ป่วย

จุฬาฯ ป่วย

เมืองไทยตะกาฟุล

จุฬาฯ ป่วย

จุฬาฯ ป่วย

จุฬาฯ ป่วย

10 เม.ย. 2554 ผอ.รพ.จุฬาฯ เผยจุฬาราชมนตรีอาการดีขึ้นหลังเข้ารักษาเส้นเลือดในสมองแตก

นพ.อดิศร ภัทราดูลย์ ผอ.รพ.จุฬาลงกรณ์ เปิดเผยอาการป่วยของจุฬาราชมนตรีว่า ทางรพ.ได้รับตัวนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมานตรี จาก รพ.หนองจอก เข้ามารับการรักษาต่อเมื่อวานนี้(10 เม.ย.) ด้วยอาการเส้นเลือดในสมองซีกขวาแตก ผู้ป่วยรู้สึกตัวตลอด เพียงแต่มีอาการกล้ามเนื้อ แขน ขาซีกซ้ายอ่อนแรง หากมีอาการทรงตัวดีเช่นดีต่อไป ก็อาจไม่มีความจำเป็นต้องรับการผ่าตัดรักษา และรับการรักษาด้วยการกายภาพบำบัดเท่านั้น

ในวันเดียวกัน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) กล่าวภายหลังเยี่ยมอาการนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ว่า ตนได้เข้าเยี่ยมอาการของท่านแต่ท่านพักผ่อนอยู่ จึงได้สอบถามอาการจากภรรยา และบุตร ของท่าน ซึ่งได้รับทราบว่า ท่านเส้นเลือดในสมองแตก แต่อาการปลอดภัยแล้ว สามารถพูดได้ แต่ยังไม่ค่อยสะดวกมากนัก ทั้งนี้ สาเหตุหนึ่งเกิดจากที่ท่านทำงานหนัก และพักผ่อนน้อย ล่าสุดเพิ่งท่านได้เดินทางไปงานที่จังหวัดพื้นที่ภาคใต้ จากนั้นเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศมาเลเซียแล้วเดินทางด้วยรถยนต์กลับ มายังประเทศไทย จึงทำให้ท่านพักผ่อนน้อย และมีอาการป่วยดังกล่าว

mihas 2011
ภารกิจล่าสุด ท่านจุฬาฯร่วมงาน MIHAS 2011 ที่มาเลเซีย เมื่อวัน ศกร์ที่ 8 เมษายน 2554 ก่อนป่วย



สำนักจุฬาแถลงข่าว เรื่องจุฬาราชมนตรีเข้ารับการตรวจร่างกายโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีใจความว่า เมื่อวันที่ 10 เม.ย. นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ได้เข้ารับการรักษาร่างกาย โดยมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง อันเนื่องมาจากการปฏิบัติภารกิจอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา และไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ขณะนี้จุฬาราชมนตรีได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดีจากคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะด้านของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน และขอให้พี่น้องมุสลิมได้ช่วยขอดุอา(ขอพร)จากอัลลอฮ์พระผู้เป็นเจ้า ขอให้ท่านมีสุขภาพดีโดยเร็ว สำนักจุฬาราชมนตรี 11 เมษายน 2554

ทั้งนี้อาการล่าสุดเมื่อเวลา 21.00 น. แหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดรายงานว่า จุฬาราชมนตรี รับประทานอาหารได้แล้ว และเช่นเดียวกัน ก็เริ่มมอบหมาย-สั่งงานให้ผู้เกี่ยวข้องเริ่มดำเนินการต่างๆที่คงค้าง เพราะคาดว่าคงต้องใช้เวลาในการทำกายภาพบำบัด ................

0 ความคิดเห็น:

ผู้หญิงขายตัว ( เรื่องเล่าโสเภณี หญิงบริการ ) น้ำตาไหล เหตุเกิดในอียิป

เรื่องของชัยคฺจากอัซฮัรฺและโสเภณีนางหนึ่ง

แหล่งที่มา http://www.ahlalhdeeth.com


ท่านเคยได้ยินเรื่องราวของชัยคฺจากอัซฮัรและโสเภณีนางหนึ่งหรือไม่?

เรื่องราวของชัยคฺอะหมัด อัซซะยาด ซึ่งถูกถ่ายทอดโดยชัยคฺอะลียฺ ฏ็อนฏอวียฺ (เราะหิมะฮุลลอฮฺ)

ชัยคฺอะลียฺ ฏ็อนฏอวียฺ เล่าว่า “ชัยคฺอะหมัด อัซซะยาด เป็นอาจารย์ท่านหนึ่ง ผู้ที่ไม่ทราบถึงสิ่งอื่นใดในโลกใบนี้ เว้นแต่ “อัล อัซฮัรฺ สถานศึกษาที่ท่านทำการสอนหนังสือ” “บ้าน ที่ท่านอยู่อาศัย” และ “เส้นทางระหว่างทั้งสองสถานที่นี้”


หลายปีผ่านไป ชัยคฺอะหมัดเริ่มมีอายุที่มากขึ้น สุขภาพของท่านเริ่มทรุดโทรม และท่านจำต้องได้รับการพักผ่อน ดังนั้นแพทย์จึงสั่งให้ท่านหยุดพักผ่อนและแนะนำให้ท่านไปที่ไหนสักแห่งที่ ห่างจากสถานที่ทำงานและบ้านของท่าน อีกทั้งยังแนะนำให้ท่านใช้เวลาอยู่กับความเงียบสงบที่สวนสาธารณะบริเวณแม่ น้ำไนล์ให้มีความสุข

ด้วยเหตุนี้ วันหนึ่งชัยคฺอะหมัดจึงออกไปข้างนอก และเรียกรถม้า (ขณะนั้นยังไม่มีรถยนตร์) ท่านบอกกับคนขับขี่รถม้านั้นว่า “ลูกชายเอ๋ย พาฉันไปยังสถานที่ดีดี ที่ฉันจะเพลินเพลินกับบรรยากาศและได้พักผ่อน ณ ที่แห่งนั้นด้วยเถอะ”

หากแต่ว่า คนขับขี่รถม้านั้นเป็นคนไม่ดี เขาจึงพาชัยคฺไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในอียิป อันเต็มไปด้วยซ่องโสเภณี และเมื่อถึงสถานที่ดังกล่าว เขาจึงบอกชัยคฺว่า “ที่นี่แหละครับ”

ชัยคฺพูดขึ้นมาว่า “โอ้ ลูกชายเอ๋ย ใกล้จะถึงเวลาละหมาดมัฆริบแล้ว ฉันจะไปละหมาดที่ไหนได้ ช่วยพาฉันไปที่มัสญิดก่อนเถิด
ชายผู้ขับขี่รถม้าจึงชี้ไปยังซ่องเหล่านั้น และตอบว่า “มัสญิดอยู่ตรงนู้น ครับ”

เมื่อประตู (ของซ่อง) เปิดออก สตรีที่ดูแลซ่องนั้นกำลังนั่งอยู่ด้วยท่าที่เธอมักจะนั่งอยู่เป็นประจำ

เมื่อชัยคฺเห็นเธอ ท่านจึงลดสายตาลงต่ำ และเมื่อท่านเห็นที่นั่ง ท่านจึงเดินตรงไปและนั่งลง รอเสียงอะซาน

สตรีคนดังกล่าว ซึ่งอยู่ในอาการรู้สึกสับสน จ้องมองดูท่าน “อะไรที่ทำให้ ชายคนนี้ มาที่นี่? เขาดูไม่เหมือนลูกค้าทั่วไปที่เคยเข้ามาเลย” เธอคิดอยู่ในใจ หากแต่ก็ไม่กล้าถามท่านว่าท่านมาทำอะไรที่นี่

สิ่งที่ยับยั้งเธอไม่ให้ถามท่าน คือ “ความละอาย ที่อยู่ในหัวใจของเธอ” แม้ว่าเธอจะเป็นโสเภณีก็ตาม อย่างไรก็ตาม “ความละอายนั้น”ย่อมปรากฎขึ้นต่อหน้าคนดีมีคุณธรรมเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ตัวของชัยคฺเอง ก็นั่งรอด้วยการตัสบีฮฺ และจ้องมองดูนาฬิกาของท่านไป จนกระทั่งท่านได้ยินเสียงอะซาน ละหมาดมัฆริบแว่วๆ ในระยะไกล
จากนั้นท่านจึงถามเธอว่า “มุ อัซซิน (ผู้ทำการอะซาน) ของที่นี่อยู่ที่ใดหรือ” “เหตุใด เขาจึงไม่ทำการอะซานเมื่อถึงเวลาละหมาดแล้ว?” “เธอเป็นลูกสาวของเขาหรือ?”

โสเภณี

เธอนิ่งเงียบ

ชัยคฺรอคำตอบชั่วขณะ จากนั้นจึงกล่าวว่า “ลูกสาวของฉันเอ๋ย เวลาละหมาดมัฆริบนั้นค่อนข้างจะสั้น และมันไม่เป็นที่อนุมัติในการที่จะล้าช้าในการละหมาด หากแต่ฉันไม่เห็นใครสักคนเลยที่นี่ ดังนั้นหากว่าเธอมีน้ำละหมาดอยู่แล้ว ก็ทำการละหมาดญะมาอะฮฺ อยู่ข้างหลังฉันเถอะ”

จากนั้นท่านจึงกล่าวอะซาน โดยที่ไม่ได้มองดูนาง และขณะที่ท่านกำลังจะกล่าวอิกอมะฮฺ ท่านก็พบว่ามีเพียงแต่ความเงียบอยู่ข้างหลังท่าน
ท่านจึงถามขึ้นมาว่า “มีอะไรหรือ? เธอยังไม่ได้อาบน้ำละหมาดหรือ?”

ทันใดนั้น เมื่ออีม่าน (ความศรัทธา) ของเธอตื่นขึ้น เธอจึงระลึกถึงวันเก่าๆ วันที่เธอยังเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ และปราศจากซึ่งความผิดบาปทั้งหลาย

จากนั้นเธอเริ่มร้องไห้เสียงดัง และนั่งลงกับพื้น และเธอเริ่มเล่าเรื่องราวของเธอให้ท่านฟัง

ท่านเห็นความเศร้าโศกเสียใจจากการบอกเล่าของเธอ และท่านรู้สึกได้ถึงความจริงใจของการสำนึกผิดของเธอ ท่านรับรู้ได้ถึงความบริสุทธิ์ใจต่อสิ่งที่เธอกำลังบอกกล่าว ดังนั้นท่านจึงบอกแก่เธอว่า

“ลูกสาวของฉัน จงฟังสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าแห่งการสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายของเจ้าตรัสไว้ว่า “โอ้ บ่าวของข้า บรรดาผู้ที่ละเมิดต่อตัวของพวกเขาเธอง (ด้วยการกระทำบาป) จงอย่าสิ้นหวังต่อพระเมตตาของอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺทรงอภัยโทษต่อความผิดบาปทั้งมวล” (อัลกุรอาน 39:53)

ทุกๆ ความผิดบาป ลูกสาวของฉัน พระองค์ทรงอภัยต่อความผิดบาปทั้งมวล

ประตูแห่งการสำนึกผิดนั้นเปิดไว้สำหรับบรรดาผู้กระทำบาป และมันก็ยังเปิดกว้างเพื่อรอรับทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่าความผิดบาปนั้นมันจะหนักเพียงใดก็ตาม แม้แต่การสำนึกผิดของบรรดากุฟร์

ดังนั้นผู้ใดก็ตามที่ปฏิเสธต่อพระผู้ทรงอานุภาพ หลังจากที่เขาได้เป็นผู้ศรัทธา หากแต่เขาได้ทำการสำนึกผิดก่อนชั่วโมงแห่งความตายของเขามาถึง และเขาจริงใจต่อการสำนึกผิดของเขา และเริ่มต้นอิสลามของเขาใหม่ อัลลอฮฺจะทรงตอบรับจากเขา

ลูกสาวเอ๋ย อัลลอฮฺนั้นทรงกรุณาปรานีต่อมวลมนุษย์ทั้งหลาย เธอเคยได้ยินหรือไม่ว่า มี “คนที่มีความกรุณาปรานีคนใดบ้างที่ปิดประตูใส่หน้าบรรดาผู้ที่มาขอความช่วย เหลือจากเขา”?

จงลุกขึ้นและไปทำความสะอาด และปกปิดตัวของเธอเสีย จงไปทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำและด้วยหัวใจที่สำนึกผิดและเสียใจเถิด จงเข้าหาพระเจ้าของเธอ และฉันจะรอเธอ (เพื่อละหมาดที่นี่)

แต่อย่าช้านะ เราจะได้ไม่พลาดละหมาดมัฆริบ”

เธอทำตามที่ชัยคฺบอก และกลับมายังท่านพร้อมกับชุดใหม่และหัวใจใหม่ เธอยืนอยู่ข้างหลังท่านและละหมาดพร้อมกับท่าน

เธอรู้สึกและรับรู้ถึงรสชาติความหอมหวานแห่งการละหมาดนั้น และรู้สึกว่าการละหมาดครั้งนี้ได้ชำระล้างหัวใจเธอให้บริสุทธิ์

เมื่อการละหมาดเสร็จสิ้นลง ชัยคฺอะหมัดจึงบอกแก่เธอว่า “จง มากับฉัน และพยายามตัดความสัมพันธ์ที่เธอมีกับสถานที่แห่งนี้และทุกๆ คนในแห่งนี้เสีย จงพยายามลบล้างช่วงเวลาที่เธอได้ใช้มัน ณ ที่แห่งนี้ออกจากความทรงจำของเธอด้วย


จงวิงวอนขอการอภัยโทษต่ออัลลอฮฺอย่างต่อเนื่องอยู่สม่ำเสมอ และจงเพิ่มพูนความดีงามทั้งหลาย


แท้จริงนั้น บาปของการทำผิดประเวณีนั้นไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับการกุฟร์ และนางฮินด์ (บินติ อุตบะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา) ที่เคยปฏิเสธศรัทธา ผู้ที่ในหัวใจของนางเต็มไปด้วยความเกลียดชังต่อท่านเราะสูลุลลอฮฺ หากแต่หลังจากนั้นเธอได้กลายเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ศรัทธาที่มีคุณธรรม จากนั้น เราต่างเริ่มกล่าวกันว่า แท้จริง อัลลอฮฺนั้นทรงพึงพอพระทัยต่อนาง”

จากนั้นชัยคฺได้พาเธอไปยัง “บ้านพักของบรรดาสตรีผู้ศรัทธา” และท่านได้หาสามีที่ดีให้แก่เธอ อีกทั้งท่านยังขอให้สามีของเธอดูแลเธอเป็นอย่างดีอีกด้วย
ลองพิจารณา ใคร่ครวญต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับสตรีท่านนี้ ว่าเธอเคยเป็นเช่นไร และเธอเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร แท้จริง มันไม่มีอะไรมากไปกว่า “ถ้อยคำที่เรียบง่าย” จากชายแก่คนหนึ่งที่นำเธอไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอจากหน้ามือเป็นหลัง มือ

ดังนั้นหากคุณคิดถึงจำนวนผู้คนที่อยู่ในสภาพเช่นเดียวกับเธอ อดีตโสเภณีท่านนี้ .. บรรดาผู้ที่มีชีวิตจมอยู่ในความโสมม ผู้ที่ "ฝุ่นจากความผิดบาปของเขา" เกาะกุมหัวใจของเขา จนบดบังแสงสว่าง

ความผิดบาปทั้งหลายเหล่านั้น เป็นสาเหตุให้พวกเขามองเห็น "สัจธรรม" ดังเช่น "ความเท็จ" และมองเห็น "ความเท็จ" ดังเช่น "สัจธรรม"

คุณลองตระหนักดูเถิดว่า พวกเขาเหล่านั้นต่างต้องการใครสักคนที่จะดึงมือเขา และช่วยชำระล้างฝุ่นที่เกาะอยู่ที่หัวใจของเขาออกไป มากเพียงใด ...


พวกเขาไม่ได้ต้องการการเยียวยาด้วยการศึกษาที่ซับซ้อน หรือปรัชญาด้านพฤติกรรม หรือทฤษฏีของการปฏิสัมพันธ์หรือการโน้มน้าว และพวกเขาไม่ได้ต้องการถ้อยคำที่ยุ่งยากซับซ้อนใดๆ

สิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นต่างต้องการอย่างแท้จริง คือ

- “ใครสักคน” ที่รู้สึกเห็นใจ สงสารพวกเขาและสภาพที่พวกเขาเป็นอยู่

- “ใครสักคน” ที่เข้าใจสถานการณ์ที่พวกเขาประสบ และให้ข้อชี้แนะต่อพวกเขา

- “ใครสักคน” ที่จะกล่าวถ้อยคำที่จะตราตรึงอยู่ในหัวใจของพวกเขา (ทำให้หัวใจเกิดความซาบซึ้ง) ถ้อยคำที่เขาจะไม่แสวงหาสิ่งอื่นใด เว้นแต่พระพักตร์ของอัลลอฮฺ


หลังจากนั้น "แสงสว่างที่ถูกปกคลุมด้วยบาปอันมากมายเป็นระยะเวลายาวนาน" ย่อมปรากฎขึ้น และจิตวิญญาณของพวกเขาย่อมกลับสู่ฟิตเราะฮฺของมัน และย่อมกลับสู่ความเป็นหนึ่งเดียวของจักรวาลและกลับสู่วิถีชีวิตที่แท้จริง.....
ถอดความ بنت الاٍسلام

0 ความคิดเห็น:

มุสลิมประสานมือศาสนิกอื่นจัดกิจกรรมต่อต้านบาทหลวงโจนส์


สหรัฐอเมริกา – ผู้นำศาสนาต่างๆ และประชาชนที่สนับสนุนความกลมเกลียว จำนวนประมาณ 700 คน ประสานมือ และคล้องแขนกันเป็นเครื่องหมายแสดงความสมานฉันท์ หน้าศูนย์อิสลามแห่งอเมริกา ที่เมืองเดียร์บอร์น เมื่อบ่ายวันพฤหัส (21/04)


ศูนย์อิสลามจัดกิจกรรมเพื่อแสดงการประท้วงบาทหลวงเทอรี่ โจนส์ ซึ่งวางแผนจัดการรณรงค์ต่อต้านอิสลามบ่ายวันศุกร์ นี้ ที่บริเวณหน้าศูนย์ดังกล่าว

ช่วงนี้หลวงพ่อโจนส์ต้องมายังศาลเขตเดีย ร์บอร์น เนื่องจากศาล Wayne County และตำรวจในเดียร์บอร์น เกี่ยงกันจะให้หลวงพ่อโจนส์นำหลักทรัพย์มาวางค้ำประกัน กรณีอาจเกิดความเสียหายจากการรณรงค์ที่โจนส์จะจัดขึ้น

หลังจากการ แสดงพลังของมุสลิม และศาสนิกอื่นจบลง อิหม่ามกัสวีนี่กล่าวว่า รู้สึกขอบคุณที่เพื่อนชาวคริสต์ และศาสนิกอื่นมาร่วมสนับสนุนในกิจกรรมนี้

อิหม่าม และเจ้าหน้าที่ในศูนย์อิสลามยังชักชวนมุสลิมในชุมชนออกมาชุมนุมอย่างสงบใน เวลา บ่าย 4 โมง วันศุกร์นี้เช่นกัน ที่ศูนย์ Dearborn Civic ซึ่งอยู่ห่างจากมัสยิดพอสมควร เพื่อป้องกันการกระทบกระทั่งกับกลุ่มของโจนส์

อาร์คบิช๊อป แอลเลน วิกเนอรอน ได้มาร่วมในกิจกรรมดังกล่าวด้วย รวมทั้งออกแถลงการณ์สนับสนุนกลุ่มมุสลิม

0 ความคิดเห็น:

แก๊งวัยรุ่นหญิงอังกฤษสุดทราม รุมเตะหญิงมุสลิมคลุมฮิญาบ


ข่าวเว็ปไซต์ yourlocalguardian - ตำรวจขอความร่วมมือผู้เห็นเหตุการณ์เข้ามาให้ปากคำ กรณีกลุ่มนักเรียนหญิงทำร้ายสตรีมุสลิมคลุมฮิญาบ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 เมษายน เวลาประมาณ 1-3 ทุ่ม

เหตุเกิดใกล้ Stonecot Hill ซึ่งจะตรงไปยัง London Road ในเขต North Cheam โดยวัยรุ่นหญิง 4 คนแต่งชุดเครื่องแบบนักเรียนเสื้อสีขาว และกระโปรงสีน้ำเงิน เดินตามหญิงมุสลิมคลุมฮิญาบวัย 26 ปี พร้อมกับพูดจาล้อเลียน เยาะเย้ยเกี่ยวกับการแต่งกาย หญิงคนดังกล่าวพยายามจะข้ามถนนเพื่อเลี่ยงให้พ้นวัยรุ่นกลุ่มนี้ แต่หนึ่งในกลุ่มนั้นได้เข้ามาเตะเธอเสียก่อน หลังจากนั้นทั้งหมดก็เข้ามารุม และพยายามจะกระชากผ้าคลุมผมออก และยังเตะเธออีกหลังจากเธอล้มลงบนถนนแล้ว

วัยรุ่นทั้ง 4 วิ่งหนีไปหลังจากมีคนจอดรถลงมาช่วย และนำหญิงคนดังกล่าวไปส่งบ้าน

0 ความคิดเห็น:

ผู้บริหารกูเกิ้ล ฮีโร่ชาวอียิปต์ ติดอันดับ 1 ใน 100 บุคคลทรงอิทธิพลต่อโลก

สำนักข่าวตะวันออกกลาง – นิตยสารไทมส์ ประกาศรายชื่อ 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ประจำปี 2011 ซึ่งคนดังที่เป็นที่รู้จักหลายคนอาทิ จูเลี่ยน แอสเซนจ์ เจ้าของวิกิลีกอันอื้อฉาว (อันดับ 9) นายกรัฐมนตรีแองเจล่า เมอร์เกล แห่งเยอรมัน (อันดับ 8) และนักร้องดาวรุ่ง จัสติน บีเบอร์ ติดอันดับในรายชื่อ ซึ่งมี วาเอล โฆนิม ผู้บริหารเว็ปไซต์กูเกิ้ล วัย 30 ปี ซึ่งเป็นฮีโร่ของชาวอียิปต์ในการลุกฮือขึ้นขับไล่ระบอบมุบารัก ติดอันดับแรก


เจ้าชายวิลเลียม และเคท มิดเดิลตั้น ที่กำลังจะแต่งงานกันในวันที่ 29 เมษายนนี้ ติดโผร่วมกันในอันดับที่ 40 รองนายกรัฐมนตรีสหรัฐ โจ บัยเดน นักรัองเกาหลี “เรน” ประธานธนาคารแห่งยุโรป Jean-Claude Trichet และ ประธานาธิบดีนิโคลาส ซาร์โคซี่ ประธานาธิบดีหญิงแห่งบราซิล ดิลม่า รูฟเซฟ มีชื่ออยู่ในรายชื่อนี้ด้วย

ที่น่าประหลาดใจคือ มิทเชลล์ โอบาม่า สตรีหมายเลขหนึ่ง ติดอันดับที่ 22 ซึ่งดีกว่าของประธานาธิบดีโอบาม่าซึ่งติดอันดับที่ 82

ส่วน เลดี้กาก้าซึ่งปีที่ผ่านมาติดอันดับในฐานะผู้ที่แต่งกายพิสดาร และนักร้อง นักเต้น กลับไม่ติดอันดับใดในปีนี้ และมาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟสบุ๊ก ติดอันดับที่ 6

0 ความคิดเห็น:

10 Cara, Anda Sudah Termasuk Membantu Yahudi-Israel

Banyak orang menilai, membeli produk Amerika dan Yahudi tak berdampak apa-apa. Padahal Yahudi sendiri mengatakan, 54 cara, Anda telah membantunya . Apa saja?

Banyak orang menilai, membeli produk Amerika dan Yahudi, mengibarkan bendera Israel bahkan sekedar memakai kalung “Bintang David” tak ada sangkut-pautnya dengan dukungan terhadap Israel. Kata Siapa?

“Banyak misinformasi di luaran sana. Terutama ketika sebuah insiden terjadi di Israel. Kunjungi situs Kementerian Luar Negeri Israel (www.mfa.gov.il) dan laman web Pertahanan Israel (www.idf.il) guna memperoleh cerita dari sudut pandang Israel,” demikian bunyi poin ke 33 dari “54 Cara Bagaimana Mendukung Israel”.

Ringan dan tidak terlalu berat. Cukup membaca berita dari sudut pandang Israel, Anda sudah dianggap “mendukung zionis”.

Bahkan Anda tidak perlu mengeluarkan wang jutaan ringgit untuk dikirim ke Yerusalem atau Israel, yang jelas lebih kelihatan dianggap menyumbang Zionis.

Tapi tips seperti itulah yang digalakkan kalangan Zionis-Israel untuk mendapatkan simpati dunia, bahwa dirinya ada dipihak yang benar. Sekurang-kurangnya, Anda bersimpati atas tindakannya sudah bentuk dukungan moral.

Banyak orang menilai, membeli produk Amerika dan Yahudi itu tak ada sangkut paut dengan sikap keberpihakan pada Yahudi. Bahkan ketika salah seorang pemain Extravaganza di sebuah stasiun televisyen swasta di Indonesia mengenakan kalung bergambar “Bintang David” yang nota bene adalah lambang dan bendera Israel tak ada sangkut-pautnya dengan dukungan terhadap Zionis-Israel. Kata Siapa?

Bacalah baik-baik beberapa pesan dari media-media Yahudi di bawah ini. July tahun lalu terutama ketika Zionis-Israel banyak mendapat tekanan dunia karena menyerang Libanon bermunculan pesan melalui internet berupa kempeng menggalang opini Yahudi-Israel.

Sederhana. Rata-rata mengajak orang berempati dan bersimpati, syukur-syukur memberikan dukungan wang dana dan investasi ke tanah Israel. Jika wang dan investasi tak punya, cukup kiriman bunga. Jika itu tak boleh pula, dukunglah dengan do'a atau besimpatilah atas banyaknya warga Israel yang meninggal oleh bom bunuh diri.

Beberapa media Yahudi itu boleh Anda klik, di www.ou.org/israel/ dan http://www.ujc.org/ Situs ini memberikan 10 tips bagaimana harus mendukung Yahudi. Ada juga situs www.25waystohelpisrael.com, yang memberikan 25 tips bagaimana seharusnya Anda bisa membantu Yahudi. Yang paling banyak adalah situs http://www.aish.com/ Karena tidak tanggung-tanggung, mengeluarkan petunjuk "54 Ways You Can Help Israel" [54 cara Anda bisa mendukung Israel]. Namun umumnya, semua tips itu banyak kesamaan.

Lantas apa saja yang dianggap mendukung kaum Zionis itu? Diantaranya; membeli produk Yahudi, untuk rasa mendukung Yahudi atau Israel, melakukan perjalanan ke Israel, menulis surat dukungan terhadap berdirinya Negara Israel Raya baik ke pihak terkait (termasuk ke Gedung Putih) dan mengibarkan bendera atau simbol-simbol Israel (Yahudi). Sekurang-kurangnya bersimpati denganya.

Di bawah ini adalah 10 cara, yang kemungkinan sering kita lakukan secara tidak terasa.

1. Membeli produk serta jasa AS/Israel

Bagi Yahudi & Israel, peran ini sangat vital. Laman web Yahudi, http://www.aish.com/ menulis, dengan penderitaan ekonomi yang Kami (Israel) alami, membeli produk Yahudi sama halnya meningkatkan ekspor Israel.

2. Berkunjung ke Israel

"Kunjungi Israel untuk berlibur, sekolah, atau menjumpai keluarga. Dorong organisasi-organisasi lokal Anda untuk mensponsori kunjungan ini, dalam bentuk study tour, religious tour, Bar/Bat Mitzvah tour boleh untuk 3-10 hari. Habiskan sebanyak mungkin wang anda untuk membantu ekonomi Israel. “Hotel, toko, restoran di Israel kekurangan turis, “ demikian tulis media Yahudi.

”Mengunjungi Israel akan menunjukkan kepada orang-orang Israel bahawa Anda peduli, dan akan membuat perbezaan yang hebat. Buatlah motto; "Turisme melawan Terorisme!" tambahnya.

3. Mengibarkan bendera atau lambang Israel

Bagi Israel, dukungan tak mesti wang atau dana. Cukup mengibarkan bendera atau simbol-simbol Yahudi lain, Anda sudah ikut memberikan harapan dan support.

Banyak orang tak menyangka, sekedar memakai kalung "Bintang David" saja adalah sebuah dukungan. "Kibarkan bendera Israel di depan rumah Anda, gereja dll. Biarkan semua orang tahu bahawa Anda bangga terhadap Israel. Pasang sebuah stiker bertuliskan "Saya Mendukung Israel" di belakang kenderaan. Pakailah pin gambar bendera kombinasi Amerika/Israel. Jika Anda tidak dapat menemukan bendera Israel, buatlah sendiri, atau suruh anak-anak kecil menggambarnya, lalu pasang di jendela atau office, “ demikian dikutip dari http://www.aish.com/

4. Meyakini Holocaust

Holocaust adalah istilah yang sering dikutip kalangan Yahudi tentang adanya pembantaian massa puluhan juta penganutnya oleh Nazi di kamp Treblinka II di Polandia. Namun penelitian membuktikan tak ada pembantaian kaum Yahudi di bilik gas. Istilah itu dimunculkan guna mencari simpati dunia. Jika yakin, Anda telah mendukungnya

"Belajarlah tentang holocaust untuk membantu kita mengerti dalamnya anti-Yahudi (anti-Semit) dan akar penyebabnya. Bungkamlah seluruh bahasa anti-Semit dimanapun Anda berada. Bersiaplah melawan kebencian mereka, apapun konsekuensinya, " tulis media Yahudi.

5. Tidak Berpihak pada Palestina

Meski di pihak terdzalimi dan dijajah, media Barat (bahkan pers Indonesia) kerap memposisikan Palestina sebagai kelompok radikal. Sebaliknya, Israel (meski penjajah) di pihak yang benar (dalam posisi menumpas terorisme). Jika Anda yakini itu, Anda telah membantu Yahudi.

6. Bersimpati pada Israel

Cukup bersimpati saja, sudah dukungan. Kata kaum Yahudi, "Banyak misinformasi di luar sana. Ketika sebuah insiden terjadi di Israel, kunjungi situs Kementerian Luar Negeri Israel www.mfa.gov.il dan Kekuatan Pertahanan Israel www.idf.il/english/news/main.stm guna memperoleh cerita dari sudut pandang Israel."

7. Belajar bahasa Yahudi &

8. Mempelajari Taurat (Tora)

Untuk point 7 & 8, jika dimaksudkan untuk semakin mendakatkan hati Anda dengan bangsa Yahudi dan Israel.

9. Berinvestasi ke Israel

10. Mendukung berdirinya Negara Israel

Apapun alasanya, mengakui berdirinya Negeri Israel sama halnya membenarkan Zionisme-Israel atas tindakannya menjajah dan menyerobot tanah sah rakyat Palestina. Nah, apakah Anda termasuk diantara 10 hal yang telah disebutkan?

0 ความคิดเห็น:

การอดทนต่อการทดสอบ


โดย อ.อับดุลฮะมีด บรอฮิมี

จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ศรัทธาจะต้องอดทนต่อการทดสอบ ถึงแม้การทดสอบนั้นจะร้อนแรงเพียงใดก็ตาม เพราะแท้จริง ภายหลังจากความยากลำบาก ย่อมมีความสะดวกง่ายดายอย่างแน่นอน และโทษทันธ์ในโลกดุนยานี้ มันช่างเล็กน้อยเหลือเกิน เมื่อเทียบกับการลงโทษในอาคิเราะฮ์

ท่านอานัส รายงานว่า

"แท้จริง ท่านนะบีมุฮัมมัด ได้เข้าไปเยี่ยมเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังจะตาย

ท่านถามว่า : ท่านเผชิญกับความตายอย่างไร ?

เขาตอบว่า : ฉันหวังความเมตตาจากอัลลอฮ์ และฉันก็หวาดหวั่นต่อความผิดของฉัน

ท่านเราะซูล ได้ปลอบเขาว่า : และความกลัวนั้น มันจะไม่รวมอยู่ในหัวใจของบ่าวในสถานการณ์เช่นนี้ นอกจากพระองค์ อัลลอฮ์ ประทานสิ่งที่เขามุ่งหวัง และให้เขาได้พ้นจากสิ่งที่เขาหวาดหวั่น"

ดังนั้น ท่านอย่าได้ทำให้การงานนั้นเสียไป ทั้งที่ท่านถูกต้องตามหลักฐานของฮะดิษนี้ ซึ่งบางครั้งความตายอาจมาถึงโดยไม่คาดคิด แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ผู้ศรัทธานั้นย่อมอดทน และพอใจกับสิ่งที่อัลลอฮ์ ได้ทรงกำหนดไว้ ซึ่งหากเขายังมีชีวิตอยู่เขาจะได้รับผลบุญ และหากเขาต้องตายเขาจะกลับสู่ความเมตตาของอัลลอฮ์

ท่านเราะซูล กล่าวว่า

"ของขวัญอันล้ำค่าของผู้ศรัทธาคือ ความตาย"

(บันทึกโดย อัฏฏอบรอนีย์)

ภัยพิบัติของกลุ่มชนหนึ่ง เป็นผลดีต่อชนอีกกลุ่ม

มีผู้กล่าวสนับสนุนเรื่องนี้ว่า แท้จริงพระองค์อัลลอฮ์ นั้น จะไม่ทรงสร้างสิ่งใดขึ้นมา นอกจากจะแฝงด้วยวามเมตตา บางครั้งความเมตตาอาจเกิดกับบรรดาผู้ถูกทดสอบ หรือแก่คนที่ไม่ถูกทดสอบ แม้แต่การลงโทษอันเจ็บปวด ทรมานต่อพวกผู้ปฏิเสธในนรกญะฮันนัม ก็เป็นความเมตตา และเป็นความเมตตาที่ได้แก่บ่าวผู้ศรัทธา เพราะฉะนั้น ภัยพิบัติของชนกลุ่มหนึ่ง จึงเป็นผลดีของชนอีกกลุ่มหนึ่ง หากพระองค์อัลลอฮ์ มิทรงสร้างการลงโทษอันเจ็บปวด แน่นอน ผู้ที่ได้รับความสุขทั้งหลาย ย่อมไม่รู้คุณค่าของความสุขที่พระองค์อัลลอฮ์ ทรงโปรดปรานแก่พวกเขาว่าเป็นอย่างไร แล้วความสุขมากมายก็จะไม่เป็นที่รับรู้ และในที่นี้พระองค์อัลลอฮ์ ทรงสร้างสิ่งตรงข้ามมากมาย เพื่อเป็นข้อบ่งชี้ของการได้รู้จักความสุข

หากไม่มีกลางคืน ย่อมไม่รู้คุณค่าของการมีกลางวัน

หากไม่มีความเจ็บไข้ โรคภัย ย่อมไม่รู้ถึงการมีสุขภาพดี

และเช่นเดียวกันกับการให้รู้จักกับความยากจน ขัดสน ท้องฟ้า และสรวงสวรรค์ ทุกสิ่งย่อมมีสิ่งตรงข้ามกันเสมอ ซึ่งชาวสวรรค์จะภาคภูมิใจ ดีใจมากขึ้น เมื่อเขาคิดถึงความเจ็บปวดทรมานของชาวนรก ยิ่งไปกว่านั้น ความสุขของชาวสวรรค์ ชาวนรกจะได้เห็นว่าชาวสวรรค์ไม่มีความทุกข์ทรมาน การลงโทษอันใดเลย

เป็นที่รู้ดีว่า การทดสอบทั้งหลายที่ประสบกับบ่าวนั้น จะต้องป้องกันผลักดันมันให้ได้ บ่าวไม่ได้ถูกให้อดทนต่อมันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังถูกใช้ให้ต้องขจัดมันออกไปด้วย

ท่านนะบี กล่าวว่า

"ไม่สมควรอย่างยิ่งสำหรับผู้ศรัทธา ที่จะยอมลดตัวของเขานั้น ต้องแบกรับสิ่งที่เกินความสามารถ"

และแน่นอนความอดทนอันน่าชื่นชมเพี่ยงอย่างเดียว ไม่ใช่วิธีที่จะขจัดความเจ็บปวดของการทดสอบได้ และความสุขนั้นบางที่ก็เป็นบททดสอบแก่ผู้ที่มีความสุข ดังนั้นคนเราจึงถูกทดสอบทั้งสุข และทุกข์ และกี่มากน้อยแล้วที่การทดสอบ คือ ความสุขที่เกิดขึ้นกับผู้ทดสอบ และบางทีความขัดสนการเจ็บไข้ได้ป่วยก็เป็นสิ่งที่ดีแก่บ่าว ซึ่งหากเขาสุขภาพดี มีทรัพย์มากมายก็กลายเป็นคนที่ฝ่าฝืน และไม่สำนึกในความเมตตาก็เป็นได้

พระองค์อัลลอฮ์ ทรงตรัสว่า

"หากพระองค์ ทรงหยิบยื่นริสกี ให้แก่บ่าวของพระองค์อย่างง่ายดาย

พวกเขาย่อมละเมิดขอบเขต ของพระองค์ในแผ่นดินนี้อย่างแนอน"

(อัชชูรอ / 24)

ความเมตตาทั้งหมด นอกจากความศรัทธา และจรรยาอันดีงาม ล้วนแต่เป็นบททดสอบที่มนุษย์จะต้องถูกทดสอบทั้งสิ้น และบรรดาที่ตรงข้ามกับความเมตตา ก็ถือเป็นความเมตตาที่พวกเขาได้ถูกทดสอบ แน่นอการรู้นั้น ถือเป็นการเตรียมพร้อม และความเมตตา แต่บางครั้งการรู้นั้นก็เป็นการทดสอบเช่นกัน และการไม่ต้องรู้ก็ถือเป็นความเมตตา เช่น อายุของบ่าวที่ถูกกำหนดไว้ หรือการที่บ่าวไม่รู้ความคิดที่ซ่อนเร้นอยู่ในใจของผู้คน ที่มีต่อเขา ซึ่งหากความลับนี้ถูกเปิดเผยต่อเขา แน่นอนเขาย่อมกังวล หวาดหวั่นอยู่กับมัน

และกี่มากน้อยแล้วที่ความเมตตาที่บ่าวพยายามจะรักษามันไว้ กลับกลายเป็นความหายนะสู่ตนเอง ความเจ็บปวดและโรคภัยทั้งหลาย เป็นสิ่งที่มาเยียวยาจิตวิญญาณและร่างกาย และมาเติมความสมบูรณ์ให้แก่มนุษย์ ดังนั้นผู้ทรงให้มีโรคภัยที่ให้ความเจ็บป่วยนั้น มิใช่อื่นใด นอกจากเพื่อเยียวยาเขานั่นเอง และที่ได้ทดสอบเขาก็เพื่อให้เขาได้เข้มแข็ง และให้เขาต้องตายเพื่อจะได้ฟื้นคืนชีพ

แน่นอนพระองค์ทรงปิดกั้นความสุขส่วนใหญ่ ด้วยสิ่งที่เป็นที่รังเกียจนานาชนิด และทรงทำให้มันเป็นสะพานเชื่อมโยงสู่ความสุข ด้วยเหตุนี้ ผู้มีปัญหามักกล่าวว่า แท้จริงความสุขนั้น เกิดขึ้นได้ด้วยความทุกข์ ความสะดวกสบายเกิดขึ้นได้จากความยากลำบาก ดังนั้น ความเจ็บปวดต่างๆ และความทุกข์ยากนี้นับเป็นความเมตตาอันยิ่งใหญ่ ซึ่งความทุกข์ก็คือสาเหตุของความเมตตานั่นเอง เช่น ฝน และ หิมะ ที่ตกลงมา และลมที่พัดมา กับสิ่งที่มากับลม และจากความเจ็บปวดเดือดร้อนต่างๆ และผลประโยชน์มากมายที่มาพร้อมกัน

และเช่นกันหากสตรีมองแค่เพียงความเจ็บปวดของการอุ้มครรภ์และการคลอดบุตร แน่นอนนางคงไม่ต้องการแต่งงาน แต่ในความเจ็บปวดทุกข์ยากนี้ยังมีความสุขของการเป็นแม่ และการให้กำเนิดที่มากกว่าความเจ็บปวดทุกข์ยากหลายเท่านัก ยิ่งไปกว่านี้จะเห็นว่า สตรีที่มีลูกไม่ได้ต้องไปหาแพทย์ เพื่อทำให้สามารถมีลูกได้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งเลวร้ายอันใด ไม่เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจที่พระองค์ทรงห้าม

บางอย่างความเสื่อมเสียได้ปรากฏชัดเจนกว่าสิ่งดี เช่น พระองค์ ทรงตรัสถึง "สุรา" ว่า โทษของมันนั้น ใหญ่กว่าประโยชน์ของมัน หากบ่าวได้มองเห็นว่า ผลร้าย และความเสื่อมเสียที่เกิดขึ้น จากสุรานั้นมีมากมายเพียงใด เขาย่อมจะไม่เอามันมาดื่มกินอย่างแน่นอน

0 ความคิดเห็น: