มิวสิควีดีโอจับสาวสวยคลุมหิญาบ (แต่งกายมุสลิม) มาเต้นสายสะโพกยั่วน้ำลาย เพลงบ่าวริมแดง - ไอซ์ อาร์สยาม

สืบเนื่องจากมีสมาชิกในเว็บบอร์ดมุสลิมไทย ได้เห็นมิวสิควีดีโอแล้วรู้สึกหดหู่รันทดใจ กับภาพที่ปรากฏในมิวสิควีดีโอดังกล่าว
ค่ายเพลงทำมิวสิควีดีโอ

โดยให้แดนซ์เซอร์แต่งกายคลุมหิญาบแล้วเต้นแบบเดียวกับนักร้อง หาความเหมาะสมไมได้เลย ทำแบบนี้เป็นการดูถูกอิสลามมาก เพราะมุสลิมนอกจากจะแต่งกายปกคลุมร่างให้เรียบร้อยแล้วยังต้องมีกริยาที่ สำรวมด้วย ไม่ใช่มาเต้นเป็นแดนเซอร์ออกทีวีแบบนี้ ในเพลง บ่าวริมแดง ของ ไอซ์ อาร์สยาม

ยีนส์ริมแดง

ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบภาพที่ปรากฏในมิวสิควีดีโอดังกล่าว ปรากฏว่า มีหญิงสาว หลายคนได้แต่งกายบ่งชี้ถึงเอกลักษณ์การแต่งตัวแบบมุสลิม หรือมีผ้าคลุมหัว (หิญาบ) ออกมาเต้นในลักษณะเดียวกับนักร้อง ซึ่งเป็นการเต้นที่ส่อไปในทางยั่วยุเพศตรงข้าม หรือเต้นสายสะโพก

ทั้งนี้นักร้องหรือแดนซ์เซอร์แต่งกายใส่เสื้อรัดรูป กางเกงขาสั้น โชว์สัดสวน ซึ่งก็เป็นสิทธิของแต่ละคน ทั้งนี้เจ้าของเพลงหรือผู้ผลิตมิวสิควีดีโอดังกล่าวนี้ ไม่ควรนำสตรีซึ่งคลุมหิญาบมาร่วมในการเป็นแดนเซอร์ด้วย ถึงแม้ว่าเธอพวกนั้นจะเป็นมุสลิมหรือไม่ก็ตาม

สาวมุสลิม
มุสลิม

การให้มีหญิงสาวร่วมเต้น โดยแต่งกายในรูปแบบมุสลิม เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เป็นการบ่อนทำลายอัตลักษณ์ของหญิงสาวมุสลิม ที่ต้องสำรวม และไม่ควรแสดงพฤติกรรมยั่วยุทางเพศ

ดังนั้น ของให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าองค์กรต่างๆหรือแม้แต่คณะกรรมการกลางฯ ควรกระทำการใดๆ สักอย่างเพื่อหยุดหยั่งไม่ให้มิวสิควีดีโอดังกล่าวนี้ เผยแผ่สู่สาธารณะชน หรือให้เยาวชนมุสลิมดูเป็นอันขาด

เพราะเหตุว่าหากเยาวชนได้ดูมิวสิคดังกล่าวจะนำพาไปสู่แบบอย่างที่ไม่ดี ผิดทั้งศีลธรรม หรืออาจจะส่งผลให้หลงผิด คิดไปว่าอิสลามอนุญาตให้เต้นยั่วยุทางเพศได้นั้นเอง อีกอย่างจะทำให้ต่างศาสนิกดูถูกดูแคลนหญิงสาวมุสลิม ต่อพฤติกรรมแบบนี้

ขอประณามการบ่อนทำลายอิสลาม (ทั้งทางตรงและทางอ้อม) ของเพลงบ่าวริมแดง และขอให้หยุดเผยแผ่,ผลิตสื่อดังกล่าวนี้โดยเด็ดขาด –

0 ความคิดเห็น:

อัลกุรอาน โดนให้ร้ายโดยบิช๊อปในอียิปต์ก่อเหตุร้าวฉาน

ไคโร – สำนักข่าว AFP ว่า Bishop Bishoy เลขานุการโบสถ์คริสต์คอปติคส์ Holy Synod ได้ทำให้เกิดความโกรธเคืองในหมู่มุสลิมอียิปต์ เมื่อเขาพูดว่า บางโองการในพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน ถูกเพิ่มเติมเข้าไปใหม่ในภายหลัง

บิชอป บิชอย กล่าวถ้อยคำดังกล่าวในการพบปะกับทูตอียิปต์ประจำไซปรัสเมื่อเร็วๆนี้ โดยสื่อได้นำรายละเอียดมาเปิดเผยว่า บิชอยแสดงความเห็นว่า โองการอัล-กุรอานที่ขัดแย้งกับศรัทธาของศาสนาคริสต์ ถูกแต่งเติมเข้าไปโดย คอลิฟะฮฺ อุสมาน อิบนฺ อัฟฟาน

คริสต์
บิชอป บิชอย
Bishop Bishoy เลขานุการโบสถ์คริสต์คอปติคส์ Holy Synod

ซึ่งทำให้เกิดความโกรธเคืองในระดับผู้นำมุสลิม และชาวคริสต์ เนื่องจากอาจจะทำให้เกิดความตึงเครียดในหมู่ชนทั้ง 2 ศาสนา

ต่อมาเมื่อวันพุธ (22/09) บิชอยได้กล่าวกลบเกลื่อนว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด โดยเขาได้ไปบรรยายที่ Fayoum ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงไคโร และอธิบายถึงเรื่องนี้ว่า เขาไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ หรือให้ร้ายอัล-กุรอาน เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตในโองการที่ขัดแย้งกับศาสนาคริสต์ และไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงมีผู้แปรเจตนาของเขาไปเป็นเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวในอัล-อัซฮัรได้เปิดเผยว่า ชี้คอะฮฺมัด อัล-ตอยยิบ ประธานอัซฮัรคนปัจจุบันได้เตรียมเอาเรื่องบิชอยในกรณีนี้แล้ว และแสดงความโกรธเคืองอย่างมาก เนื่องจากว่าผู้นำศาสนาไม่สมควรจะพูดจาให้แตกสามัคคีในชาติ

Salem Abdul Geleel รองรัฐมนตรีกระทรวงศาสนาและการกุศล ได้แสดงความเห็นว่า ศาสนิกอื่นไม่ควรล้ำเส้นมาวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความศรัทธาของมุสลิม ในทำนองเดียวกับที่มุสลิมก็ไม่วิพากษ์วิจารณ์ความศรัทธาของศาสนิกอื่นเช่นกัน.....-satu-indah.blogspot.com

0 ความคิดเห็น:

นานเท่าไหร่???(เป็นเรืองราวของเด้กผูัหญิงทีไปเรียนนอกบ้านและแล้ว.....?)

ความเข้มแข็งของ ฉันลดน้อยลงเมื่อมองภาพตรงหน้ากับความรู้สึกสังเวชขึ้นในจิต ร่างกายที่นอนเหยียดยาวบนเก้าอี้ยาวอย่างคนสิ้นแรงกับจังหวะลมหายใจยาวๆ บนใบหน้าที่ถูกครอบคลุมด้วยเงาอันบ่งบอกถึงความรู้สึกบางอย่างที่กำลังประสบ อยู่จนปรากฏเป็นความหมองคล้ำคล้ายหน้าของคนที่กรำแดดกรำฝนมานาน

สองตาคู่นั้นที่แห้งผากให้ความรู้สึกอย่างคนสิ้นหวังท้อแท้ความยุ่งยากและ สับสนฉายออกมาผ่านแววตาที่ใครพบเห็นย่อมเข้าใจได้ทันทีว่ามันคือแววตาของ ความทุกข์

ใช่แล้ว เธอกำลังถูกความทุกข์เข้าครอบงำจิตใจ

นานเท่าไหร่แล้วที่เธอเวียนว่ายจมอยู่กับสถานะนี้เหมือนมันเป็นเครื่อง พันธนาการตัวเธอให้ไม่มีวันได้ปลดแอกจากตรงนี้ได้ ความคิดของเธอตอนนี้คงสับสนกับหลายสิ่งหลายสิ่ง ไม่มีทางออกแม้แต่หลืบเดียวให้เธอได้หลุดพ้นจาความทุกข์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ ได้ ผลพวงจากการตัดสินใจอย่างชั่ววูบเพียงครั้ง มันกลายเป็นลูกโซ่ที่ร้อยเรียงชีวิตเธอให้ประสบแต่ความผิดพลาดอย่างต่อ เนื่อง

ย้อนอดีตไปเมื่อหลายปีก่อน เธอเป็นนักศึกษาสถาบันแห่งหนึ่ง ท่ามกลางสังคมรอบข้างที่เป็นกาฟีร ความหันห่างจากการรำลึกถึงอัลลอฮฺ เกราะป้องกันที่ครอบครัวเธอได้พร่ำสอนอยู่เสมอมาป่านนี้มันได้หายไปจากจิต ใต้สำนึกของเธอเสียแล้ว

"มาอยู่ข้างนอกแล้ว ต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้นน่ะ ละหมาดอ่านกรุอ่าน ขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺให้มากๆ อยู่ไกลป๊ะม๊ะ แต่ไม่ไกลจากอัลลอฮฺนะลูก" เป็นคำสั่งเสียในวันที่พ่อแม่เธอพามาส่งที่หอพัก

เธอรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยที่ตั้งแต่จากนี้ไปเธอต้องออกมาใช้ชีวิตนอก บ้าน ห่างไกลจากครอบครัว เธอมาที่นี่ตามหน้าที่ของผู้เป็นลูกที่ต้องเรียนเพื่อให้ได้ซึ่งวุฒิบัตรอัน เป็นความภาคภูมิใจของผู้เป็นพ่อแม่ที่ให้ความหวังในตัวลูกสาวสุดที่รักว่า สักวันหนึ่งจะนำความสำเร็จมาอวดเขาได้ และเธอเองก็ตั้งใจอย่างเต็มที่กับหน้าที่นี้

ด้วยความที่เธอเป็นคนใฝ่เรียนมาตลอด ผลการเรียนอยู่ในระดับที่ 1 ของห้อง ดีกรีความเป็นนักเรียนทุนเรียนดีตลอดช่วงการเรียนที่ผ่านมา ทำให้เธอได้รับความไว้วางใจจากครอบครัวเป็นอย่างมาก

การเรียนที่ใหม่ในช่วงแรกเป็นไปด้วยการแข่งขัน เธอไม่เคยเบื่อหน่ายกับมันเลย สองปีผ่านไปเธอยังคงรักษาตำแหน่งได้อย่างไม่ตกอันดับ ทุกคนในครอบครัวภาคภูมิใจในตัวเธอมากและหวังในความสำเร็จของเธอที่จะนำมัน กลับมาให้ เข้าสู่ปีที่สามความหวังและการรอคอยของพ่อแม่ยังคงดำเนินไปเหมือนเดิม เหลือเพียงอีกปีกว่าๆ ลูกสาวของเขาจะกลับมาพร้อมรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ น้ำตาแห่งความตื้นตันจะช่วยชำระล้างความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานเพื่อหาเงิน ส่งให้เรียนตลอดสี่ปีให้หมดสิ้นไป

การศึกษาประจำปีที่ 3 ดำเนินไปจนเข้าสู่ช่วงสอบมิดเทอม อีกสองเดือนจะเข้าสู่การสอบปลายภาคและเมื่อเสร็จสิ้นการสอบเธอจะกลับไป เยี่ยมบ้านตามปกติ แต่ครั้งนี้เธอได้สร้างความประหลาดใจให้กับทางบ้านเมื่อเธอกลับมาในช่วงที่ ไม่ใช่เวลาปกติที่เธอจะกลับได้ และที่สำคัญเธอไม่ได้มาคนเดียว คนที่ยืนเคียงข้างเธอตอนนี้เป็นผู้ชายหน้าตาไม่คุ้นและพ่อแม่เธอก็ไม่อาจเดา ได้ว่าเขาเป็นใคร

“นี่แฟนหนูค่ะ”

ความรู้สึกสับสนมึนงง และเหมือนมีฟ้าผ่าลงมากลางใจผู้เป็นพ่อเป็นแม่หลังจากได้ทราบเรื่องราวความ เป็นไปของลูกสาวผู้ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาทั้งสองได้ให้ความไว้วางใจจนแทบ ไม่เหลือไม่ช่องวางให้ทำใจยอมรับกับความผิดหวังว่ามันจะเกิดขึ้นได้อย่างไม่ คาดคิด

ลูกสาวของเขาเดินทางไปเรียนไกลบ้านด้วยความมุ่งมั่นว่าจะคว้าปริญญามาให้ เขาทั้งสอง ลูกสาวผู้ที่ไม่เคยสร้างความลำบากใจให้แก่เขาเลยตลอดเวลา 18 ปีที่อยู่ในสายตาพวกเขา ความภาคภูมิใจที่ผ่านมานั้นได้สร้างความไว้วางใจให้เขาทั้งสองชนิดที่ไม่มี ความระแวงสงสัยให้บังเกิดขึ้นในใจเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว

ลูกสาวของเขาผู้ซึ่งมุ่งแต่การเรียนไม่เคยมีทีท่าว่าจะสนใจเรื่องอื่นนอก เหนือจากนี้ เขาทั้งสองเชื่อว่าความรักความเข้าใจและความทุ่มเทของเขานั้นเพียงพอแล้วต่อ การที่จะควบคุมพฤติกรรมของผู้เป็นลูกได้ พวกเขาเชื่อมั่นในคำสั่งสอนและการปลูกฝังวิชาการศาสนาทั้งจากเขาเองและจาก โรงเรียนศาสนาว่านั้นจะไม่ทำให้ลูกสาวของเขาหันเหออกไปสู่การกระทำที่เป็น การฝ่าฝืนบทบัญญัติของศาสนาได้

สามปีแห่งการรอคอยและวันนี้มันก็ได้สิ้นสุดลงแล้ว คำมั่นสัญญากับปริญญาบัตรกลายสภาพเป็นปริญญาบุตรคือสิ่งที่เขาได้รับวันนี้ อะไรคือสิ่งที่ทำให้มันพลิกผันได้ขนาดนี้ อัลลอฮฺทรงรู้ดี

การจำใจรับสมาชิกใหม่ในบ้านและพิธีการนิกะห์ให้ลูกสาวกับชายคนหนึ่งที่ เพิ่งหัดกล่าวคำว่า “อัชฮาอุอันลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วะอัชฮาดุอันนามุฮัมมาดัรรอซูลลุลลอฮฺ” ทุกอย่างคือความประสงค์ของอัลลอฮฺพวกเขายอมรับกับสิ่งนี้ และหน้าที่ต่อไปคือการปลูกฝังความเป็นมุสลิมให้กับสามีของลูกสาว

ร่างกายที่นอนเหยียดยาวบนเก้าอี้ยาวอย่างคนสิ้นแรงกับจังหวะลมหายใจยาวๆ ยังคงอยู่ในอิริยาบถเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไปจากก่อนหน้า สายตาที่มองผ่านประตูเผชิญกับแสงแห่งความร้อนในเดือนเมษาคู่นั้นฉายแววความ ท้อแท้สิ้นหวังกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ เธอยังคงค้นหาคำตอบความเป็นไปของโลกนี้ ด้วยความมืดมัวทางความคิด เปรียบตัวเธอได้กับบ้านที่ขาดเสาไว้เป็นหลักยึด

สิบกว่าปีมาแล้วกับสภาพของผู้ที่ลืมอัลลอฮฺ 10 กว่าปีกับการห่างในเรื่องของอามั้ลอิบาดะห์ ศาสนกิจประจำวันที่เธอได้เคยปฏิบัติอย่างไม่ขาดตกบกพร่องขาดหายไปกับการใช้ ชีวิตนอกบ้านที่ห่างไกลจากผู้ปกครอง ความศรัทธาของเธอเป็นเพียงวัฒนธรรมประเพณีที่ใคร่จะทำหรือไม่ทำนั้น ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกผิดบาปบังเกิดขึ้นในใจเลยแม้แต่น้อย

“มีอะไรถึงมายืนจ้องหน้า” เธอหันมากล่าวเสียงแข็งเมื่อรู้ว่ามีฉันเดินเข้ามา

“มานานแล้วเหรอ”ฉันถามไปอย่างอ่อนใจเมื่อเห็นแววตาคู่นั้นที่ยังคงสภาพ เดิม เธอไม่ตอบอะไรเพียงแต่ยิ่งปรากฏชัดความรู้สึกสับสนบนใบหน้ามากขึ้นทุกที

สภาพการณ์อย่างที่เคยเป็นและจะยังคงเป็นอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งฉันและพ่อแม่ได้รับรู้มันจนชาชิน คราใดที่เธอกับสามีทะเลาะกัน นั่นหมายความว่าในบ้านนี้จะแวดล้อมด้วยสมาชิกที่เพิ่มขึ้นจากเสียงหัวเราะ ร้องไห้และเล่นเจี๊ยวจ๊าวของเด็กๆ ที่เธอหนีปัญหาที่เกิดขึ้นกับสามีด้วยการหอบผ้าและลูกๆ กลับมายังบ้านนี้

ความรู้สึกเห็นใจและโอนอ่อนผ่อนตามเกิดขึ้นกับพวกเรา หลังจากคำพร่ำพรรณนาถึงพฤติกรรมแย่ๆ ไหลพรั่งพรูออกมาจากปากเธอ สุภาษิต เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ เป็นจริงอย่างโบราณว่าไว้ พวกเราไม่เคยระแวงสงสัยหรือตำหนิตัวเธอเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว ตรงข้ามกลับยอมรับและสงสารในชะตากรรมที่เธอได้รับอันเกิดจากการกระทำอัน บัดซบจากผู้ชายที่ครั้งนึงเธอเคยดื้อดึงและดึงดันต้องการได้มาเป็นสามี แม้ว่าจะไม่เห็นด้วยจากหลายฝ่ายและแม้แต่น้ำตาของบุพการีที่ยับยั้งห้ามปราม ในครั้งนั้น กลับกลายเป็นแค่คำพูดลอยลมอย่างที่เธอไม่ใส่ใจจะรับฟัง

“จะไปว่าเขาไม่ได้ ในเมื่อตัวเราเองก็ไม่ละหมาด ไม่เคยอ่านอัลกุรอานให้เขาเห็น อย่างนี้จะให้เขาเข้าใจอิสลามได้ยังไง ในเมื่อคนใกล้ตัวเขาเองก็อยู่สภาพไม่ต่างกัน”

ฉันจำได้ว่าแม่พูดประโยคนี้มาตลอดทุกครั้งที่เกิดปัญหาขึ้นระหว่างลูกสาว กับสามี และหลายๆคำแนะนำตักเตือนที่ออกมานั้นมิได้ทำให้เธอสะทกสะท้านและสำเหนียกใน ความผิดของตัวเองเลยแม้แต่น้อย ทุก ๆ ครั้งเธอก็ยังกล่าวโทษสามีและแม้กระทั่งพาลมาถึงพ่อแม่ในเชิงที่ว่าทุกคนทอด ทิ้งไม่ให้การเหลียวแลปล่อยให้เธอเผชิญกับชะตากรรมแต่เพียงลำพัง

“ลูกๆ ทั้งสอง พวกเราก็ช่วยเลี้ยงมาตลอด เพราะไม่อยากให้เด็กมันไปอยู่กับกาเฟรฺ ยังไงก็หลานเรา ต้องปลูกฝังอีมานตั้งแต่เด็ก ให้อยู่ซะที่นี่แหละ ได้เรียนกุรอ่าน เรียนฟัรฎูอีน อย่าให้ไปเกลือกกลั้วกับพวกปฏิเสธแบบนั้น”พี่สาวคนโตเธอโพล่งขึ้นเมื่อความ รู้สึกที่อัดอั้นจนสุดกลั้นนั้นไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป เธอทราบดีถึงสันดานของน้องสาวตัวเองว่าต่อให้ช่วยเหลือมากมายแค่ไหน มันก็เป็นเพียงผงขี้เถ้าที่น้องเธอไม่เคยเห็นคุณค่าถึงความดีของคนในครอบ ครัว หลายต่อหลายครั้งที่น้องสาวเธอหอบผ้ามาและลูกๆ มาร้องไห้กับเธอและพ่อแม่นั้นการอ้าแขนรับและให้ความช่วยเหลือในเรื่องการ เงินตลอดจนเครื่องอุปโภคทั้งหลาย เป็นไปตามครรลองของผู้มีสายเลือดเดียวกัน

“เป็นอย่างนี้มากี่ปีแล้ว อยู่กันจนมีลูก 3 มีปัญหาก็กลับมาหาเรา ให้ความรักความช่วยเหลือกันมาเท่าไหร่ไม่มีคุณค่า พอดีกันก็ลืมพวกเราหมด กลับไปเกลือกกลั้วกับสิ่งโสมมแบบนั้นอีก สงสารเด็กๆ พ่อกินเหล้าทุกวัน เมาก็ซ้อมแม่ แม่ไม่ละหมาด ไม่อ่านกุรอาน วันดีคืนดีก็พาลูก ๆ ไปหาย่าหาญาติที่เป็นกาเฟรฺ มาทางเราเราจับให้ละหมาดอ่านกุรอาน ไปทางนั้นย่ามันจับสวดมนต์ไหว้พระ จะโทษใครเขาได้ จะไปว่าสามีเขาก็ไม่ได้ พี่เองยังไม่รักตัวเองเลย ไม่รักอัลลอฮฺ ไม่นึกถึง ได้ดีก็ลืม มีทุกข์ก็ลืม ชีวิตไม่ใช่ของเรา แต่เราเลือกทำดีได้ อัลลอฮฺจะตอบแทนผลพวงจากการกระทำของเรา ที่แย่จนทุกวันนี้ คิดได้ยังว่าเพราะเราเลือกทำดีหรือทำชั่ว”

เธอได้ยินประโยคคล้ายๆ กันนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ตอนนี้หัวใจเธอมืดบอดเกินที่จะซาบซึ้งและรู้สำนึกถึงความหมายของมันไป เสียแล้ว เธอคิดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวเธอเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกครอบครัวหลีกเลี่ยงไม่ พ้น ตัวเธอและสามีเป็นผู้สร้างเรื่องยุ่งยากในชีวิตก็ย่อมเป็นเธอและสามีที่จะ ขจัดความยุ่งยากนี้ออกไปได้เช่นกัน เธอคิดว่าไม่มีใครมากำหนดชีวิตของเธอได้นอกจากตัวของเธอเอง พ่อแม่พี่น้องคือเยื่อใยที่เชื่อมต่อกับเธออย่างไม่มีวันตัดขาด เฉกเช่นเธอกับสามีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาถึง 10 กว่าปี เพียงแค่เขายอมขอโทษและมารับตัวเธอกลับไป เธอก็ไม่ลังเลที่จะกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับเขา ถึงแม้พ่อแม่พี่น้องเธอจะรังเกียจสภาพความเป็นอยู่ของเธอและสามีก็ตาม

เสียงหัวเราะปนโหวกเหวกของเด็กๆแว่วมาตามลมกระทบเข้าหูฉันซึ่งกำลังเขียน ไดอารี่อยู่บนชั้นสองของบ้านทำให้ฉันตัดสินใจวางปากกาปิดสมุดทันทีและรีบไป ยังชั้นล่างซึ่งมันก็เป็นไปอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด ที่ห้องนั่งเล่น มันเป็นภาพเดิมๆที่ไม่เคยเปลี่ยนมาตลอดระยะเวลา 10 กว่าปี

ความเข้มแข็งของฉันลดน้อยลงเมื่อมองภาพตรงหน้ากับความรู้สึกสังเวชขึ้นใน จิต ร่างกายที่นอนเหยียดยาวบนเก้าอี้ยาวอย่างคนสิ้นแรงกับจังหวะลมหายใจยาวๆ บนใบหน้าที่ถูกครอบคลุมด้วยเงาอันบ่งบอกถึงความรู้สึกบางอย่างที่กำลังประสบ อยู่จนปรากฏเป็นความหมองคล้ำคล้ายหน้าของคนที่กรำแดดกรำฝนมานาน สองตาคู่นั้นที่แห้งผากให้ความรู้สึกอย่างคนสิ้นหวังท้อแท้ความยุ่งยากและ สับสนฉายออกมาผ่านแววตาที่ใครพบเห็นย่อมเข้าใจได้ทันทีว่ามันคือแววตาของ ความทุกข์ ใช่แล้ว เธอกำลังถูกความทุกข์เข้าครอบงำจิตใจ

“เฮ้อ !” ฉันถอนหายใจรู้สึกละเหี่ยใจกับมันจนกลายเป็นความเบื่อหน่าย ตัวละครเดิม ๆ บทเดิมๆ ตอนจบที่ฉันรู้ดีว่าจะลงเอยยังไง มันเหมือนฟิล์มหนังเก่าๆ ที่เอามาฉายซ้ำแล้วซ้ำอีก และไม่อยากจะอยู่ร่วมฟังคำสบถด่าถึงสามีพร้อมๆ กับน้ำตาที่แสดงถึงความเสียอกเสียใจอย่างหนัก คำว่ากล่าวสั่งสอนจากผู้เป็นพี่สาว และคำแนะนำตักเตือนจากพ่อแม่เมื่อสมัยสิบกว่าปีที่แล้วตลอดมาถึงวันนี้ก็ยัง คงปรากฏให้ได้ยินอยู่อย่างไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อย ทุกชีวิตเกิดมาเพื่อให้เผชิญกับบททดสอบ และตัวฉันเองก็กำลังเผชิญอยู่กับการงานนี้พร้อมๆกับพ่อแม่และพี่น้องของฉัน ทุกๆปัญหาย่อมมีทางแก้ อัลลอฮฺ(ซบ) จะทรงให้ทางออกแก่ผู้ที่ยำเกรง อีมาน(การศรัทธา) ยากีน(การเชื่อมั่น) อิคลาศ (จริงใจ) ตะวักกัล( มอบหมาย) ซูโกรฺ (ขอบคุณ)เป็นกุญแจปลดเปลื้องให้พ้นจากความทุกข์ที่ครอบงำ ศรัทธาต่อคุณลักษณะของอัลลอฮฺ เชื่อมั่นในผลการตอบแทน จริงใจในการเข้าหา มอบหมายแด่พระองค์ การกล่าวขอบคุณซึ่งการสรรเสริญทั้งหลายนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮฺอันเป็นพระ เจ้าแห่งสากลโลก หลักคุณธรรมในอิสลามนี้หากไม่มีในจิตใจของผู้ศรัทธา ผู้นั้นย่อมประสบแต่ความทุกข์ระทมอย่างยากที่จะคลาย

ฉันมองดูเด็กๆ ด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย พวกเขาคือผ้าขาวที่บริสุทธิ์ง่ายต่อการเปรอะเปื้อนสิ่งสกปรก ด้วยวัยที่กำลังเรียนรู้ พฤติกรรมของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ล่อแหลมต่อการนำพาพวกเขาว่าจะเดินไปในทางใด

“ตอลิบ ฟูรอ เข้าบ้านได้แล้ว อาบน้ำเตรียมตัวละหมาด แล้วมาเรียนอัลกุรอ่านกับจิ๊น่ะ” ฉันกวักมือเรียกเด็กๆที่กำลังหัวร่อต่อกระซิกเล่นอยู่กับบรรดาเพื่อนๆตัว น้อย ก่อนจะผละมาที่ฉัน

“ทำไมต้องละหมาดต้องเรียนกุรอ่านด้วย”ตอลิบ หลานคนเล็กวัย 4 ขวบ ถามขึ้นด้วยแววตาอันใสซื่อตามประสา

“ก็เราเป็นมุสลิมน่ะ ตอลิบนับถือศาสนาอิสลามน่ะ ตอลิบเป็นมุสลิม ต้องละหมาด อ่านกุรอาน อัลลอฮฺจะได้รักไง”ฉันตอบพร้อมนึกขันในท่าทีที่ฉงนสนเท่ห์ของเขา

“ม๊ะกับเย๊าะไม่เห็นทำเลย”ฟูรอหลานคนโตถามขึ้นมาบ้าง เป็นคำถามที่ทำให้ฉันเกิดความรู้สึกหนักอึ้งในสมองขึ้นอย่างบัดดล มันเป็นการยากสำหรับคำตอบที่ไม่ทำให้เกิดการกระแทกจิตใจของเด็กๆ การรับรู้ถึงการเป็นผู้ทรยศของพ่อแม่ในความคิดของเด็กวัย 4-8 ขวบนี้ มันยังไม่สามารถสร้างความเข้าใจให้ถ่องแท้ว่าเป็นความผิดบาปให้เกิดขึ้นในใจ พวกเขาได้

“ย่าก็ไม่ได้ทำ อาก็ไม่ได้ทำ คนที่บ้านย่าไม่ได้ทำ”

“แล้วพวกย่าสอนไหว้พระด้วย”

หลายต่อหลายคำถามจากปากหลานๆ ตัวน้อยมันเป็นโจทย์ที่ฉันต้องรับผิดชอบถึงหน้าที่นี้กับการปลูกฝังอีมานให้ กับพวกเขานั้น เป็นอามานะห์ครั้งยิ่งใหญ่ที่ฉันและครอบครัวยังต้องรับมันตราบเท่าที่แรงและ ลมหายใจยังมีอยู่

ญะซากุมุลลอฮุคอยร็อน : www.deentoday.com

0 ความคิดเห็น:

สิ่งที่ "ควรทำ" และ "ไม่ควรทำ" ในการแสดงความคิดเห็นผ่านเวปไซต์


ทุกวันนี้มักจะเห็นกันโดยทั่วไป ว่า ผู้คนส่วนใหญ่มักจะโต้แย้งกันผ่านข้อความคอมเม้นต์ (ความคิดเห็น) บทเวปไซท์หรือบทความศาสนาบนอินเตอร์เน็ต ขณะที่อ่านความคิดเห็นต่างๆ เหล่านั้น มันก็ทำให้เราเกิดความสงสัยว่า “บุคคลที่กำลังแสดงความคิดเห็นอยู่นั้น” กำลังโต้แย้งเพื่อพิสูจน์ประเด็นของพวกเขาเอง หรือเพื่ออธิบายข้อเท็จจริงให้ผู้คนได้รับรู้


หาก การโต้แย้งนั้นเป็นไปเพื่อการ พิสูจน์ ความคิดและประเด็นของเขาเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่เขากระทำอยู่ก็เปรียบกับสิ่งที่ฮะดีษบทหนึ่งได้ กล่าวไว้ว่า

“ผู้ใดก็ตามที่แสวงหาความรู้ด้วยเพราะ ต้องการใช้ “มัน” เพื่อการแข่งขันประชันกับผู้รู้ หรือเป็นการแสดงซึ่งความสามารถในการโต้แย้งกับบรรดาผู้ที่มีความ เขลา หรือเพื่อที่จะดึงดูดความสนใจจากผู้คนแล้ว อัลลอฮฺจะทรงนำเขาเข้าสู่นรก” (ฮะดีษที่น่าเชื่อถือได้ รายงานโดย อัล ติรมิซีย์ ในฮะดีษของท่านกะอฺบ์ อิบนุ มาลิก)

หากว่า “การโต้แย้งดังกล่าว” นั้นเป็นไปเพื่อต้องการให้ผู้คนได้รับรู้ข้อเท็จจริง ดังนั้นสิ่งที่เขากระทำอยู่ก็เปรียบกับสิ่งที่อัลกุรอานได้กล่าว ไว้ว่า

“ไม่มีการบังคับใด (ให้นับถือ) ในศาสนา อิสลาม แน่นอน “ความจริง” นั้นได้เป็นที่กระจ่างแจ้งแล้วจาก “ความเท็จ” ดังนั้นผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่อ อัฎ-ฎอฆูต (สิ่งชั่วร้าย) และศรัทธาต่ออัลลอฮฺแล้ว แน่นอนเขาได้ยึดห่วงอันมั่นคงที่ไม่ม ีวันจะขาด และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้ (อัล บะกอรอฮฺ 2:256)

“ดังนั้น (ศาสนทูต) จงตักเตือนพวกเขา (ไปสู่หนทางแห่งสัจธรรม) เถิด หน้าที่ของเจ้าเป็นเพียงผู้ตักเตือนเท่า นั้น เจ้ามิใช่ผู้มีอำนาจเหนือพวกเขา ผู้ใดก็ตามที่ผินหลังและปฏิเสธศรัทธา อัลลอฮฺจะทรงลงโทษเขาด้วยการลงโทษอันเจ็บแสบ แท้จริงแล้ว พวกเขาจำต้องกลับไป และพวกเขาจะถูกเรียกมาเพื่อการคิดบัญชีต่อสิ่งที่พวกเขาได้กระทำ” (อัลฆอซิยะฮฺ 88:21-26)

จากอายะฮฺข้างบนนั้น เราจึงควรที่จะประกาศซึ่ง “สัจธรรม ข้อเท็จจริง” ให้ผู้คนได้รับรู้ หากแต่ไม่ควรที่จะบังคับหรือยัดเยียดให้ใครคนใดคนหนึ่ง เนื่องด้วยว่า “สัจธรรม หรือข้อเท็จจริง” ย่อมปรากฏให้เห็นได้ชัดด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว ในท้ายที่สุด สิ่งที่เราสามารถทำได้ก็คือการขอการอำนวยพร (ดุอาอฺ) ต่ออัลลอฮฺ (ซุบฮานะฮู วะตะอาลา) ให้ทรงนำพวกเขาเหล่านั้นสู่หนทางที่ถูกต้อง

เมื่อเราทำการโต้เถียง ทะเลาะกัน แน่นอนว่า “บรรดา มารร้าย (ชัยฎอน)” ย่อมเข้ามาร่วมอยู่กับเรา

ครั้งหนึ่งท่านศาสนทูต (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม) ได้นั่งอยู่กับบรรดาสหายของท่าน (ศอฮะบะฮฺ) จากนั้นได้มีบุรุษท่านหนึ่งได้กล่าว ด่าทอท่านอบูบักรฺ (รอฎิยัลลอฮุ อันฮุ) ซึ่งสร้างความเจ็บปวดให้แก่ท่าน หากแต่ท่านอบูบักรฺก็ยังคงนิ่งเฉยต่อการกระทำดังกล่าว บุรุษท่านนั้นก็ยังคงใช้คำพูดที่หยาบช้าต่อท่านอบูบักรฺ หากแต่ท่านอบูบักรก็ไม่ตอบโต้ใดๆ ต่อเขา และเมื่อบุรุษโง่เขลาท่านนั้นได้ กล่าวร้ายต่อท่านอบูบักรเป็นครั้งที่สาม ท่านอบูบักรจึงได้ตอบโต้กลับไป

เมื่อถึงตอนนั้น ท่านศาสนทูต (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม) ได้ลุกขึ้น ท่านอบูบักร (รอฎิยัลลอฮุ อันฮุ) จึงได้ถามท่านว่า “ท่าน ไม่พอใจในการกระทำของฉันหรือ ท่านรอซูล” ท่านศาสนทูตจึงตอบว่า “เปล่า หากแต่ (เมื่อท่านนิ่งเฉย) มลาอิกะฮฺได้ลงมาจากสวนสวรรค์และโต้แย้งต่อ คำพูดของบุรุษท่านนั้นแทนท่าน แต่เมื่อท่านได้เริ่มโต้ตอบกับบุรุษท่านนั้น มลาอิกะฮฺท่านนั้นก็จากไป และมารร้าย (ชัยฎอน) ก็เข้ามานั่งแทนที่ และฉันก็ไม่สามารถที่จะนั่งอยู่ในสถานที่ที่มีชัย ฎอนนั่งอยู่” (อบู ดาวูด เลขที่ 4878)

มีบางประเด็นสำคัญที่เราควรรำลึกหากเราอยู่ ระหว่างการโต้แย้ง (ไม่ว่าจะทางอินเตอร์เน็ต หรือการเผชิญหน้ากันก็ตาม)

1. “จงเรียกร้องสู่แนวทางแห่งพระเจ้าของสูเจ้าด้วยความสุขุมรอบคอบ และด้วยการตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า แท้จริงพระเจ้าของพระองค์และพระองค์ทรงรู้ดียิ่งถึงบรรดาผู้ที่ อยู่ในทางที่ถูกต้อง” (อันนะหฺลฺ 16:125)

สิ่งแรกคือ หากว่าหัวข้อของการโต้แย้งนั้นไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอิสลาม ดังนั้นย่อมเป็นการดีกว่าที่จะนิ่งเฉยและไม่เสียเวลาทุ่มเทไปกับ สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เหล่านั้น แต่หากว่าสิ่งที่โต้แย้งกันอยู่นั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของ ศาสนา เช่นนั้นแล้วเราควรปฏิบัติตามที่อัลกุรอานได้แจ้งไว้ในอายะฮฺข้างบน นี้ คือเราจำต้องมีความสุภาพและเลือกใช้คำโต้แย้งอย่างระมัดระวัง เราไม่ควรที่จะด่าทอ สาบแช่ง หยาบคาย หรือมีอารมณ์โกรธ เราควรระลึกไว้เสมอว่าเรากำลังนำเสนอความเป็นมุสลิมของเรา โดยแสดงให้เห็นว่ามุสลิมควรประพฤติตัวอย่างไรต่อผู้คน (เช่น ผู้ใหญ่ หรือเด็ก) เราไม่ควรที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ทำลายภาพลักษณ์แห่งความเป็นมุสลิม ในอุดมคติ

2. เราควรที่จะเปิดใจให้ กว้างขึ้น บางครั้งด้วยความรู้ที่จำกัดของเรานั้น ทำให้เราเชื่อว่าความคิดเห็นของเรานั้นถูกต้องที่สุด อย่าง ไรก็ตาม มันก็เป็นไปได้ว่าการโต้แย้งของฝ่ายตรงกันข้ามนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ก็ เป็นได้

3. เราไม่ควรคาด เดาเอาเองว่า “คำตอบที่ถูกต้องนั้น มีอยู่คำตอบเดียว” มีหลายประเด็นที่บรรดาผู้รู้ นักวิชาการเองก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เราอาจจะเชื่อว่า “ความคิดเห็นหนึ่ง” นั้นถูกต้อง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า “ความคิดเห็นของคนอีกคน” นั้นผิด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แจ้งไว้ว่าเป็นสิ่งที่ “ฮะรอม” (ไม่ได้รับการอนุมัติ) มันก็คือสิ่งที่ “ฮะรอม” สิ่งที่ “ฮะลาล” (ได้รับการอนุมัติ) ก็คือสิ่งที่ “ฮะลาล” และมันเป็นการดีกว่าที่จะหลึกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดความ เคลือบแคลงสงสัย ดังที่มีการกล่าวไว้ในฮะดีษดังกล่าวนี้

มีการรายงานว่า “ท่านศาสนทูต (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม) ได้กล่าวว่า “สิ่ง ที่ฮะลาลนั้นก็มีความชัดแจ้ง และสิ่งที่มีฮะรอมนั้นก็มีความชัดแจ้งเช่นกัน และสิ่งที่อยู่ระหว่างสองสิ่งนี้คือ “สิ่งที่ อยู่ในความเคลือบแคลงสงสัย” หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ “ฮะลาล” หรือ “ฮะรอม” ดังนั้นผู้ใดก็ตามที่ละทิ้ง (สิ่งที่พวกเขาเคลือบแคลงสงสัย) เขาย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ต่อศาสนาและสติสัมปชัญญะของเขา ดังนั้นเขาย่อมได้รับความปลอดภัย และผู้ใดก็ตามที่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในความเคลือบแคลงสงสัย เขาย่อมตกลงสู่สิ่งที่ผิดและสิ่งต้องห้าม ในกรณีนี้ก็เปรียบเสมือนกับผู้ที่ปรารถนาที่จะเลี้ยงดูปศุสัตว์ ของเขาให้อยู่ใกล้กับสถานที่หวงห้าม ที่ซึ่งบรรดาสัตว์ของเขาอาจจะถล่ำเดินเข้าไปในบริเวณดังกล่าว แท้จริงแล้วเจ้าของสถานที่ทุกคนนั้น ย่อมมีสถานที่เป็นเขตหวงห้ามของ เขา และแท้จริงแล้วสถานที่อันเป็นที่หวงห้ามของอัลลอฮฺคือสิ่งที่ฮะ รอม” (ศอเฮียฮฺ บุคคอรีย์ และศอเฮียฮฺมุสลิม)

4. “เจตนาของเรา” นั้น ควรเป็นไปเพื่อการแจ้งให้บุคคลอีกคนหนึ่งได้รับทราบ “ข้อเท็จจริง” เท่านั้น เราไม่ควรที่จะทำให้พวกเขารู้สึกว่าเรานั้นเป็นฝ่ายที่ถูก หรือเราเป็นผู้ที่มีความรู้ หรือให้พวกเขารู้สึกว่าพวกเขานั้นด้อยกว่า

5. เราควรให้คำแนะนำด้วยถ้อยคำที่มาจาก “อัลกุ รอาน” และ “ฮะดีษ” พร้อมด้วยข้ออ้างอิง หรือที่มาเกี่ยวกับประเด็นการโต้แย้ง นั้นๆ เราไม่ควรที่จะนำเสนอความคิดเห็นของเราร่วมเข้าไปด้วยหรือเสนอ เรื่องราวในปัจจุบันเป็นหลักฐานในการโต้แย้ง เราควรระลึกว่าอิสลามเป็นศาสนาที่มีความสมบูรณ์แบบในทุกยุคทุก สมัย

6. สุดท้ายนี้ หากเราไม่มีความรู้ใดๆ เกี่ยวกับประเด็น หรือหัวข้อที่มีการพูดคุยกัน เราก็ไม่ควรที่จะพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมเพียงเพื่อต้องการที่จะ โต้แย้ง เพราะมันจะไม่เพียงแค่ทำให้เราต้องเสียเวลาและเสียแรงไปโดยเปล่า ประโยชน์ หากแต่ในท้ายที่สุด มันจะทำให้เรานั้นเสียซึ่งความน่าเชื่อถือ และความน่าเคารพในความคิดของผู้อื่น

สุดท้ายนี้ หากว่าเราได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการโต้แย้งในประเด็นใด ประเด็นหนึ่ง ขอให้เราได้ระลึกถึง “ฮะ ดีษบทนี้”

“ฉันขอรับรองต่อท่านซึ่งสถานที่พำนัก ในสวรรค์ญันนะฮฺต่อบรรดาผู้ที่ละทิ้งการโต้เถียง (ทะเลาะ) แม้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายที่ถูกต้องก็ตาม และฉันขอรับรองต่อท่าน ซึ่งสถานที่พำนักกลางสวรรค์ญันนะฮฺ ต่อบรรดาผู้ที่ละทิ้งการกล่าวเท็จแม้ว่าจะเป็นไปเพื่อความสนุก สนานก็ตาม และฉันขอรับรองต่อท่านซึ่ง ส่วนที่สูงสุดในสวรรค์ญันนะฮฺต่อบรรดาผู้ ที่มีมรรยาทที่ดีงาม” (สุนัน อบู ดาวูด)

ขออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา โปรดทรงให้ความช่วยเหลือพวกเราให้ออกห่างจากการสูญเสียเวลาและ พลังงานในการโต้เถียง ทะเลาะเบาะแว้ง และโปรดทรงให้เราได้เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ช่วยเหลือ ผู้คนเช่นเดียวกับตัวพวกเขาเองโดยยึดมั่นต่อคำชี้นำในอัลกุ รอานและฮะดีษในมรรยาทประจำวันของเราด้วยเถิด อามีน

แหล่งที่มา The Do's and Don't's of Arguments on Islamic pages forums

0 ความคิดเห็น:

ชาว facebook ฟังทางนี้ (fitnah dalam facebook)


อัสลามุอาลัยกุม วาเราะมาตุลลอฮ วาบารอกาตุฮ

ข้าพเจ้าขอหยิบยกประเด็นภัยคุกคามยุคสุดท้าย ส่วนหนึ่งจากภัยคุกคามนั้นก็คือ ( msn ) และ facebook

ยุคนี้ถือว่า facebook เป็นภัยคุกคามร้ายแรง ทุกวันนี้จะสังเกตได้ว่า facebook ได้ระบาดไปทั่วทุกวัย ทั้งเด็ก วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ต่างก็กระตือรือร้น (ต่างก็) อยากจะมี facebook

เหล่าผู้รู้นักวิชาการจำเป็นต้องหัดเล่น facebook เพื่อเข้าไปตักเตือน เข้าไปต่อต้านส่วนที่เป็นอบายมุข สิ่งที่ผิดหลักการใน facebook

พี่น้องที่รัก facebook เป็นแผนชั่วร้ายของยาฮูด เพื่อให้พวกเราโป๊เปลือยขึ้นอินเทอร์เน็ตโดยไร้ยางอาย

ชอบกันเหลือเกิน ฮิตกันเหลือเกิน พี่น้องเราทุกฝีก้าวต้องลงรายงาน facebook

นี่ “ภรรยาผมเล่นน้ำอยู่ (โป๊ด้วย) ” โชว์ทำไม ?? สันดานความหึงหวงไปไหนหมด ภรรยาเองก็กลัวจะน้อยหน้า โพสรูปกอดกัน “นี่สามีฉัน” (บรรยายใต้ภาพซะด้วย) กอดกันในบ้านยังไม่หนำใจหรือยังไง ถึงต้องมากอดกันในอินเทอร์เน็ต ประจานให้คนอื่นได้เห็น

นี่มนุษย์ได้สูญเสียซีฟัตความละอายไปแล้ว (หรือ??) มารยาทที่ดีงามได้เสื่อมหายไปจากมนุษย์แล้ว (หรือ?? ) ท่านรอซูลุลลอฮได้กล่าวว่า “อุมมะห์ของฉันอยู่ในความดีงาม ยกเว้น มุญาฮาเราะฮ*ผู้ที่ได้ทำมัวะซียัต แล้วเปิดเผยให้ผู้อื่นได้รับรู้” เผยความชั่วของตนสู่สาธารณะ” (บุคอรีและมุสลิม)

พวกชอบโชว์ อยู่กับสาวที่ไม่ใช่มะหรอม ก็โพส

(เช่น ถ่ายรูปกับสาวหรือชายหนุ่มหน้าไหนก็ไม่รู้ หรือเพื่อนๆหล่ะ แต่ก็ไม่ใช่มะหรอม ) ก็โพส

มุสลีมะหฺ- ภรรยาเปิดเอาเราะห์ ก็โพส

(เช่น ภรรยาไม่คลุมผม หรือคลุมแต่ก็แต่งหน้า ทาตา ดูสวยดึงดูดเพสตรงข้าม ก็โพส หรือสาวๆปัจจุบัน เห็นทั้งแขน เห็นทั้งปลายเท้า ก็โพส เสมือนว่าทุกๆการกระเหล่านี้ เป็นที่อนุมัติ )



พี่ น้องที่รัก ในปัจจุบัน ต้นตอที่ทำให้เกิดการหย่าร้างมากที่สุด คือ คู่สามีภรรยามีกิ๊กผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต คดีความหลายคดี บ่อยครั้งที่กอฏี ได้รับการร้องเรียน มีการส่งสาร ถามตอบถึงผู้รู้

(หลาย คน) กลับจากที่ทำงาน (ที่เรียน) ต่างก็เข้าหา แล๊บท๊อป (หน้าเน็ต) ของตนเอง สามีแชทสาวอื่น (ยิ้มแย้มแจ่มใส สนุกสนาน เฮฮา) หนุ่มอื่นแชทภรรยา (ยิ้มแย้มแจ่มใส สนุกสนาน เฮฮา)

เสมือนว่าการจีบกันใน facebook เป็นที่อนุมัติ

เสมือนว่า บ้านหลังนี้ (ทั้ง msn และ facebook) หรือ ทั้งคู่ (สามี-ภรรยา) (ทั้งชายหนุ่มแปลหน้าหรือหญิงแปลกหน้า) เป็นตอไม้ของกันและกัน คุยกัน จีบกัน กับคนที่ไม่ใช่ ภรรยา – สามี

(และ ในปัจจุบันนั่นเอง ต้นตอที่นำไปสู่การผิดประเวณีในที่สุด อันเนื่องจากการ แชทกันแล้ว ขอเบอร์ โทรจีบกัน นัดเจอกัน สุดท้าย ไปไหน ต่อไหนด้วยกัน ก็มาจาก การแชทกัน ทาง msn และ facebook นี่หล่ะ วัลลอฮฮุอะลัม)

(อย่างหะดิษข้างต้นหล่ะ ท่านรอซูลุลลอฮได้กล่าวว่า“อุมมะห์ของฉันอยู่ในความดีงาม ยกเว้น มุญาฮาเราะฮ* ผู้ที่ได้ทำมัวะซียัต แล้วเปิดเผยให้ผู้อื่นได้รับรู้” เผยความชั่วของตนสู่สาธารณะ ” (บุคอรีและมุสลิม)

“ไร้ยางอาย”ทำชั่ว ไม่ละอายต่ออัลลอฮ ประจานผ่าน facebook ไม่ละอายต่อเพื่อนมนุษย์

พี่น้องที่รัก ทั้งหลาย จงช่วยกันระแวดระวัง

ท่าน รอซูลุลลอฮได้กล่าวว่า *แท้จริงมุญาฮาเราะฮนั้นคือ ผู้ที่ทำบาปในเวลากลางคืนที่มืดมิด ซึ่งอัลลอฮได้ปกปิดแล้วซึ่งบาปของเขา แต่เขาได้ประจาน-อย่างภูมิใจ- ในรุ่งขึ้น

ใคร ก็ตามที่กระทำสิ่งที่ถูกห้าม โดยที่ไม่มีใครเห็น (ใครรู้) แต่แล้วเขาก็ได้โชว์ซึ่งสิ่งที่เขาทำ-บาป-นั้น (แน่นอน เขานั่นหล่ะ คือผู้ที่กระทำบาปใหญ่อย่างแท้จริง) จริงๆแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเขาทำอะไรอยู่ จู่ๆขึ้น facebook ว่า ฉันทำนี่ อยู่ที่นั่นที่นี่ กับคนนั้นคนนี้ เหล่านี้คือการกระทำของผู้ที่ไม่ให้เกียรติอัลลอฮและเพื่อนมนุษย์

(มีหลายคนนะวันนี้ ที่เมื่อคืน ฉันได้ดูละคร ดูหนัง ตื่นเช้ามาก็มาเล่าสู่กันฟัง ว่าถึงตอนนั้น ตอนนี้

หลาย คนที่เมื่อคืน ได้ไปกับคนนั้น คนนี้ ที่ไม่ใช่มะหรอม ได้คุยโทรศัพท์ด้วย ตื่นเช้ามา ก็มาเล่าสู่กันฟังอย่างภาคภูมิใจ ว่าฉันนั้นก็มีดีเหมือนกัน ที่ทำให้เขานั้นรัก และพาไปเที่ยว สองต่อสอง และก็ยังมีหลายคนอีกเนอะ ที่เขาได้กระทำความผิดบางอย่างแต่แทนที่จำสำนึกแต่กลับมาเล่าสู่ โอ้อวดกันอย่างภาคภูมิใจ)

พี่น้องที่รักทั้งหลาย คำตักเตือนของข้าพเจ้าในวันประเสริฐนี้ เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาที่คุกคามสังคมเราในปัจจุบัน

พี่น้องโปรดกลับไปเฝ้าระวังใน facebook ของ เราเถิด หากว่ามีรูปภาพผิดหลักการ เปิดเผยเอาเราะห์ (หรือเขาข้างๆที่เราถ่ายด้วย ไม่ใช่มะหรอมของเรา หรืออาจจะใช่ แต่ไม่เหมาะไม่ควร) ก็ลบมันทิ้งเถิด

หากมีสาวมาขอเป็นเพื่อนที่ไม่เหมาะสม ไม่ควร ไม่สมเหตุ ไม่จำเป็น (หรือหนุ่มๆแปลกหน้า หน้าไหนก็ไม่รู้ มาปากหวานใส่ ) ก็ปฏิเสธไปเถิด

หากมีหนุ่มเข้ามาจีบมาตอแยติดพัน ก็บล็อกไปเถิด

เราต้องจริงจัง อย่าปล่อยเลยตามเลย ไม่เข้าใจจริงๆทำไมถึงชอบกันนักหนา ในทางที่ผิด

โชว์ไปซะทุกอย่าง ในบ้าน ในหอ อะไรอยู่ที่ไหน ก็โพส ซื้อ-จัดบ้านก็โชว์ ซื้อปลากระป่องก็โชว์

อะไรนักหนาชีวิตนี้ !!

สิ่งที่เราทำไป มาลาอีกัตทำหน้าที่โพสให้อัลลอฮหมดแล้ว เราไม่จำเป็นต้องประจานลง facebook เลย

ทุกๆสิ่งที่ได้กระทำลงบนโลกดุนยานี้ถูกบันทึกไว้แล้ว ได้ถูกรายงานแล้วโดยมาลาอีกัต

รอแต่ความตายเท่านั้น ทุกอย่างก็จะปรากฏ ไม่ต้องไปโพสใน facebook ให้เหนื่อยเปล่า


เป้นคลิปที่ชาวfacebookต้องดูและต้องฟังเพือเปันคำเตือนสอนใจ........

***หาก ผิดพลาดหรือมีถ้อยคำบางประการเกิดความเจ็บช้ำหรือเสียความรู้สึกแก่ฝ่าย หนึ่งฝ่ายใด ก็ขออภัย ณ โอกาสนี้ด้วยครับ แต่อยากบอกว่า นั่นคือความห่วงใย ที่มีให้แก่กันครับ

วัสลามุอาลัยกุม วาเราะมาตุลลอฮ วาบารอกาตุฮ

0 ความคิดเห็น:

อะไรที่มีคุณค่ามากกว่า กัน “เงิน” หรือ “สตรี” ??

มุฟตี (นักวิชาการมุสลิม) ท่านหนึ่งนั่งอยู่ข้างๆ บาทหลวงท่านหนึ่งระหว่างการเดินทางโดยสารบนเครื่องบิน

บาทหลวงถามมุฟตีว่า “คุณ ทำอาชีพอะไรหรือครับ”
มุฟตี “ผม ทำธุรกิจขนาดใหญ่อยู่ครับ”

บาทหลวง “แล้ว ธุรกิจที่คุณทำอยู่ คืออะไรหรือ”
มุฟตี “ผม ทำธุรกิจกับอัลลอฮฺครับ”

บาทหลวง “อ๋อ งั้นคุณก็คือผู้นำศาสนามุสลิม ..
ออ ผมมีอยู่ 1 ปัญหากับคุณ พวกคุณที่เป็นมุสลิมบังคับกดขี่ “บรรดาสตรี”

มุฟตี “พวก เรากดขี่สตรีอย่างไรหรือ”
บาทหลวง “พวก คุณให้พวกเธอปกปิดร่างกายอย่างมิดชิดและให้พวกเธออยู่แต่ในบ้าน”

มุฟตี “อ๋อ ผมเองก็มีอยู่หนึ่งปัญหาเกี่ยวกับพวกคุณเช่นกัน เพราะพวกคุณกดขี่ข่มเหง “เงิน” ของพวกคุณ
บาทหลวง “อะไร นะ ใครจะไปกดขี่ “เงิน” ได้!!??

มุฟตี “ก็ คุณนำเงินของคุณไปซ่อนไว้ ในกระเป๋าสตางค์บ้าง ธนาคารบ้าง และตู้เซฟบ้าง คุณปกปิดและซ่อนมันเอาไว้อย่างดี แล้วทำไมคุณถึงไม่เอามันออกมาโชว์ในที่สาธารณะหากว่ามันเป็นสิ่ง ที่สวยงามสำหรับคุณหละ?
บาทหลวง “คำ ตอบมันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า เพราะมันจะถูกขโมยนะสิ”

มุฟตี “คุณ นำเงินของคุณไปเก็บซ่อนไว้ เพราะมันมีคุณค่ามากสำหรับคุณ และเราเองก็เห็นคุณค่าของบรรดาสตรี มากกว่านั้น ดังนั้นอัญมณี (สตรี) อันมีค่าเหล่านี้ก็ไม่ได้มีไว้เพื่อโชว์ให้ใครคนใดคนหนึ่ง หรือใครต่อใครได้เห็น อัญมณีเหล่านั้นควรถูกเก็บไว้อย่างมีคุณค่าและมีเกียรติ

0 ความคิดเห็น:

15 สาระ สำหรับผู้ที่ต้องการจะเลิกสูบบุหรี่

“การสูบบุหรี่” เป็นสิ่งที่ศาสนาอิสลามไม่อนุญาต หรือแม้กระทั่งผู้ที่มีสติปัญญาก็ไม่สามารถยอมรับได้ เพราะการสูบบุหรี่เป็นที่มาของโรคอันตราย ผลจากการวิจัยพบว่าการสูบบุหรี่สามารถเชื่อมโยงกับผู้ที่เป็น โรคมะเร็งปอด โรคตับแข็ง โรคเส้นโลหิตอุดตัน โรคมะเร็งริมฝีปาก โรคระบบทางเดินหายใจ ฯลฯ ดังนั้นขอนำเสนอวิธีการที่จะช่วยให้ท่านเลิกสูบบุหรี่โดยปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้


1. ตั้งเจตนาอย่างแน่วแน่ และกำหนดแผนในการที่ท่านต้องการจะเลิกสูบบุหรี่


2. กำหนดระยะเวลาในการเลิกบุหรี่อย่างชัดเจน ให้เป็นช่วงระยะเวลาที่สั้นที่สุด


3. ขอความช่วยเหลือต่ออัลลอฮฺ และขอดุอาอฺต่อพระองค์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ


4. พยายามนึกถึงอันตรายที่เกิดจากการสูบบุหรี่ และโปรดรำลึกเสมอว่าในวันกิยามะฮ์ อัลลอฮ์จะถามท่านถึงเรื่องสุขภาพ อายุ และทรัพย์สิน


5. พยายามติดต่อเพื่อนฝูงที่สูบบุหรี่ด้วยกัน เพื่อร่วมกันทำสัญญาหย่าศึกกับบุหรี่


6. จงระวังเพื่อนฝูงของท่านที่พยายามชักจูงท่านให้เปลี่ยนความตั้งใจออกจากการเลิกสูบบุหรี่


7. ประกาศเจตนารมณ์ให้ภรรยา สมาชิกในครอบครัวและคนที่ท่านเคารพนับถือรับทราบ


8. จงนำเงินจากส่วนที่เคยซื้อบุหรี่ ไปบริจาคให้แก่บรรดาคนยากจนและเด็กกำพร้า


9. ให้ไปพบทันตแพทย์แล้วให้เขาขจัดสิ่งสกปรกและคราบบุหรี่ออก


10. หลังจากเลิกสูบบุหรี่จะต้องเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับทุกสภาวการณ์ที่เรียกร้องท่านให้กลับไปสูบบุหรี่ และต้องแยกประเด็นระหว่างการสูบบุหรี่เป็นการคลายเครียดหรือเป็นความเท่ห์


11. จงหาเวลาเพื่อเป็นการผ่อนคลายและอย่ากดดันตัวท่านเองในช่วงเวลานี้ และห้ามดื่มกาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของก๊าซ และจงหลีกห่างสถานที่ที่มีการสูบบุหรี่อย่างแพร่หลาย


12. หากท่านเห็นว่าการสูบบุหรี่เป็นสิ่งฮะลาล (อนุมัติ) ทำไมไม่กล่าวพระนามของอัลลอฮ์ (บิสมิลลาฮฺ) ก่อนที่จะเริ่มสูบ หรือไม่กล่าวสรรเสริญ (อัลฮัมดุลิลลาฮฺ) หลังจากที่สูบเสร็จ ให้เหมือนกับเวลาที่ท่านดื่มหรือรับประทานสิ่งที่อัลลอฮ์อนุมัติ


13. หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่เห็นบุหรี่เป็นนิอฺมัต (เป็นความโปรดปราน) แล้วทำไมจึงได้ขยี้มันด้วยกับรองเท้าทุกครั้งหลังจากที่สูบเสร็จ !


14. หากเห็นว่าการสูบบุหรี่เป็นเรื่องปกติธรรมดา ทำไมถึงไม่สูบต่อหน้าพ่อแม่ หรือสูบต่อหน้าเจ้านายในเวลาทำงาน และหากเห็นว่าการสูบบุหรี่เป็นเรื่องสนุกคลายเครียด แล้วทำไมไม่สอนบุตรหลานของท่านหรือสั่งเสียให้พวกเขาได้สูบมัน !


15. ประการสุดท้ายจงปฏิบัติตามสัญญาของท่านอย่างเข้มแข็ง และจงเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่าพระองค์อัลลอฮ์ จะทรงช่วยเหลือ จงขอดุอาอฺต่อพระองค์ให้ประทานความสำเร็จแก่ท่าน

0 ความคิดเห็น:

10 เรื่องในสมองผู้ชายที่ผู้หญิงควรรู้

ผู้หญิงไม่ใช่เพศเดียวที่เข้าใจยาก หลายครั้งเธอทั้งหลายไม่เข้าใจเพศชาย หากแต่ไลฟ์ไซน์ได้รวบรวมงานวิจัย ที่อธิบายพฤติกรรมผู้ชายอันเป็นผลจากการทำงานของสมอง 10 เรื่อง ที่เพศตรงข้ามควรรู้ ดังนี้

1.เจ้าอารมณ์

ผู้หญิง มักถูกมองว่าเป็นเพศที่ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล แต่นักวิจัยพบว่า ทารกชายมีปฏิกริยาและแสดงออกทางอารมณ์มากกว่าทารกเพศหญิง และในผู้ชายที่โตแล้วยังพบการแสดงออกทางอารมณ์ที่รุนแรงอยู่เช่นกัน แต่เป็นกรณีก่อนทีเจ้าตัวจะตระหนักรู้ถึงความรู้สึกของตัวเอง

จาก งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสารสแกนดิเนเวียนเจอร์นัลออฟไซโคโลจี (Scandinavian Journal of Psychology) เมื่อปี 2008 ที่ศึกษาเกี่ยวกับการแสดงอารมณ์ผ่านสีหน้านั้น พบว่าแม้ผู้ชายมีอารมณ์แต่จะแสดงออกด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย

ทั้ง นี้เมื่อยังเล็กเด็กผู้ชายเรียนรู้ที่จะซ่อนอารมณ์ตามที่วัฒนธรรมชี้ว่า "ไม่ใช่ลูกผู้ชาย" แต่การกดอารมณ์ไว้ก็กระตุ้นให้ร่างกายของผู้ชายเลือกที่จะตอบสนองด้วยการ "สู้" หรือ "หนี" ซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลุนด์ (Lund University) สวีเดน ที่ศึกษาเรื่องนี้ได้เสนอทฤษฎีไว้ว่า ปฏิกริยาที่ชัดเจนและการแสดงออกที่ตามมาของผู้ชายนั้นอาจเป็นการเตรียมความ พร้อมรับมือสิ่งที่คุกคาม

2. บอบบางต่อความเหงา

ขณะที่ความเหงาทำให้เกิดความสูญเสียต่อสุขภาพและสมองของทุกคน แต่ดูเหมือนว่าผู้ชายที่แก่ขึ้นจะมีความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ

ตาม ข้อมูลของ ดร.ลูแอนน์ บริเซนไดน์ (Dr. Louann Brizendine) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาคลีนิค จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในซานฟานซิสโก (University of California, San Francisco) สหรัฐฯ ผู้เขียนหนังสือ "สมองผู้ชาย" (The Male Brain) ในปี 2010 ระบุว่า ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะสลัดออกจากความเหงาน้อยกว่าผู้หญิง ซึ่งทำให้ความเหงาและความเสียหายที่เกิดขึ้นในสมองของพวกเขายิ่งเลวร้ายลงไป อีก

การใช้ชีวิตกับผู้หญิงอาจจะช่วยได้ในเรื่องนี้ จากการศึกษาพบว่าผู้ชายที่มีความสัมพันธ์อันมันคงมีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพที่ แข็งแรงกว่า มีชีวิตยืนยาวขึ้น และมีระดับฮอร์โมนที่ช่วยคลายกังวลลง

ผู้หญิง ยังอาจเป็นผลดีต่อต่อมเพศของผู้ชาย ทั้งนี้จากการศึกษาในหนูพบว่า หนูตัวผู้ที่อยู่กับหนูตัวเมียจะสามารถสืบพันธุ์ได้นานกว่าหนูในคอกเดียวกัน ที่ถูกแยกให้โดดเดี่ยว ซึ่งงานวิจัยนี้ตีพิมพ์ลงวารสารไบโอโลจีออฟรีโปรดัคชัน (Biology of Reproduction) เมื่อปี 2009

3. มุ่งมั่นกับการแก้ปัญหา

ขณะ ที่การศึกษาจำนวนมากชี้ว่าผู้หญิงมีความเข้าอกเข้าใจคนอื่นมากกว่าผู้ชาย แต่ ดร.บริเซนไดน์เน้นว่า เรื่องนี้อาจไม่ถูกไปเสียทั้งหมด ระบบความเห็นอกเห็นใจในสมองผู้ชายนั้น จะตอบสนองเมื่อบางคนตกอยู่ในภาวะตึงเครียดหรือแสดงออกถึงปัญหา แต่สมองส่วน "แก้ไข" จะเข้ามาควบคุมอย่างรวดเร็ว

“จุดศูนย์กลาง ส่วนนี้จะค้นหาทางออกของปัญหาไปทั่วสมอง ซึ่งผลคือผู้ชายมีแนวโน้มที่จะกังวลกับการแก้ปัญหา มากกว่าแสดงออกถึงความรู้สึก" ดร.บริเซนไดน์ระบุ

4. นิสัยจ้องมองผู้หญิงฝังในเส้นเลือด

เท สโทสเตอโรน (testosterone) มักถูกนำไปเชื่อมโยงกับความก้าวร้าวและความมุ่งร้าย แต่ขณะเดียวฮอร์โมนเพศชายนี้ ยังเป็นฮอร์โมนความใคร่ด้วย ซึ่ง ปรันจาล เมห์ตา (Pranjal Mehta) นักจิตวิทยาสังคมจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) ในนิวยอร์ก สหรัฐฯ กล่าวว่า ผู้ชายมีฮอร์โมนชนิดนี้พลุ่งพล่านอยู่ในกระแสเลือดมากกว่าผู้หญิงถึง 6 เท่า

เมห์ ตาและคณะยังพบด้วยว่า เทสโทสเตอโรนนี้ทำให้ส่วนควบคุมคลื่นสั้นในสมองทำงานแย่ลง แม้จะยังไม่มีการศึกษาอย่างแน่ชัดแต่เหตุนี้อาจใช้อธิบายลักษณะที่ ดร.บริเซนไดน์เรียกว่า ผู้ชายชอบจ้องมองผู้หญิง ราวกับเปิดเครื่องชี้ทางอัตโนมัติ และผู้ชายมักจะลืมว่าบางครั้งผู้หญิงที่พวกเขามองนั้นอยู่นอกกรอบสายตาของ พวกเขา

5.ต้องปกป้องอาณาเขต

แม้ ว่าควรจะต้องศึกษาในมนุษย์ให้มากกว่านี้ แต่จากการศึกษาในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพศผู้นั้น พบว่าสมองของเพศชายมีบริเวณที่กำหนดให้ผู้ชายรู้สึกหวงแหนอาณาเขตมากกว่า ผู้หญิง ซึ่ง ดร.บริเซนไดน์กล่าวว่า ผู้หญิงรู้สึกเป็นเจ้าในระดับที่พอดี แต่ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะก่อความรุนแรงมากกว่าเมื่อชีวิตรักหรืออาณาเขต ถูกรุกราน

6.ยึดหลักสายงานบังคับบัญชา

การ ปกครองที่ไม่มั่นคงเป็นสาเหตุให้ผู้ชายกังวลอย่างมาก แต่ ดร.บริเซนไดน์กล่าวว่า การกำหนดสายบังคับบัญชา เช่น การฝึกทหารหรือในสานที่ทำงานหลายๆ แห่งนั้น ช่วยลดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนและความก้าวร้าวของผู้ชายลงได้

7. ชอบเหนือกว่า

ความ ลุ่มหลงทำให้ผู้ที่แข็งแกร่งกว่ารังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่เริ่มต้นตั้งแต่เด็กอายุได้ 6 ขวบ และกระตุ้นให้ผู้ชายเล่นเกมต่อสู้ในการล้มฝ่ายตรงข้าม หากแต่ ดร.บริเซนไดน์เสริมว่าเป็นสิ่งที่ดีกว่า หากจะแสดงด้วยคำพูดทิ่มแทงแทนที่จะแสดงออกด้วยการใช้กำลัง และพบว่าเมื่อผู้ชายแก่ขึ้นการเอาเปรียบคนอื่นจะน้อยลง แล้วจะให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์และการทำสังคมให้ดีขึ้น

ด้าน เมห์ตากล่าวว่า ตลอดระยะเวลาของวิวัฒนาการผู้ชายจำเป็นต้องแข่งขันเพื่อสถานะและคู่ครองขณะ ที่ยังเล็ก และตอกย้ำความสัมพันธ์และความร่วมมือเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ส่วนการเปลี่ยนแปลงเมื่อแก่ขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการลดลงโดยธรรมชาติของ ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนอย่างช้าๆ

นอกจากนี้เมห์ตาและคณะ ยังพบด้วยว่า ผู้ชายที่มีระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนสูงนั้น มีแนวโน้มที่จะแข่งขันแบบตัวต่อตัวได้ดีกว่า ขณะทีผู้ชายซึ่งมีระดับฮอร์โมนดังกล่าวต่ำกว่าจะมีความสามารถในการแข่งขัน เป็นทีมดีกว่า ซึ่งงานวิจัยนี้ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารฮอร์โมนและบีแฮฟวิเออร์ (Hormones and Behavior) เมื่อปี 2009

8. เตรียมตัวเป็นพ่อ

สมอง ของผู้ชายจะเตรียมพร้อมหลายเดือนก่อนเป็นพ่อคน ซึ่งการเป็นพ่อนี้ขึ้นอยู่กับระดับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยฮอร์โมนโปรแลคตินจะเพิ่มขึ้นแต่ระดับเทสโทสเตอโรนจะลดลง ซึ่งส่งเสริมพฤติกรรมการเป็นพ่อ และการค้นพบในเรื่องนี้ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารอีโวลูชันแอนด์ฮิวแมนบีแฮ ฟวิเออร์ (Evolution and Human Behavior) เมื่อปี 2000

อย่าง ไรก็ดี ดร.บริเซนไดน์ผู้ไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยดังกล่าว ให้ความเห็นว่าเป็นไปได้ที่ฟีโรโมนจากหญิงท้องจะโชยไปกระตุ้นให้คู่ของเธอมี การเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมน ทั้งนี้อาจจะเป็นการให้คืนของฝ่ายหญิง ซึ่งงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารฮอร์โมนแอนด์บีแฮฟวิเออร์เมื่อปี 2008 พบว่าก่อนผู้หญิงท้องนั้นฟีโรโมนจากฝ่ายชายจะเป็นสาเหตุให้เส้นประสาทการ เป็นแม่ที่ดีนั้นผุดขึ้นในสมองผู้หญิง

9.วิธีหยอกเหย้าของคุณพ่อ

คุณ พ่อมีวิธีที่จะหยอกเหย้ากับลูกๆ ซึ่งเอะอะตึงตัง เป็นธรรมชาติและเย้าแหย่ และการเล่นกับลูกของพ่อนี้จะช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้ได้ดีขึ้น มีความมั่นใจมากขึ้นและเป็นการเตรียมพร้อมก่อนออกไปสู่โลกของความจริง อีกทั้งยังลดพฤติกรรมทางเพศของเด็กๆ ที่เสี่ยงอันตราย จากการศึกษาในหลากหลายวัฒนธรรม พ่อที่เลี้ยงดูลูกๆ มีแนวโน้มที่จะมีระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลง

แม้จะ ยังไม่ทราบว่าระดับฮอร์โมนนั้นเป็นสาเหตุของพฤติกรรมดังกล่าวหรือให้ผลใน ทางกลับกันหรือไม่ นักวิจัยเสนอทฤษฎีว่าวิวัฒนาการได้สนับสนุนให้พ่อมีส่วนร่วมในการเลี้ยงลูก ซึ่งลูกๆ ของมนุษย์มีชีวิตอยู่ได้ยากลำบากที่สุดในสิ่งมีชีวิตของอาณาจักรสัตว์ และพ่อที่ดีต้องสร้างความมั่นใจว่าลูกๆ และยีนของผู้เป็นพ่อเองนั้นจะอยู่รอดได้ต่อไป

10.ปรารถนาลั่นระฆังวิวาห์หลายครั้ง

จาก การศึกษาชายชาวโบลิเวียซึ่งได้รายงานผลการวิจัยในวารสารโพรซีดิงส์ออฟเดอะรอ ยัลโซไซตี (Proceedings of the Royal Society) เมื่อปี 2007 พบว่าการนอกใจมักจะเกิดขึ้นกับผู้ชายก่อนอายุ 30 ปี หลังจากนั้นผู้ชายจะเริ่มให้ความสำคัญกับครอบครัว

แน่ นอนว่าผู้ชายบางคนมีช่วงเวลายากลำบากที่จะรับผิดชอบมากกว่าคนอื่น ซึ่งจากงานวิจัยที่พิมพ์ในวารสารโพรซีดิงส์ออฟเดอะเนชันนัลอคาเดมีออฟไซน์ (Proceedings of the National Academy of Science) เมื่อปี 2008 ระบุว่าปัญหาดังกล่าวน่าจะมีเรื่องยีนเข้ามาเกี่ยวข้อง

ผู้ชาย ที่ไม่มี "ยีนสำส่อน" (promiscuity gene) ซึ่งมีมากถึง 60% ของประชากร มีแนวโน้มที่จะแต่งงาน และงานวิจัยยังพบว่าทั้งผู้ชายและภรรยาของเขามีแนวโน้มที่จะมีชีวิตแต่งงาน ที่สุขสุดยอด หากแต่ แฮสส์ วาลุม (Hasse Walum) จากสถาบันคาโรลินสกา (Karolinska Institute) ในสวีเดน หัวหน้าในการวิจัยครั้งนี้กล่าวว่ากลุ่มศึกษายังน้อย และยังไม่สามารถใช้เป็นแนวทางในการหาคู่ได้

0 ความคิดเห็น:

จงเป็นหญิงที่งามที่สุดในโลก

ด้วยความงามของเธอ เธอเลิศเลอกว่าดวงตะวัน

ด้วยความดีของเธอ เธอบริสุทธิ์กว่าชะมดเชียง

ด้วยความนอบน้อมของเธอ เธอสูงเด่นยิ่งกว่าเดือนเพ็ญ

ด้วยความเอื้ออาทรของเธอ เธอสูงค่ายิ่งกว่าสายฝน

ดังนั้นจงรักษาความงามของเธอด้วยศรัทธา รักษาความสงบของเธอด้วยความมักน้อย และรักษาความบริสุทธิ์ของเธอด้วยฮิญาบ

โปรดรู้เถิดว่า สิ่งประดับกายเธอหาใช่เงิน ทอง หรือเพชรนิลจินดา แต่

คือ 2 ร็อกอะฮฺ ยามรุ่งอรุณ

คือการอดทนต่อความหิวกระหายเมื่อเธอถือศีลอดเพื่ออัลลอฮฺ คือการปกปิดสิ่งที่เธอบริจาคมิให้ผู้ใดล่วงรู้นอกจากอัลลอฮฺ

คือไออุ่นน้ำตาที่ไหลหลั่งออกมาชำระล้างบาปของเธอ

คือการหมอบกราบอย่างยาวนานด้วยหัวใจที่นอบน้อมยอมจำนนอย่างสิ้นเชิงต่ออัลลอฮฺ

คือความละอายต่ออัลลอฮฺเมื่อความใคร่ใฝ่ต่ำได้ครอบงำเธอ

จงห่อหุ้มตัวเธอด้วยอาภรณ์แห่งความยำเกรง เธอก็จะเป็นหญิงที่งามที่สุดในโลก แม้เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ภายนอกจะเก่าซอมซ่อ

จงห่อหุ้มตัวเธอด้วยเสื้อคลุมแห่งความสมถะ เธอก็จะเป็นหญิงที่งามที่สุดในโลก แม้เท้าของเธอจะเปลือยเปล่า

จงอย่าใช้ชีวิตอย่างหญิงไร้ที่ศรัทธาและละทิ้งคุณธรรม เพราะพวกนางคือเชื้อเพลิงแห่งไฟนรก


“และไม่มีผู้ใดจะเข้าไปในนั้น นอกจากผู้ที่เลวทรามที่สุด” (กุรอาน 92:15)

0 ความคิดเห็น:

1 เดือนเท่ากับ 1 ปี


ครั้นเมื่อเดือนรอมฎอนเดือนแห่งความ เมตตา เดือนแห่งการอภัยโทษได้ลาจากเราไปแล้ว ผู้คนส่วนหนึ่งอาจรู้สึกว่าบรรยากาศมิได้เอื้ออำนายให้แข่งขันกันทำความดี และขยันทำการเคารพภักดีต่อพระเจ้าสักเท่าไหร่ แต่ความจริงแล้ว ผู้เป็นบ่าวที่แท้จริงของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวาตะอาลา จะขะมักเขม้นขวนขวายในการทำความดีเก็บเกี่ยวผลบุญตลอดเวลาทุกโมงยาม แม้ลมหายใจจะรวยริน แต่หากใจยังรำลึกถึงพระเจ้าก็เป็นการทำดีจวบสิ้นวาระของชีวิต

เมื่อ สิ้นสุดเดือนรอมฎอนก็ยังมีภารกิจที่ส่งเสริมให้ทำเพื่อเสริมสร้างให้ภารกิจ หลักในการถือศีลอดรอมฎอนนั้นเพิ่มทวีผลบุญมากยิ่งขึ้น ท่านศาสนทูตมูฮัมมัด ศ็อลัลลอฮุอะลัยฮิวะวัลลัม เคยกล่าวว่า "ผู้ใดถือศีลอดเดือนรอมฎอนแล้วถือศีลอดติดตามอีก 6 วันของเดือนเซาวาล เสมือนกับว่าเขาถือศีลอดตลอดปี"

เดือนเชาวาลคือเดือนถัดจากรอมฎอน การถือศีลอดเชาวาลเป็นช่วงสั้นๆ บ้านเรามักเรียกติดปากว่า “บวชหก” และไม่จำเป็นต้องถือติดต่อกันทุกวันก็ได้ เพียงแต่ที่นิยมถือติดต่อกันเพราะว่ากระเพาะเคยชินครั้นตั้งแต่รอมฎอนนัยว่า อิงเรื่องสุขภาพไปด้วย ส่วนกรณีของผู้ที่ถือศีลอดรอมฎอนยังไม่ครบ ตามหลักการให้ถือศีลอดใช้ให้ครบเสียก่อนที่จะถือบวชหก ส่วนหากใครไม่บวชหกก็ไม่ถือว่าผิดบาปเพราะเป็นเรื่องสมัครใจ เพียงแต่เสียดายผลตอบแทนที่จะได้รับ เพราะสวนสวรรค์ของพระองค์มิใช่ง่ายๆ ที่ทุกคนจะได้รับเพียงแต่ต้องแลกด้วยกับความอุสาหะพากเพียร เพื่อเข้าใกล้อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

เบ็ดเสร็จรวบยอดแล้วเท่ากับถือศีลอดเพียงเดือนกว่าๆ แต่ผลตอบแทนที่ได้เปรียบเทียบไว้ว่าเสมือนได้ถือศีลอดหนึ่งปี และสำหรับผู้ที่ถือศีลอดเดือนรอมฎอนทุกๆ ปี ยังมีบรรดานักปราชญ์กล่าวว่า “ความดีหนึ่งมีผลบุญถึง 10 เท่า การถือศีลอดเดือนรอมฎอนมีผลบุญเท่ากับ 10 เดือน แล้วติดตามอีก 6 วันของเดือนเชาวาล มีผลบุญเท่ากับ 2 เดือน” เมื่อบวกลบคูณทบไปมาก็เท่ากับหนึ่งปีพอดิบพอดี แต่ลองนึกดูว่า หากมนุษย์เราต้องถือศีลอดทุกวันตลอดหนึ่งปี คุณผู้อ่านคิดว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง? นี่ยังไม่ได้ชวนให้นึกถึงสภาพร่างกาย อาการปากแห้งเพราะหิวกระหาย ตาปรือที่ต้องตื่นมากินข้าวซะฮูรฺทุกคืน และการละหมาดยามค่ำคืนยาวนานติดต่อกัน แต่เชื่อเถอะว่า หากมีบทบัญญัติเยี่ยงนี้แล้ว ผู้ที่เรียกตนเองว่าเป็นบ่าวผู้ภักดีคงไม่พลาดโอกาสสั่งสมความดีงามเพื่อรอ คอยผลตอบแทนที่พระเจ้าทรงตรัสไว้

เจตนารมณ์อันแยบคายที่แฝงอยู่ในการทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ คือสิ่งเราจะสัมผัสถึงพระกรุณาเมตตาอย่างล้นเหลือ นอกจากว่าพระองค์ทรงทบทวีผลบุญให้กับบ่าวของพระองค์แล้ว พระองค์ยังคงอภัยโทษจากความผิดบาป "ผู้ใดถือศีลอดรอมฎอนด้วยความศรัทธาและหวังการตอบแทนจากอัลลอฮฺ เขาจะได้รับการอภัยโทษจากบาปของเขาในอดีต" ทั้งนี้ ก็ต่อเมื่อการปฏิบัติของเรามีความบริสุทธิ์ใจเพื่อพระองค์เพียงผู้เดียว

นอก จากนี้ พระเมตตาของพระองค์ยังไม่สิ้นสุด ยังมีข้อผ่อนผันสำหรับมนุษย์ผู้อ่อนแอ อาทิ คนป่วยไข้ คนเดินทาง ในบางกรณีที่ยกตัวอย่างไปนั้นก็ให้ถือศีลอดใช้ให้ครบ ชายหรือหญิงชราเมื่อทั้งสองไม่สามารถจะถือศีลอดได้ และโรคที่เป็นไม่สามารถหายขาดได้เลย เช่นเดียวกับหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมลูก หากเธอเกรงกลัวว่าจะเกิดโทษแก่ตัวเองหรือเด็กในครรภ์แล้ว ก็ให้จ่ายอาหารแก่คนยากจนขัดสนแทนทุกวันครบเดือนรอมฎอน ทั้งนี้ ก็ไม่ใช่หลบเลี่ยงไม่ทดลองถือศีลอดก่อน เพราะบางทีร่างกายที่เราคิดว่าอดข้าวอดน้ำไม่ไหว อัลลอฮฺจะทรงประทานความช่วยเหลือให้ถือศีลอดตลอดเดือนก็เป็นได้ นี่แหละ! ความกรุณาปรานีต่อบ่าวของพระองค์เสมอ

อิสลามยังมีอะไรดีๆ อีกเยอะ ที่นำมาเล่าเป็นเพียงบางส่วนของการถือศีลอดเท่านั้น ผู้อ่านทั้งมุสลิมเดิมหรือผู้สนใจอิสลามลองหันมาศึกษาอย่างจริงจัง แล้วจะรู้ว่าคำบัญชาของผู้สร้างนั้นย่อมสมบูรณ์เหมาะสมกับสภาพชีวิตผู้ถูก สร้างเป็นที่สุด!

0 ความคิดเห็น:

บาปเงียบ : มหันตภัยยุคสื่อไร้พรมแดน‏


หนุ่มสาวที่แสนสุภาพ มีบุคลิกที่ควรค่าแก่การยกย่อง เป็นคนดี ใฝ่เรียนรู้ศาสนาในสายตาผู้คนทั่วไป หากเป็นมุสลิมีนก็จะไว้เคราพองาม พิถีพิถันในเรื่องการแต่งกาย สวมเสื้อโต๊บขาวหรือกางเกงเหนือตาตุ่ม หากเป็นมุสลิมะฮฺจะสวมชุดฮิญาบอย่างมิดชิด มีบางคนถึงปิดหน้าและฝ่ามือ ยึดมั่นตามสุนนะฮฺ บรรดามิตรสหายล้วนเป็นคนดี คบค้าสมาคมกับผู้รู้ทางศาสนา และ ฯลฯ.....

ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นภาพชินตาที่บ่งบอกถึงการยึดมั่นในศาสนาของกลุ่มเยาวชน แต่จะเป็นสิ่งดียิ่ง หากเบื้องหลังของพวกเขาจะใสสะอาดหมดจด ยิ่งกว่าเบื้องหน้าที่เขาแสดงออก ช่วงที่เขาสงบนิ่งคนเดียวยามเข้าเฝ้าอัลลอฮฺตะอาลานั้น เขาสามารถรักษาความบริสุทธิ์ใจยิ่งกว่าช่วงที่เขาแสดงออกมาต่อหน้าผู้คน

ที่พูดเช่นนี้ เพราะทราบว่าหนุ่มสาวหลายคน ดูแสนจะเรียบร้อย แต่ยามที่เขาอยู่ที่ลับตาผู้คนแล้ว เขากลายเป็นสาวกน้อยของชัยฏอนและจมอยู่ในห้วงทะเลแห่งอบายมุขชนิดโงหัวไม่ ขึ้นทีเดียว

เขามักบริโภคสื่อไร้พรมแดนที่ไร้สาระ เสพเว็บไซต์ไร้จริยธรรมอยู่เนืองนิจ ครุ่นคิดติดต่อทางสื่ออีเล็คโทรนิกส์ที่มักใช้นามแฝงกลบเกลื่อนชื่อจริง ใช้ยุทธศาสตร์ลับ ลวง พราง เพื่อสนองตัณหาอารมณ์ใฝ่ต่ำ บางครั้งก็ใส่ร้ายป้ายสีผู้คนหรือองค์กรให้พลอยเสื่อมเสียชื่อเสียงไปด้วย

เยาวชนที่รัก .... เจ้าอย่ามองข้ามการเพ่งพินิจและการตรวจสอบของอัลลอฮฺตะอาลาโดยเด็ดขาด ยอมลงทุนฝ่าฝืนพระองค์ แต่ตอบรับการเรียกร้องของชัยฏอน

ท่านซะห์นูน (รอหิมะฮุลลอฮฺ) ได้กล่าวไว้ ความว่า “เจ้าจงอย่าริประกาศตัวเป็นศัตรูคู่อริกับชัยฏอนในที่เปิดเผย แต่กลับเป็นสหายรักกับมันยามลับตาผู้คน”

เพราะแท้จริง บาปที่คนๆ หนึ่งกระทำไว้ ณ ที่ลับตาผู้คนนั้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะชักนำเขาสู่ความวิบัติ และบ่อนทำลายความดีงามที่สะสมไว้

ท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ความว่า “แน่ แท้ ฉันรู้ว่า มีชนกลุ่มหนึ่งในประชาชาติของฉัน ที่พกพาความดีงามและกุศลทานอันมากมายสะสมไว้ในวันกิยามะฮฺ เปรียบเสมือนเทือกเขา ติฮามะฮฺ(1) ที่ขาวสะอาด แต่อัลลอฮฺตะอาลาทรงทำให้ความดีงามอันมากมายเหล่านั้น กลายเป็นเศษฝุ่นที่ปลิวว่อนเท่านั้น (ไม่มีคุณค่าใดๆ ทั้งสิ้น) ท่านเซาบาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จึงถามว่า โอ้ศาสนทูตของอัลลอฮฺ ได้โปรดบอกคุณลักษณะของพวกเขาให้เราทราบด้วย และโปรดอธิบายให้พวกเราทราบอย่างแจ้งชัด เผื่อว่าเราจะได้ระมัดระวังมิให้เป็นเช่นกลุ่มนั้น ในสภาพที่เราไม่รู้ตัว นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงตอบว่า พวกเขาคือพี่น้องของท่านนั่นแหละ มีสีผิวเช่นเดียวกับพวกท่าน พวกเขาดำรงตนในเวลากลางคืนด้วยการละหมาดกลางคืนเช่นเดียวกับพวกท่าน แต่ยามใดที่พวกเขาอยู่ในที่ลับตาผู้คนแล้ว พวกเขาละเมิดและฝ่าฝืนคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ” (บันทึกโดยอิบนุมาญะฮฺ/4245, ดู อัซซิลซิละฮฺ อัศเศาะฮีหะฮฺ 2/18)

เยาวชนที่รัก ... เจ้าพร้อมที่จะเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มที่นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม พูดถึงไหม ? แล้วเจ้าได้สะสมความดีงามไปเท่าไหร่แล้ว ? และการที่เจ้าปฏิบัติอะมั้ลในแต่ละครั้ง มันช่างลำบากลำบนแค่ไหน ?

ผู้ได้รับทางนำแห่งอัลลอฮฺตะอาลาต่างได้รับการตอบแทนที่ดีจากพระองค์ และเสวยสุขกับพรอันประเสริฐที่อัลลอฮฺตะอาลาได้ตระเตรียมไว้ ดังที่พระองค์ได้กล่าวว่า

ความว่า “แท้จริงบรรดาผู้ยำเกรงต่อพระเจ้าของพวกเขาโดยทางลับ สำหรับพวกเขาจะได้รับการอภัยโทษและรางวัลอันใหญ่หลวง และพวกเจ้าจงปิดบังคำพูดของพวกเจ้าหรือเปิดเผยมันก็ตาม แท้จริงพระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในทรวงอก” (สูเราะฮฺ อัล-มุลก์ 12-13)

ยามใดที่ประตูทุกบานถูกใส่กลอน หน้าต่างถูกปิดด้วยม่านหนา และปลอดจากสายตาผู้คนแล้ว เจ้าจงนึกถึงการเฝ้ามองของผู้ทรงรอบรู้และทรงได้ยิน แม้กระทั่งเสียงคลานของมดตัวเล็กๆ ที่ดำสนิท ที่กำลังคืบคลานในซอกหินดำท่ามกลางความมืดมิดของรัตติกาล

เจ้าจงระมัดระวังอย่าไหลลื่น ทั้งที่ก่อนหน้านี้เจ้ามั่นคงหนักแน่น

เจ้าจงระวังอย่าเถลไถล ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าเคยดื่มด่ำในบรรยากาศแห่งอีมาน

อิบนุล ก็อยยิม (รอฮิมะฮุลลอฮฺ) ได้กล่าวไว้ความว่า “บรรดาผู้ รู้ทั้งหลาย ได้เห็นพ้องต้องกันว่า บาปเงียบคือต้นเหตุของความพินาศล่มจม และการทำอิบาดะฮฺขณะลับตาผู้คน คือปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การยืนหยัดในศาสนา”

เจ้ารู้ไหม บาปเงียบที่เจ้าถือว่าเล็กน้อย อาจเป็นสิ่งล่อลวงและลวงล่อให้เจ้ามีความเคยชินกับสิ่งนั้น จนกระทั่งหยั่งลึกกลายเป็นนิสัยประจำตัวที่ยากจะหยุดยั้ง เมื่อเวลาผ่านไป ก็จะกลายเป็นสันดานติดตัวจนกระทั่งเจ้าสิ้นลมหายใจในขณะที่เจ้าหลงระเริงกับ บาปเงียบนั้นเลยทีเดียว

อิบนุ เราะญับ (รอฮิมะฮุลลอฮฺ) ได้กล่าวไว้ความว่า “ผู้ที่จบชีวิตด้วยความชั่วร้ายในบั้นปลายของเขา (سوء الخاتمة) ในบางครั้ง เกิดจากบาปเงียบที่เขากระทำ โดยที่ไม่มีผู้ใดรู้เห็นเลย”

เยาวชนที่รัก ... จงยำเกรงอัลลอฮฺตะอาลาทั้งที่ลับและที่แจ้ง จงทำให้ฉากหลังของเจ้าประเสริฐยิ่งกว่าเบื้องหน้าที่เจ้าแสดงออกมา มีความจริงใจต่ออัลลอฮฺตะอาลา จงมีความสุขในการทำอิบาดะฮฺที่ปกปิด และจงหลั่งน้ำตาแห่งความเสียใจต่อความผิดพลาดและความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ สุบนะฮูวะตะอาลา แม้นเจ้าอยู่บนสะญะดะฮฺยามหลังเที่ยงคืนอย่างเดียวดาย

วัสสลาม

0 ความคิดเห็น:

เพื่อยำเกรง!


คือข่าวดีแสนดีของปีทุกข์

คือความสุขแสนสุขขอทุกหน

คือการรอแสนรอจนได้ยล

คือการทนแสนทนจนได้เจอ


คือแขกผู้มาเยือนเพียงเดือนผ่าน

คือนาทีทองร้าน ‘สวรรค์เสนอ’

คือของขวัญทูนเทิดอัน เลิศเลอ

คือเมตตาล้นเอ่อของชีวิต

คือเราะมาฎอน ที่มองหา ที่มาถึง

เพื่อติดตรึงใจแคบให้ แนบสนิท

กับอิสลาม, กุรอ่าน - อ่านแล้วคิด

ว่าทางทิศเส้นใดจะไปต่อ

เป็นเวลาแห่งการหวนทวนหัวใจ

ว่าหยาบกร้านไปไหม,ไหว หรือท้อ

และจุดดำที่มีอย่ารีรอ

ลบและขอให้มันอย่ากลับคืน

ทุกความผิดที่ทำจงโศกเศร้า

ยืนเข้าเฝ้าสำนึกในดึกดื่น

ทุกความดีที่ทำจงหยัดยืน

หยิบและยื่นต่อไปยังผู้คน

เพื่อจะเปลี่ยนชีวิตให้เอี่ยมใหม่

เพื่อจะปรับหัวใจให้ใสล้น

เพื่อจะบอกนายว่าบ่าวอดทน

เพื่อจะฝนฝึกย้ำ เพื่อยำเกรง!

ญะซากิลลาฮุคอยร็อน : มุซักกิร

0 ความคิดเห็น:

มุมสตรีศอลิฮะฮฺ "เราคือ“สตรีแห่งอิสลาม” หรือเปล่า?"


บทบาทของสตรีแห่งอิสลาม นั้นมีความสำคัญเทียบเท่ากับบทบาทของบุรุษ และหากมองดูตามสภาพความเป็นจริงแล้ว หน้าที่ความรับผิดชอบของพวกเธอนั้นยิ่งใหญ่กว่าบุรุษเสียอีก สถานะของเธอไม่ได้เป็นดั่งที่บรรดาสื่อตะวันตกกล่าวอ้างว่าพวกเธอนั้น “เป็นทาสที่ถูกล่ามโซ่” “ถูกกดขี่ทางจิตใจและความรู้สึก” หากแต่แท้จริงแล้ว สถานะของเธอนั้นมีเกียรติและมีความประเสริฐอย่างมาก

เป็นที่ทราบกันดีในหมู่บรรดามุสลิมว่า “สังคมที่ดีงาม” และ “สังคมที่เลวทราม” นั้นมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตความประพฤติของบรรดาสตรีทั้งหลาย หากพวกเธอประพฤติดีมีศีลธรรม และดำเนินชีวิตตามคำสอนของอัลกุรอานและซุนนะฮฺแน่นอนว่า “สังคม” ย่อมสะท้อนให้เห็นถึง “ความดีงาม” ของเธอและหากว่าเธอประพฤติชั่วไร้ศีลธรรม และละทิ้งคำสอนของอัลกุรอานและซุนนะฮฺแน่นอนว่า “สังคม” ย่อมเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึง “ความชั่วร้าย” ในตัวเธอนั่นเป็นเพราะว่า “สตรี” มีอิทธิพลต่อการสร้าง “สังคม” ด้วยเพราะ “เธอ” คือ “ครู” คนแรกแห่งประชาชาติในอนาคต

สตรีแห่งอิสลาม คือผู้เป็นมารดา คุณครู ผู้รู้ พี่สาว ที่ปรึกษา เธอเปรียบเสมือน “มหาวิทยาลัยครบวงจร” และ “ผู้พัฒนาประชาชาติ”

ความลับแห่งความสำคัญนี้เกิดจากภาระและความรับผิดชอบอันน่าเหลือเชื่อที่ วางอยู่บนหน้าตักของเธอ อีกทั้งความยากลำบากมากมายที่เธอแบกรับไว้บนบ่า

ด้วยหลักการของศาสนาอันศักดิ์สิทธิ์นี้ “บรรดาสตรีแห่งอิสลามนั้น” มีความรับผิดชอบต่อการสั่งสอนอบรมบรรดาลูกๆ ของพวกเธอจนกระทั่งถึงวัยแรกรุ่น เธอมีหน้าที่ในการให้ความรู้ “นักเรียนของเธอ” (ลูกๆ) ในด้านฟิกฮฺ (บทบัญญัติศาสนา) หลักการศาสนา อัลกุรอาน จริยธรรม ศีลธรรม จรรยามารยาท เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ บรรดาสตรีจึงเป็นแบบอย่างสำคัญ และพวกเธอจำต้องปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องแนวคิด ทัศนคติ พฤติกรรม และการพูดจา

แทน ที่บรรดาสตรีเหล่านั้นจะมีความปรารถนาที่จะเป็นเช่น “ท่านหญิงมัรยัม ท่านหญิงคอดิยะฮฺ หรือท่านหญิงอาอิชะฮฺ (รอฎิยัลลอฮุ อันฮา)” หากแต่พวกเธอเหล่านั้นกลับปรารถนาที่จะเอาแบบอย่างจาก “บรรดาดารา นักร้อง ป็อบสตาร์” ที่ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นไม่มีความเคารพและเห็นคุณค่าของตัวเอง อีกทั้งยังกลายเป็น “ทรัพย์สินสาธารณะ” ให้ผู้คนได้มองดู หรือแม้แต่จับต้องได้ อย่างที่พวกเขาต้องการ

บรรดาพี่น้องมุสลิมะฮฺที่รัก เราลองถามตัวเราเองดูสิว่า ขณะนี้เรามีสภาพดังเช่น “มุสลิม” หรือเรามีสภาพดังเช่น “ผลผลิต” ของภาพยนตร์แห่งโลกตะวันตก/โลกตะวันออก??

0 ความคิดเห็น:

10 ข้อที่ควรปรับปรุงแก้ไขในชีวิตมุสลิม


1.การงานที่บริสุทธิ์ เพราะ ว่าการงานที่มีความบริสุทธิ์ใจเท่านั้นที่อัลลอฮฺจะทรงรับ ไม่ว่าอิบาดะฮฺใดก็แล้วแต่ที่ทำด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ มุ่งหวังเพียงอัลลอฮฺเท่านั้น จึงจะมีความหมายในสายตาของพระองค์ หากการงานที่ทำมีเป้าหมายอื่นแอบแฝงไว้แม้แต่นิดเดียว นั่นหมายถึงการไม่ได้ให้เอกภาพต่อผู้ที่เราภักดี แล้วความเสียหายก็จะประสบแก่เราเท่านั้นเอง

2.ความสม่ำเสมอของการงานแม้ว่ามันจะเล็กน้อยก็ตามที นับเป็นการงานที่นบีของเราได้บอกไว้ว่า เป็นการงานที่อัลลอฮฺรัก แม้ว่าด้วยความมุ่งมั่นของพวกเราคนหนุ่มสาว จึงทำอิบาดะฮฺอย่างมากมายจนทำให้ความสม่ำเสมอของเราสูญหายไป วันหนึ่งเราอาจละหมาดกลางคืนยาวนานจนทำให้คืนอื่นๆไม่สามารถรักษามันไว้ได้ หากเราสั่งสมการงานของเราจากเล็กๆแล้วรักษามันให้สม่ำเสมอ แล้วเพิ่มเติมมันทีละนิดทีละน้อย จนทำให้เราสามารถทำการงานนั้นได้อย่างต่อเนื่องและครบถ้วน

3.การผูกพันหัวใจไว้กับมัสญิด จะเห็นได้ว่าความสำคัญ ของมัสญิดลดลงไปมาก บทบาทของมัสญิดต่อชุมชนน้อยลงไป หลังรอมาฎอนคนจะยังคงรักษาการละหมาดที่มัสญิดได้มากแค่ไหนกัน ศาสนาเองได้บอกแรงจูงใจในการมามัสญิดไว้มากมาย นอกจากจะได้รับผลบุญมากมายแล้วการไปมัสญิดยังทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่าง พี่น้องที่แน่นแฟ้นขึ้นด้วย เพียงพอไหมที่นบีบอกว่า คนที่หัวใจของเขาผูกพันอยู่กับมัสญิด จะอยู่ภายใต้ร่มเงาของอัลลอฮฺในวันที่ไม่มีร่มเงาใดๆในวันนั้น จะทำให้เราอยากไปมัสญิดเป็นประจำ

4.การช่วยเหลือพี่น้อง เพราะผู้ใดที่เขาช่วยปลดเปลื้องภาระของพี่น้อง อัลลอฮฺจะปลดเปลื้องความผิดให้เขา ทำหัวใจของเราให้นอบน้อมอ่อนโยนต่อพี่น้องมุสลิมด้วยกัน ทำให้ความรักเกิดขึ้นระหว่างกันด้วยมารยาทที่ดี

5.การเรียนรู้ที่จะรับฟังข้อตักเตือนอย่างยินดี เรียนรู้ที่จะขอโทษเมื่อทำให้พี่น้องไม่สบายใจ ยอมรับว่าตนเองผิดและขอโทษด้วยความจริงใจ โดยลดทิฐิของตนลงมา และเรียนรู้ที่จะปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น รู้จักให้อภัยเมื่อพี่น้องผิดพลาดไม่เจตนาทำให้เราไม่สบายใจ เมื่อเขาขอโทษเราก็ยินดีจะยกโทษให้ อัลลอฮฺจะทรงเมตตาแก่เรา หากเรายังคงเมตตาต่อพี่น้องของเรา

6.การบริหารเวลา ทำสิ่งต่างๆในเวลาของมัน ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง วางแผนชีวิตอย่างรอบคอบ ประชาชาติของเราจะกลับมายิ่งใหญ่ได้อย่างไรหากเวลาเขายังใช้อย่างฟุ่มเฟือย

7.ความมุ่งมั่นที่จะตามสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้ แม้เป็นเรื่องที่เล็กน้อยเพียงใดก็ตาม อย่าทำตัวเฉื่อยชาตามอารมณ์ จนความมุ่งมั่นขาดหายไปเพราะการทำให้สำเร็จซึ่งงานเล็กๆจะเป็นตัวผลักดันให้ งานใหญ่ๆสำเร็จ ความดีเล็กๆหากอัลลอฮฺรับก็ทำให้เราเข้าสวรรค์ได้

8.การทำให้อิบาดะฮฺมีชีวิต โดยให้มันมีอิทธิพลกับชีวิตของเราให้มากที่สุด อย่าให้ละหมาดอยู่แต่เพียงในเวลาของมัน แต่ให้ความนอบน้อมจากการละหมาดอยู่กับเราตลอดเวลา อย่าให้การถือศีลอดอยู่แต่ในเดือนรอมาฎอน แต่ให้ความตักวาจากการถือศีลอดอยู่กับเราทุกเดือน

9.อดทนในทุกๆการทดสอบ ที่อัลลอฮฺทรงทดสอบเพื่อให้รู้ถึงผู้ที่รักและมุ่งมั่นต่อพระองค์อย่างแท้ จริง ผู้ที่เมื่ออัลลอฮฺทดสอบกับความสุขสบายเขาก็ขอบคุณไม่หยิ่งผยอง เมื่อถูกทดสอบกับความลำบากการสูญเสียเขาก็อดทนและหวังในการตอบแทน

10.ดุอาอฺต่ออัลลอฮฺในยามที่สุขสบาย เป็นสิ่งที่เราลืมเลือนกันเสมอๆ จะนึกได้ว่าอัลลอฮฺอยู่ใกล้ก็เมื่อเราเจ็บป่วย จะนึกถึงอัลลอฮฺเมื่อเราลำบาก เวลาสุขสบายก็หลงระเริงไม่ได้ระลึกถึงพระองค์ มีบ้างแต่ก็น้อยเต็มที ไม่ดีหรือถ้าหากบ่าวคนใดระลึกถึงพระองค์ในยามเขาสุขสบาย วอนขอดุอาอฺในยามที่สุขภาพดี อัลลอฮฺก็จะนึกถึงเขาในยามเขาเจ็บป่วย

0 ความคิดเห็น:

เรากำลังละหมาด แบบไก่จิกข้าว อยู่หรือเปล่า!!

อัสลามุอาลัยกุม วาเราะมาตุลลอฮ

รายงานจากท่านบีฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุเล่าว่า : ท่านนบีมูฮำหมัดศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า ﴾ เมื่อท่านต้องการละหมาด จงทำการอาบน้ำละหมาดให้สมบูรณ์ หลังจากนั้นจงผินหน้าไปทางกิบลัต แล้วตักบีร หลังจากนั้นอ่านซูเราะฮฺที่ง่ายสำหรับท่าน หลังจากนั้นจงก้มรุกั๊วะอฺแล้วหยุดนิ่งครู่หนึ่ง หลังจากนั้นจงเงยขึ้นยืนตรงครู่หนึ่ง แล้วก้มลงสุหญูดพร้อมกับหยุดนิ่งครู่หนึ่ง หลังจากนั้นจงเงยขึ้นนั่งพร้อมกับหยุดนิ่งครู่หนึ่ง แล้วก้มลงสุหญูดพร้อมกับหยุดนิ่งครู่หนึ่ง และจงทำดังกล่าวนั้นในทุกๆการละหมาดของท่าน﴿บันทึกโดยอัลบุคอรีย์มุสลิมอะฮฺหมัดอบูดาวูดติรมีซีย์นะซาอีและอิบนิมาญะฮฺ


คำอธิบายฮะดีษ
มีชายคนหนึ่งได้เข้ามัสยิด ขณะที่ท่านนบีได้ยืนอยู่นั้น ชายคนนั้นได้ละหมาด 2 ร๊อกอัตโดยไม่ได้ทำการละหมาดของเขาให้ดี หลังจากเสร็จแล้วหันมาให้สลามกับท่านนบี เมื่อท่านนบีตอบรับสลามเขาแล้ว ท่านกล่าวแก่ชายคนนั้นว่า "จงกลับไปละหมาดใหม่ แท้จริงท่านยังไม่ได้ละหมาด " ท่านนบีได้กล่าวแก่ชายคนนั้นถึง 3 ครั้ง และทุกครั้งชายคนนั้นก็กลับไปละหมาดใหม่ หลังจากนั้นชายคนนั้นกล่าวว่า "โอ้ร่อซูลุลลอฮฺ มีสิ่งใดที่ดีกว่าต่อการละหมาดของฉัน จงสอนฉัน" ท่านนบีจึงได้กล่าวแก่ชายคนนั้นว่า “ เมื่อ ท่านต้องละหมาดจงทำการอาบน้ำละหมาดให้สมบูรณ์ หลังจากนั้นจงผินหน้าไปทางกิบลัตแล้วตักบีร (หมายถึง ตักบีร่อตุ้ลอิหฺรอม) แล้วอ่านซูเราะฮฺที่ง่ายสำหรับท่าน หลังจากนั้นจงก้มรุกั๊วะอฺแล้วหยุดนิ่งครู่หนึ่ง หลังจากนั้นจงเงยขึ้นยืนตรงครู่หนึ่ง แล้วก้มลงสุหญูดพร้อมกับหยุดนิ่งครู่หนึ่ง หลังจากนั้นจงเงยขึ้นนั่งพร้อมกับหยุดนิ่งครู่หนึ่ง แล้วก้มลงสุหญูดพร้อมกับหยุดนิ่งครู่หนึ่ง และจงทำดังกล่าวนั้นในทุกๆ การละหมาดของท่าน ”

บทเรียนข้างต้น หวังว่าเราจะนำมาตรวจสอบ และพิจารณากันนะครับว่า

การ ละหมาดฟัรฎูของเรา การละหมาดตะรอเวี้ยะของ เราหรือการละหมาดอะไรๆก็แล้วแต่ของเรา เรามีความคูชัวะ เรามีการนิ่งครู่นึง กันหรือเปล่า หรือมันก็แค่ ก้มๆๆ เงยๆๆ หยั่งกับไก่จิกข้าว เพื่อให้พ้นๆไปเท่านั้น แล้วไม่ได้ซึ่งความสมบูรณ์ของการละหมาดเลยครับ

มี หลาย มัสยิดสำหรับเดือนนี้ ที่มีการละหมาด หยั่งกับไก่จิกอยู่ เราพิจารณาและหลีกห่างกันดีกว่าไหม ทางเลือกยังมีอีกมากมายที่เราจะเดินไปละหมาดได้ ซึ่งไม่จำเป็นว่า ใครอยู่มูเก็มไหนเค้าก็ต้องละหมาดที่มัสยิดในมูเก็มนั้น หรอกใช่ไหม

เราอิบาดะห์ ทำความดีถวายอัลลอฮอยู่ ใยเล่าเราไม่พิจารณาอย่างถี่ถ้วนครับ พี่น้อง

แล้วละหมาดอย่างไรให้ คูชัวะหล่ะ

คลิกเลย http://www.banatulhuda.com/forum/index.php?topic=276.0

วัสลามุอาลัยกุม วาเราะมาตุลลอฮ

0 ความคิดเห็น:

รวมภาพบรรยากาศ ชาวมุสลิมทั่วโลกร่วมฉลองเทศกาลอีฎิ้ลฟิตริ


11 ก.ย.-ชาวมุสลิมทั่วโลกร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลอีฎิ้ลฟิตตรี หรือเทศกาลสิ้นสุดการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน

ชาว มุสลิมทั้งชายหญิงและเด็ก ๆ ต่างร่วมละหมาดอีดกันที่บริเวณสนามหญ้าหน้ามัสยิดในเมืองโบกอร์ของ อินโดนีเซีย ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก ส่วนที่จีนชาวมุสลิมหลายพันคนในกรุงปักกิ่งร่วมละหมาดอีฎิ้ลฟิตริกันตาม มัสยิด ก่อนออกมาจับจ่ายซื้ออาหารตามท้องถนนกันอย่างเนืองแน่น

ขณะ ที่ในนครซิดนีย์ของออสเตรเลีย ชาวมุสลิมหลายพันคนร่วมฉลองเทศกาลอีฎิ้ลฟิตริ ด้วยการละหมาดร่วมกันในช่วงเช้า เช่นเดียวกับชาวมุสลิมในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งไปร่วมละหมาดอีดที่มัสยิดในนครเมกกะ โดยบางส่วนมีการเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน ทั้งนี้ ตลอด 3 วันของเทศกาลอีฎิ้ลฟิตริ ชาวมุสลิมจะใช้เวลาอยู่ร่วมกับครอบครัวและมอบของขวัญให้แก่กันและกัน.-สำนัก ข่าวไทย

*******ดูภาพบรรยากาศจากทั่วโลก************

0 ความคิดเห็น:

บรรยากาศรายอที่อียิปต์ Eid by Egypt






















1 ความคิดเห็น:

แนวทาง 10 ข้อ เพื่อยืนหยัดในการปฏิบัติความดีหลังเราะมะฎอน


มีอะไรเกิดขึ้นบ้างหลังเราะมะฎอน ? ฉันเคยเข้าหาอัลลอฮฺ ฉันเคยปฏิบัติอะมัลที่สุนัตมากมาย ฉันรู้สึกถึงอรรถรสของการอิบาดะฮฺ ฉันอ่านอัลกุรอานอย่างมาก ฉันไม่เคยทิ้งละหมาดญะมาอะฮฺ ฉันตัดขาดจากการดูสิ่งที่หะรอม ... แต่ทว่า หลังเราะมะฎอน อรรถรสแห่งอิบาดะฮฺเหล่านั้นกลับหายไปจากฉัน ไม่มีสิ่งที่ฉันเคยพบในเราะมะฎอน ไม่มีการตื่นตัวสำหรับอิบาดะฮฺ หลายครั้งที่ฉันพลาดละหมาดศุบห์พร้อมญะมาอะฮฺ ฉันทิ้งอะมัลที่สุนัตหลายอย่าง รวมทั้งไม่ได้อ่านอัลกุรอาน ... และ .. และ .. และ .. ๆ ๆ ๆ

มีทางแก้หรือทางออกสำหรับปัญหานี้บ้างไหม !?


นี่คือแนวทาง 10 ข้อ เพื่อการยืนหยัดในการปฏิบัติอะมัลศอลิหฺหลังเราะมะฎอน

1. อันดับแรก ท่านต้องวอนขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺให้ทรงประทานทางนำและการยืนหยัด เช่นที่อัลลอฮฺได้ชมเชยการวอนขอของเหล่าผู้มั่นคงในความรู้ว่า

«رَبَّنَا لا تُزِغْ قُلُوبَنَا بَعْدَ إِذْ هَدَيْتَنَا وَهَبْ لَنَا مِنْ لَدُنْكَ رَحْمَةً إِنَّكَ أَنْتَ الْوَهَّابُ»

ความว่า "โอ้ พระผู้อภิบาลแห่งเรา ได้โปรดอย่าทำให้หัวใจของเราหันเหหลังจากที่พระองค์ได้ทรงชี้ทางแก่มันแล้ว และขอทรงโปรดประทานความเมตตาจากพระองค์แก่เรา แท้จริงพระองค์นั้นทรงยิ่งด้วยการประทาน" (อาละอิมรอน 8)

2. พยายามใกล้ชิดร่วมกับบรรดาศอลิฮีน และการนั่งร่วมในที่ที่มีการรำลึกถึงอัลลอฮฺ เช่น การบรรยายธรรม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเยี่ยมเยียนเหล่าศอลิฮีน

3. ศึกษาประวัติของเหล่าผู้มีคุณธรรม โดยการอ่านหนังสือ ฟังเทป โดยเฉพาะเรื่องราวของเศาะหาบะฮฺ เพราะมันจะปลุกให้หัวใจมีกำลังและการตื่นตัว

4. ฟังเทปเกี่ยวกับอิสลามให้มาก เช่น บรรยายธรรม การตักเตือน พยายามแวะเข้าร้านที่ขายเทปอิสลามเหล่านี้บ่อยครั้งเป็นประจำ

5. พยายามรักษาอะมัลฟัรฎู เช่น ละหมาดห้าเวลา ถือศีลอดชดใช้เราะมะฎอน เพราะอะมัลฟัรฎูที่ความประเสริฐที่ใหญ่หลวง

6. พยายามรักษาอะมัลที่สุนัต แม้จะเป็นเพียงอะมัลเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเราชอบทำอยู่แล้ว เพราะอะมัลที่อัลลอฮฺรักที่สุดคือสิ่งที่สม่ำเสมอแม้เพียงเล็กน้อย ตามที่มีในหะดีษ

7. เริ่มท่องจำอัลกุรอานและอ่านอัลกุรอานสม่ำเสมอ โดยอ่านบทที่ท่านท่องได้ในการละหมาดฟัรฎูหรือละหมาดสุนัต

8. ซิกิรถึงอัลลอฮฺและอิสติฆฟารให้มาก เพราะเป็นอะมัลเล็กน้อยที่ง่าย แต่มีคุณใหญ่หลวง สามารถเพิ่มอีมาน และทำให้หัวใจเข้มแข็ง

9. หลีกห่างจากสิ่งที่ก่อความเสียหายต่อหัวใจให้ไกลที่สุด เช่น เหล่าคนที่ไม่มีคุณธรรม สื่อต่างๆ ฟังดนตรี และดูภาพลามก

10. สุดท้าย ขอสั่งเสียพี่น้องที่รักของฉัน ให้รีบเร่งเตาบะฮฺขออภัยจากอัลลอฮฺ เตาบะฮฺที่แท้จริงที่จะไม่หวนกลับไปสู่การทำผิดอีกด้วยการอนุมัติของอัลลอฮฺ เพราะแท้จริงอัลลอฮฺจะทรงปราโมทย์ยิ่ง ด้วยการกลับตนของบ่าวของพระองค์



พี่น้องที่ประเสริฐของฉัน จงอย่าได้เป็นเหมือนกลุ่มชนผู้ที่ไม่รู้จักอัลลอฮฺนอกจากในเดือนเราะมะฎอน เท่านั้น เช่นที่ชนสะลัฟได้กล่าวว่า

"คนที่เลวที่สุด คือคนที่ไม่รู้จักอัลลอฮฺนอกจากในเราะมะฎอน"

ลาก่อน จนกว่าเราะมะฎอนต่อไปจะมาถึง โดยที่ท่านมีสุขภาพพลานามัยที่ดี และการยืนหยัดบนศาสนาของอัลลอฮฺ อินชาอัลลอฮฺ

0 ความคิดเห็น:

สุขสันต์วันอีด Selamat Hari Raya 1431 h..

SELAMAT HARI RAYA AIDILFITRI..MAAF ZAHIR DAN BATIN..

เพลง “อีด ตักบีร”
อวยพรวันอีดแด่ทุกท่าน ขออัลลอฮฺประทานพรแก่เราต้วยความเมตตาจากพระองค์
อัลลอฮุอักบัร ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และบรรดาการสรรเสริญจงมีแด่พระองค์ และเป็นของพระองค์
................

อีด ตักบีร ที่มักกะฮ์
............<<<>>>...............
Sami Yusuf-Eid Song


............<<<>>>......................
เพลง “วันอีด” โดย Dawud Wahrnsby Ali
นี่คือวันอีด จงกล่าวตักบีรไม่ว่าจะอยู่หนไหน อัลลอฮุอักบัร ทุกคนจงร้องร่วมกัน ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วะ ลิ้ลลาฮิ้ลฮัมดฺ



Allahu Akbar.
These are the days of Eid,
Sing together everyone.
These are the days of Eid,
Sing together everyone.
La Ilaha Ill Allah Wa Lillah Hil Hamd.

Allahu Akbar, Allahu Akbar.
La Ilaha Ill Allahu Wallahu Akbar.
Allahu Akbar Wa lillah Hil Hamd.

0 ความคิดเห็น:

คงยังไม่สาย หากคิดจะเปลี่ยน

بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْم

السلام عليكم ورحمة الله وبركا ته

เหนื่อยที่ต้องมานั่งทนฟัง… เพื่อนข้างๆกล่าวถึงคนนั้น คนนี้อยู่

เหนื่อยที่ต้องมานั่งทนเห็น….คนในครอบครัวเร่งรีบเปิดดูละครฟังเพลงฮิตกันอยู่

เหนื่อยที่ต้องทนเห็น…เพื่อน ร่วมห้องอ่านนิยายต่างๆ หรือคุยโทรศัพท์กับเพศตรงข้ามนับชั่วโมง สองชั่วโมงและเหนื่อยล้านักที่ต้องมานั่งเห็นภาพพี่น้องเราบางคนที่ยังไม่ คลุมฮีญาบ ยังไม่ละหมาดและยังไม่ถือศีลอดเลยกับรอมฎอนที่กำลังจะจากไปนี้

ความอ่อนแอของพี่น้องเราบางคน หรือความอ่อนใจของเราเองในวันนี้นั้น มันน่าเสียดายนักกับโอกาสที่มีอยู่และโอกาสที่กำลังจะจากไปนั้นหมดไปเพราะการไม่ตระหนักและเรียนรู้ถึงความสำคัญของเดือนนี้กัน น่าเสียดายกันใช่ไหม!!

มี ไม่กี่คนที่เขาเหล่านั้นต้องทนฝืนกับการกระทำบางอย่างที่ผิดหลักการศาสนา อยู่ และก็คงมีไม่กี่คนที่จะปล่อยโอกาสเหล่านี้ไปโดยปราศจากการลุกขึ้นสู้และฝืน ทนกับสิ่งที่เป็นอยู่ คงมีไม่กี่คนจริงๆ

เห็น ใจกับพี่น้องเราบางคน ที่ยังไม่มีโอกาสเปลี่ยน ที่ยังเป็นอยู่เฉกเช่นที่เคยเป็นกันอยู่ก่อนแล้ว จะด้วยกับอุปสรรคอะไรหรือเหตุผลใดก็ตาม



แต่ พึงรู้กันเถิดว่า ยังมีโอกาส ยังมีเวลา และยังไม่สายกันหรอก หากเราจะเปลี่ยน หากเราจะยืนหยัดและหากเราจะให้ความอ่อนแอ ความฝืนใจต่อการยับยั้งอารมณ์ใฝ่ต่ำเหล่านั้นหมดไป ยังไม่สายกันหรอกนะ

ลอง หันมามองสักครั้งดู!! อุปสรรค ที่ฉันมี กำแพงกั้นที่ถูกก่อด้วยฉันเองหรือแฟนฉันหรือเพราะใครก็ตามนั้น ฉันจะขจัดมันด้วยวิธีการใดดี ฉันจะให้มันพังลงไปด้วยวิธีไหนดีหล่ะ ลองคิดกันดูซิ…..ลองคิดดูนะครับ แล้วยกมือขอดุอาร์ แล้วเราจะมีทางออกครับ….คงจะมีทางออกกันไหม หากในวันนี้ ฉันก็จะเป็นคนๆเดิม ฉัน บวชนะ แต่ฉันก็อยากคุยกับเค้า ฉันบวชหล่ะ แต่ฉันก็จะฟังเพลง ฉันบวชแต่ฉันก็จะไม่ละหมาดหล่ะ และฉันนั้นก็บวชนะ ฉันก็ไม่อยากคลุมฮีญาบหรอก จะด้วยเหตุผลที่ฟังขึ้นไม่ขึ้น อย่างไรก็แล้วแต่นะ แต่เพราะเหตุผลเพียงไม่กี่คำ มันมีผลถึงการไม่ได้รับการอภัยโทษกันเลยหรือ มันคุ้มกันแล้วหรือ….. ลองคิดกันสักนิดนะ

หากไม่รู้ก็ยังมีเวลาที่จะศึกษา และหากยังไม่ทราบก็ถามกันได้นะ ……อินชาอัลลอฮ

ส่วนพี่น้องเรา หลายๆคนที่ปราศจากอุปสรรคจากสิ่งต่างๆเหล่านั้นกันหล่ะ วันนี้เรามาทบทวน มาตรวจสอบ ซึ่งสิ่งที่ฉันได้ทำ ได้ปฏิบัติในวันนี้กันไหมครับ วันนี้มีอะไรบ้างหนอที่ทำไปแล้ว มันทำให้การถือศีลอดของฉันนั้นไร้ผล วันนี้มีอะไรบ้างไหม ที่ ทำไปแล้ว ทำให้การถือศีลอดของฉันนั้นบกพร่อง และในวันนี้นั้น อิบาดะห์ที่ทำอยู่ มันมีไหม ซึ่งการกระทำที่มีริยาอฺแฝงกันอยู่ หรือเป็นการกระทำเพียงก้มๆเงยๆโดยขาดความคูชัวะและความยำเกรง… มีไหมเอ๋ย

เรา เองก็มีโอกาสแล้วมิใช่หรือ เราเองก็มีความหวังกันแล้วนะ จะเคยทำบาปเล็ก บาปใหญ่ บาปน้อยบาปมาก มันก็คงได้รับการอภัยโทษกันอยู่แล้วในเดือนนี้ เมื่อเป็นอย่างนี้กันแล้ว ยังไม่คิดที่จะคว้าและกอบโกยกันอีกหรือ มัวแต่ทำอะไรอยู่หรือเปล่า

ใช่!! วันนี้ ฉันอาจจะยุ่งๆกับงานและการสอบที่มหาลัยอยู่ ใช่!!ฉันอาจจะยุ่งๆกับงานที่มากมายที่ออฟฟิคอยู่

แต่ฉันก็ต้องแบ่งเวลาซิ จัดตารางชีวิตนี้เสียใหมซิ อย่าให้ข้ออ้างเหล่านี้มันทำให้ท่านนั้นเสียโอกาสกันเลยนะ มันไม่คุ้มกันหรอกนะ กับข้ออ้างข้างต้นนี้

รับ กันให้ได้ เตรียมใจกันให้พร้อม อย่าคิดว่ามันแรงกัน อย่าคิดว่ามันหนักนะที่เอ๋ยนำเสนอกันแบบนี้ แต่คำพูดที่ถูกเอ๋ยกันนี้นั้น มาจากคนที่รักท่านเอง คอยห่วงใยท่านเองมาตลอด และคอยตักเตือนทุกครั้งไปเพื่อให้ท่านนั้นได้พ้นจากไฟนรก มาอ่านดูซิ



เมื่อ ท่านนบีได้ก้าวขึ้นมิมบัรท่านได้กล่าวว่า “อามีน อามีน อามีน” มีผู้ถามว่า “โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ แท้จริงเมื่อท่านได้ก้าวขึ้นมิมบัร ท่านได้กล่าวว่า อามีน อามีน อามีน” ท่านร่อซูลุลลอฮฺตอบว่า

(( إِنَّ جِبْرَائِيْلَ أَتَانِيْ فَقَالَ : مَنْ أَدْرَكَ شَهْرَ رَمَضَانَ فَلَمْ يُغْفَرْ لَهُ فَدَخَلَ النَّارَ فَأَبْعَدَهُ اللهُ . قُلْ : آمِيْنَ ، فَقُلْتُ : آمِيْنَ … ))

“แท้ จริงญิบรออีล ได้มาหาฉัน (ขณะนั้น) แล้วกล่าวว่า ผู้ใดเข้าสู่เดือนรอมฎอนแล้วเขาไม่ได้รับการอภัยโทษ เขาเข้าสู่ไฟนรก ขอให้เขาห่างไกลจากความเมตตาของพระองค์ ท่านจงกล่าวว่า อามีน แล้วฉันก็กล่าวว่า อามีน”บันทึกโดยอัลคุซัยมะฮฺ อะหมัด และอัลบัยฮะกียฺ

ครุ่นคิดกันสักนิด พิจารณากันเถิดนะ



ขอความห่างไกลจากการไม่ได้รับการอภัยโทษภายในเดือนนี้กันเถิดนะ

0 ความคิดเห็น:

Kad Raya 1431 h.










0 ความคิดเห็น: